ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ข้อสงสัย เกี่ยวกับ จิม บีม ครั...

ข้อสงสัย เกี่ยวกับ จิม บีม ครับผม


สวัสดีครับ คุณพี่

เมื่อคืนผมไปซื้อวิสกี้มาแล้วครับ 1ขวด ผมตัดสินใจซื้อ จิม บีม เพราะเห็นชื่อที่โด่งดังมานาน
ผมซื้อมาในราคา 780บาท บางร้านก็ขายในราคา 800-900 บาทก็มี  กะจะเปิดขวดฉลองในวัน
แห่งความรัก 14 กุมภาครับ ซื้อมาปั๊บ ผมก็อ่านดูรายละเอียดของมันในฉลาก ที่ด้านล่างของฉลาก
มันเขียนว่า This a whisky  four year old รู้สึกมันเขียนประมาณนี้แหละครับ หากจำไม่ผิด
จากข้อความที่กล่าวมา ผมจึงสันนิษฐานว่า วิสกี้ จิม บีม ขวดที่ผมถืออยู่นี้ มีอายุในการบ่มนานราว 4ปี
ซึ่งมาเทียบกันในราคา 780บาท ทำให้ผมเกิดความสงสัยอยู่ไม่น้อย 
เพราะวิสกี้ราคาระดับนี้ มันน่าจะบ่มนาน ราว5ปี ถึง8ปี  เพราะสก๊อตวิสกี้ ที่บ่มนาน5ปี
ยังมีราคาอยู่ที่ราวๆ 500 -600 บาท ซึ่งถูกกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด แล้วราคาของจิม บีม
เมื่อพิจารณาแล้ว มีราคาสูงเกือบเท่า วิสกี้ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งบ่มนานถึง 12ปี ซึ่งขายกันในราคา 800-900บาท

ในขณะที่จิม บีม ซึ่งราคาถูกกว่ากันเพียงเล็กน้อย ( หากผมเดาถูก) ซึ่งมีอายุบ่มแค่ 4ปี
มันดูไม่ค่อยจะคุ้มกับราคาสักเท่าไหร่ ผมเลยอยากจะถามว่า

 

1. วิสกี้ จิม บีม และแจ็ค แดเนียลส์ มีอายุการบ่มจริงๆกี่ปีครับ เ ( คำถามข้อนี้ สงสัยมานานแล้วครับ อยากรู้จริงๆ )

2. หากจิม บีม มีอายุบ่มนาน เพียงแค่ 4ปี เมื่อเทียบกับราคาที่ผมได้กล่าวมา มันคุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ครับ

 

แม้ว่า ราคาของ จิม บีม อาจจะไม่แพงมาก แต่ผมก็คิดว่า ราคามันก็สูงพอสมควร หากมันบ่มแค่4ปีจริงๆ แต่ราคาสูงขนาดนี้ ดูๆแล้ว ไม่คุ้มเท่าไหร่ครับ
พี่ๆช่วยแสดงความเห็นหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ



ผู้ตั้งกระทู้ ยิ้ม ยิ้ม :: วันที่ลงประกาศ 2007-01-31 08:36:32 IP : 203.113.71.168


[1]

ความเห็นที่ 1 (3310742)

1. วิสกี้ จิม บีม และแจ็ค แดเนียลส์ มีอายุการบ่มจริงๆกี่ปีครับ

ตอบ เหล้าทั้ง 2 ตัวนี้มีการบ่มแบบหลายปี หลายรุ่นครับ ผมว่าให้คุณเข้าไปดูที่นี้ดีกว่า

http://www.jackdaniels.com/home.asp

http://www.jimbeam.com/beam/default.aspx?

2. หากจิม บีม มีอายุบ่มนาน เพียงแค่ 4ปี เมื่อเทียบกับราคาที่ผมได้กล่าวมา มันคุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ครับ

ตอบ ไม่ต้องคิดมากครับ เหล้าสก็อตวิสกี้พรีเมียม หลายตัวเป็นแบบ blend ครับ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาเหล้าสก็อตวิสกี้ในระดับเดียวกับอเมริกันวิสกี้ มีราคาถูกกว่า

ส่วนที่ว่าคุ้มไหมมันอยู่ที่ ความพอใจในรสชาดของเหล้ามากกว่าครับ เพราะรสเหล้าก็คนละสไตล์กัน แต่ถ้าคุณเทียบกับเหล้าที่มาจากประเทศเดียวกัน แบบเดียวกับ แล้วราคากับคุณภาพมันแตกต่างกันมาก อันนี้ซิครับ มันน่าเจ็บใจมากกว่าครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น cocktailthai.com วันที่ตอบ 2007-01-31 15:30:13 IP : 203.150.232.68


ความเห็นที่ 2 (3310743)
ขอบคุณ พี่มากๆเลยครับที่ให้ความรู้ ผมได้ความรู้เรื่องวิสกี้ จากคุณพี่ในกระทู้นี้เยอะมากจริงๆครับ ผมลืมไปจริงๆครับว่า มันเป็นวิสกี้คนละสไตล์กัน แหะๆๆ ช่วงบ่ายๆก่อนจะมาเล่นเน็ด ผมได้ไปตามคนขายเหล้าร้านประจำ ที่ผมมักพูดคุยด้วยบ่อยๆ แกบอกผมว่า ขั้นตอนการเตรียมการผลิตอเมริกันวิสกี้นั้น ซับซ้อนและยุ่งยากกว่า สก๊อตวิสกี้ โดยเฉพาะขั้นตอนการหมักบ่ม จะซับซ้อนกว่ากัน ทำให้อเมริกันวิสกี้ที่มีระยะเวลาการบ่มที่ใกล้เคียงกัน จะมีราคาที่สูงกว่า (เช่นในกรณีของจิม บีมที่ผมเพิ่งซื้อจากแกไป) แกบอกผมต่อว่า เมื่อรู้ถึงความซับซ้อนที่เหนือกว่าแล้ว ให้ผมเข้าใจว่า หากจิม บีมที่ผมซื้อไป บ่มจนถึง 12ปี เท่ากับ ชีวาส หรือ แบล็ค เลเบิล ผมอาจจะต้องซื้อมันในราคาหลายพันบาทก็ได้ พี่ครับ ไม่รู้ว่าสิ่งที่แกเล่าให้ผมฟังเป็นความจริงหรือไม่ครับ เพราะแกเป็นพ่อค้า ไม่รู้พูดปลอบใจหรือเปล่า แฮ่ๆๆ แต่หากเป็นจริงอย่างที่แกว่า ก็ดีครับ ไม่ต้องคิดมากอีก ยิ่งมาได้คำตอบจากพี่แล้ว ทำให้ผมยิ่งสบายใจ ไม่คิดมาก ( และไม่เสียดายตัง) และสามารถดื่มจิม บีม ขวดนี้ได้อย่างสบายใจเสียทีครับ ยังไง พี่ช่วยแสดงทัศฯะหน่อยนะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ยิ้ม ยิ้ม วันที่ตอบ 2007-01-31 19:28:48 IP : 203.113.71.166


ความเห็นที่ 3 (3310744)

Jack Daniel's Old No. 7 black label

Jim Beam  white label

 

ขอรบกวนอีกทีครับพี่

เว็บที่พี่ให้ผมมานั้น ผมเข้าไปแล้วครับ ไม่เข้าใจ หาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ เลยต้องรบกวนพี่อีกที นี่แหละครับ

Jack Daniel's และ Jim beam รุ่นที่กล่าวมาครับ จึงอยากถามพี่ว่า  อเมริกันวิสกี้ 2รุ่น 2 ยี่ห้อนี้ ( ตามภาพ ) มีอายุบ่มนานกี่ปีครับ  อยากได้ข้อมูลตรงนี้ครับ ขอบคุณมากๆครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ยิ้ม ยิ้ม วันที่ตอบ 2007-01-31 19:50:38 IP : 203.113.71.166


ความเห็นที่ 4 (3310746)

ตอบครับ

1.จิมบีม มีอายุในการหมักบ่ม 4 ปี ครับ ส่วน แจ็คแดเนี้ยส์มีอายุในการหมักบ่ม 7 ปีครับ

2.จิมบีม และแจ็คฯ เป็นวิสกี้ที่มาจากประเทศอเมริกาเหมือนกันครับ แต่ผลิตจากคนละรัฐกัน ซึ่ง จิมบีมจะเรียกว่า Bourbon Whiskey หรือ Kentucky Whiskey ครับ มี%ของข้าวโพดผสมอยู่ถึง 51% ครับ โรงกลั่นตั้งมาตั้งแต่ปี 1795 นู้น! แล้วอะครับ มีดีกรี 40% รสนุ่มละมุน มีกลิ่นหอมนิดนิด สีเหลืองทองชวนน่าดื่มครับ มีทั้งแบบฉลากสีขาว สีทอง (เห็นน้อยมากครับ และสีดำ ต่างกันที่อายุในการเก็บหมักบ่ม และดีกรีครับ ส่วนแจ็คแดเนี้ยส์ จัดเป็น Tennessee Whiskey ครับ

3.ซื้อจิมบีมเทียบกับแจ็คฯอะไรคุ้มกว่า แน่นอนครับ จิมบีมไม่คุ้ม ถ้าไปเทียบกับแจ็คฯ ก็คนละเกรดกัน สมมุติผมให้ดาว จิมบีมก็เอาไปสัก 2-3 ดาว แต่แจ็คฯ เนี่ยให้ไปเลย 4 ดาว เอาอย่างนี้ซิครับ ลองไปซื้อแจ็คฯ มาชิมเทียบอีกสักขวด จะได้ไม่น้อยหน้ากัน ได้ความรู้สึกของรสชาดว่าเป็นอย่างไรก็บอกกันบ้างนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น cocktailthai.com วันที่ตอบ 2007-02-05 10:27:25 IP : 203.150.232.68


ความเห็นที่ 5 (3311468)

มั่วแล้ว ทั้ง แจ็ค และ จิม 4ปีเท่ากันครับ

แจ็คมันเขียนว่า Old No.7

คือปัจจุบันผู้ผลิตเป็นรุ่นที่ 7 ครับ มิใช่ 7 ปี

การหมักบ่ม 4 ปีถ้วน ดูได้เลยจากเว็บเค้าครับ

และ 2 ยี้ห้อนี้คุณภาพไม่ต่างกันครับ

เพียงแต่ แจ๊คจะต้องกรองผ่านถ่านเมเปิ้ล

ทำให้ราคาสูงกว่าพอควร

แต่คุณภาพอยู่ในระดับเดียวกัน

แล้วแต่ชอบครับ วิจารอย่างนี้ลำเอียงนะครับ

ส่วนตัวผมชอบทั้งคู่ แล้วแต่โอกาสจะพาไป

และแน่นอนแอบเทใจให้แจ็ค เหอๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น แจ็คแอนด์จิม วันที่ตอบ 2008-05-13 16:57:08 IP : 58.10.61.41


ความเห็นที่ 6 (3311470)

โอ้โห ไม่น่าเชื่อ ว่ากระทู้นี้ จะมีคนกลับมาโพสต์อีก

 

 ข้อมูลปีบ่มของแจ็คฯ ถูกพูดกันมานานมากแล้ว  ว่ากี่ปีกันแน่ เพราะแจ็ค  แดเนี่ยลส์ เป็นวิสกี้อเมริกันที่โด่งดังมากๆ ราคาค่อนข้างสูง แต่ไม่เคยบอกอายุการบ่มไว้บนฉลาก ซึ่งต่างสก๊อตวิสกี้ ที่มักจะนิยมบอกตัวเลขอายุการบ่มไว้บนฉลาก ขณะที่ เบอร์เบิ้นวิสกี้ที่วางขายในเมืองไทย ส่วนมากก็ยังบอกอายุการบ่มครับ ทั้งจิม   บีม และ ไวด์ เตอร์กี้ ทำให้อายุการบ่มของ แจ็คฯยังเป็นปริศนาต่อไป ขนาดผมเข้าไปในเว็บไชด์ของต่างประเทศ อายุการบ่มของแจ็คฯ ในเว็บต่างๆที่ว่านั้น ยังไม่ตรงกันเลยครับ ขนาดเว็บฝรั่งก็ยังมั่วพอกัน แต่ผมได้มีโอกาสสอบถามคออเมริกันวิสกี้ ชาวเทนเนสซี่ท่านนึง ผมจึงไม่รีรอที่จะสอบถามเรื่องนี้ด้วยความสงสัย จึงได้คำตอบว่า อายุการบ่มจริงๆของแจ็ค แดเนี่ยล รุ่นยอดนิยม อันหมายถึงรุ่น Jack Daniel's Old No.7 Black Label  ซึ่งเป็นรุ่นที่หาซื้อง่ายที่สุด เพราะมีวางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปนอกจากคอวิสกี้ท่านนี้ ผมสอบถามฝรั่งคอวิสกี้หลายคน เขาบอกว่า แจ็ค รุ่นนี้ อายุบ่ม8ปี หากเป็นจริงๆตามที่เขาว่า ก็เท่ากับ แจ็ครุ่น Old No.7 Black Label  ต้องเกรดสูงกว่า Jim Beam รุ่นทั่วไปแน่นอน เพราะ Jim Beam รุ่นที่ว่านี้ มีอายุบ่มแค่4ปี คือรุ่น White Label  วึ่งงเราสามารถพบเห็นตามท้องตลาดเหมือนกัน ส่วนJim Beam รุ่นที่มีคุณภาพสูสีกันกับ Jack Daniel's รุ่นOld No.7 Black Label น่าจะเป็น Jim Beam Black Label 8 year มากกว่า เพราะ ราคาขายของ Jim Beam Black ในท้องตลาดก็ราคาพอๆกันกับJack ครับ ส่วน Bourbon อีกยี่ห้อที่จัดอยู่ในระดับเดียวกันกับ แจ็คฯ ก็ยังมี Wild Turkey bourbon 101 8 year ด้วยครับ  จากที่ดูจากการวางชั้นของสินค้า แจ็ครุ่นนี้ สูงกว่า จิมบีม รุ่น 4ปีแน่นอนครับ ส่วนแจ็ครุ่นที่ระดัสูสีกับจิมบีม รุ่นWhite  Label น่าจะเป็น Jack Daniels No.7Green Label มากกว่า เพราะ รุ่น7Green Label เป็นแจ็ค 4ปีเหมือนๆกับจิมฯฉลากขาว เมื่อประมาณต้นปี 47 เพื่อนผมซื้อแจ็คฯ กรีนมาฝากผม1ขวด จากมาเลเซีย ข้างๆขวดเขียนว่า 4 year Old  ผมยังแปลกใจว่า ทำไมถึงมีแค่แจ็คฯรุ่นนี้เท่านั้นที่บอกอายุบ่ม  ทำไมรุ่นอื่นถึงไม่บอก

ใช่ครับ เลข7ที่ปรากฏบนฉลากของJack Daniels นั้น ไม่ใช่อายุการบ่มจริงๆครับ แต่มันเกิดจากความชินที่มักจะเหมารวมว่า หมายเลขที่ฉลากวิสกี้ คืออายุการบ่ม เช่นเดียวกับสก๊อตวิสกี้ Label 5 ซึ่งจะมีหมายเลข 5 ปรากฏอยู่ จริงไมนคือยี่ห้อของวิสกี้ ไม่ใช่บ่ม5ปี เพราะ Label 5 มีทั่งบ่ม 120-150-25 ปีก็มีครับ ในส่วนของแจ็คฯ หมายเลข7นั้น นอกจากจะหมายถึงผลิตเป็นรุ่นที่ 7แล้ว ยังจะหมายถึง แจ็คฯเคยชนะเลิศการประกวดวิสกี้ระดับโลกถึง7รางวัล และได้เหรียญทองเกียรติยศถึง7เหรียญด้วยกัน และNo7ก็กลายเป็นหมายเลขของถังไม้โอ๊คที่ใช้บ่มในเวลาต่อมา 

มีอีกเรื่อง ที่หลายคนมักเข้าใจผิด ก็คือหมายเลข 101 ที่ปรากฏบนฉลากของ Maker's Mark และ Wild Turkey  มีหลายคนเข้าใจว่า  101 คือจำนวนเดือนที่เก็บบ่ม คือ101เดือน ก็เท่ากับ8ปี อันนี้ผิดมากๆครับ เพราะระยะเวลา101เดือนนั้น หากมาบวก ลบ คูณ หารดู จะพบว่า ไม่มีระยะเวลาใกล้เคียงกับ8ปีแม้แต่น้อย 101ในที่นี้หมายถึง ดีกรีแอลกอร์ฮอลของเหล้าขวดนั้นต่างหาก เหล้าที่มีเลข101 ไปดุที่ข้างขวดได้เลยครับ มันหมายถึงว่า วิสกี้ขวดนั้น มีดีกรี 50.5 Vol เพราะการกำหนดแรงแอลกอร์ฮอลของอเมริกันนั้น กำหนดเป็นProof ซึ่งหากเป็นในทวีปยุโรปจะเป็น Vol  ซึ่งจะต่างกันนิดหน่อย เพื่อกันการสับสน ให้จำเอาไว้ว่าก็ หากเป็นProof อเมริกันจะคูณ2 ของVol ในยุโรปนนั่นเอง เช่น 80 Proof ในอเมริกาก็คือ 40Vol ในยุโรปนั่นเองครับ ฉะนั้น 101 Proof อเมริกันก็คือ50.5 Vol นั่นเองครับ

นี่คือข้อมูลที่ผมสอบถามจากนักดื่มชาวต่างชาติ ที่มีชีวิตจริงๆผมจึงได้คำตอบออกมาเช่นนี้ มันเลยทำให้ผมคลายความกระจ่างได้บ้างพอสมควร ตามประสาคนอยากรู้ รู้สึกสบายใจขึ้น แต่ผมเองก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า ข้อมูลที่เขาบอกมาจะถุกต้องจริงๆแค่ไหน หรือไม่ ผมเพียงมาบอกเล่าเก้าสิบให้เพื่อนๆได้รับฟังแค่นั้น ใครที่มีข้อมูลที่ถูกต้องแป๊ะ100% ก็มาแลกเปลี่ยนกันก็ดีเหมือนกันนะครับ เพื่อที่ขอบข่ายความรู้ในการสนทนาจะกว้างไกลออกไป

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โหน่ง นาคร วันที่ตอบ 2008-05-13 20:15:24 IP : 117.47.83.18


ความเห็นที่ 7 (3311478)

เข้ามาฟังด้วยคนครับ

.......พี่โหน่งตอบซะละเอียด ไม่มีที่ให้เสริมเลยย

ผู้แสดงความคิดเห็น มือใหม่หัดดื่ม วันที่ตอบ 2008-05-18 18:14:06 IP : 58.8.136.173


ความเห็นที่ 8 (3312753)
แล้วjack Daniel's No.7 Black  lable  ตอนนี้รับซื้ออยู่ราคาเท่าไหรคับ
ผู้แสดงความคิดเห็น mind (mind_zeed-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2010-09-22 10:16:01 IP : 1.47.212.17


ความเห็นที่ 9 (3312918)

ตอบให้ครับ

Jim Beam White บ่ม 4 ปี ในถังไม้โอ๊คใหม่

Jim Beam Black บ่ม 8 ปี ในถังไม้โอ๊คใหม่

Maker´s Mark บ่มอย่างน้อย 8 ปี ในถังไม้โอ๊คเฉพาะ

Jack Daniel ไม่มีการระบุเรื่องการบ่มอย่างชัดเจน

สังเกตุว่า Jim Beam White / Jim Beam Black / Maker's Mark ทั้ง 3 ตัวเป็นเบอร์เบิ้ลและอเมริกันวิสกี้ โดยกฏของสมาคมฯ ประเทศสหรัฐ กำหนดไว้ว่า ถ้าเหล้าที่ทำจากข้าวโพดอย่างน้อย 51% ต้องผลิตในรัฐ Kentucky และมีการบ่มอย่างน้อย 4 ปี จะเรียกว่า Bourbon whiskey ประมาณ สินค้า otop ที่เอาไปจดทะเบียนอ่ะครับ

ส่วนที่บอกว่า ต้องบ่ม 4 ปี/ 5 ปี/ 6 ปี หรือ12ปี นั้นแล้ว สำหรับ American Whiskey ไม่จำเป็นครับ เพราะเค้าใช้ ถังไม้โอ๊คมือหนึ่งมาบ่ม เลยทำให้รสชาตเหล้ามีความเข้ม หรือ บ้านเรา คนที่กิน Scotch whisky ชอบบอกว่า ฉุน จริงๆมันคือกลิ่นไม้โอ๊คครับ ดังนั้นการบ่มของ American Whiskey 4 ปี อาจจะได้ผลเท่ากับพวกเหล้า Scotch ที่ต้องบ่ม 7-8 ปีเลยครับ รสชาต American Whiskey จะออกแนวหวานๆด้วย ซ้ำ

สอบถามเพิ่มได้ที่

wallopo@hotmail.com

ผู้แสดงความคิดเห็น BGTH (wallopo-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-01-24 10:51:57 IP : 61.47.116.126


ความเห็นที่ 10 (3336408)

เรื่องถังใหม่ เก่า ไม่ใช่ตัวแปรในเรื่องระยะเวลาการบ่มแต่เป็นเรื่องสภาพอากาศครับ ฝั่งอเมริกามีอากาศอบอุ่นกว่าทางยุโรป(สก๊อตแลนด์) มาก ทำให้วิสกี้บ่มได้ที่เร็วกว่าโดยมาจะอยู่ที่ 4 - 8 ปี อเมริกันวิสกี้ระดับพรีเมี่ยมส่วนมากก็ใช้เวลาบ่มเพียง 4 ปีเท่านั้น เช่น Kentucky Tavern และ Marker's Mark ก็ใช้เวลาบ่ม 4 ปีครับ ไม่ใช่ 8 ปี ขณะที่สก๊อตวิสกี้ระดับพรีเมี่ยมต้องใช้ระยะเวลาบ่ม 12 ปีขี้นไป และถ้าอเมริกันวิสกี้ที่มีระยะเวลาบ่ม 12 ปีขึ้นไปถือได้ว่าอยู่ในระดับ Hight - End ซึ่งมีราคาค่าตัวสูงและความหายากสุดๆ ครับ ทางอเมริการจะใช้คำว่า single barrel หรือ Small Batch (ผลิตจำนวนน้อย) ซึ่งวิสกี้พวกนี้จะมีหมายเลขกำกับไว้ ซึ่การบ่ม 1 รุ่น หรือใน 1 โรงบ่มจะมีเพียง 1 - 2 ถังเท่านั้น ซึ่งของพวกนี้หากเทียบกับบักจอนนี่ (JW) ก็จะเทียบเท่ากับ JW Gold Label XR หรือ JW Blue Label king george v edition ประมาณนั้นเลยทีเดียว

เปรียบเทียบระยะเวลาบ่มของ อเมริกันวิสกี้US และสก๊อตวิสกี้ EU

US 4 - 6ปี เทียบเท่ากับ EU 8 - 10 ปี

US 8 - 9 ปี เทียบเท่ากับ EU 12 - 15 ปี

US 10 - 12 ปี เทียบเท่ากับ EU 17 - 21 ปี

US 15 - 18 ปี เทียบเท่ากับ EU 25 - 30 ปี

US 20 ปีขึ้นไป เทียบเท่ากับ EU 35 - 40 ปี

ส่วนเรื่องถัง ที่อเมริกันวิสกี้ต้องใช้ถังโอ๊คใหม่ในการบ่มนั้น เป็นเพราะในไม้โอ๊คนั้นมีน้ำตาลธรรมชาติสูง ในขั้นตอนการลนไฟ (เผา) เพื่อผลิตถังบ่ม น้ำตาลในเนื้อไม้จะเปลี่ยนเป็นคาราเมลธรรมชาติไหลซึมออกมา ประกอบกับอเมริกันวิสกี้ใช้ข้าวโพดเป็นส่วนผสมหลักมากกว่า 51 % ซึ่งข้าวโพดคุณภาพดีนั้นมีน้ำตาล (ความหวาน) สูง และน้ำตาลจะสะสมอยู่ในถังบ่ม หากนำกลับมาบ่มวิสกี้ซ้ำๆ กัน จะทำให้วิสกี้มีน้ำตาลสูง (หวานจนเลี่ยน) ดังนั้นการผลิตอเมริกันวิสกี้จึงนิยมให้ทั้งใหม่เพื่อให้วิสกี้มีรสฟาดของไม้โอ๊ค ไม่หวานเกินไปนั่นเอง ตัวอย่างเช่น Jack Daniel จะผลิตถังบ่มเองโดยใช้ไม้โอ๊คขาว (American White Oak) และจะใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถังที่ใช้แล้วจะส่งออกเป็นถังพอร์ท (Port oak barrel) ให้ผู้ผลิตวิสกี้ในยุโรปต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Zotsuke วันที่ตอบ 2012-06-14 16:31:23 IP : 30.1.21.151


ความเห็นที่ 11 (3336643)
No.7 ของ Jack Daniel ไม่ใช่มาจาก Mr.Jack หรือ Mr.Jasper Newton Daniel เริ่มทำงานตอนอายุ 7 ขวบหรือครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Jack Daniel Club วันที่ตอบ 2012-06-17 15:28:40 IP : 10.0.0.241


ความเห็นที่ 12 (3353812)
JACK DANIEL’S TENNESSEE WHISKEY โคคา โคลา ลีวายส์ แมคโดนัลด์ มาร์โบโร ไอบีเอ็ม และ แจ็คแดนียลส์ เทนเนสซี่วิสกี้ คุณคิดว่า โลโก้ สินค้า ต่าง ๆ เหล่านี้มีอะไรที่เหมือนกันอยู่ ทุกๆโลโก้ที่ผมเอ่ยขึ้นมานั้น ต่างติดอยู่ในอันดับท็อปเท็นสินค้าอเมริกันที่คนจำได้ในโลกนี้ เมื่อครั้งที่ มิสเตอร์ แจ๊ค แดเนียลส์ จดทะเบียนโรงกลั่น ของเขาครั้งแรกตั้งแต่ปี 1866 และเริ่มต้นผลิตวิสกี้ รสกลมกล่อมขึ้นมาเขาไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเหล้าตัวนั้นจะเป็นที่นิยมดี่มกันไปทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน อะไร ที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ เทนเนสซี่วิสกี้ ประสพความสำเร็จ ..? ถ้าอยากจะทราบคำตอบ ก็ต้อง พาทุกท่านย้อนอดีตกลับไปเล่าถึงตำนานของแจ๊ค แดเนียลส์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ขณะนั้นยังมีอายุได้ 7 ปี หนูน้อยแจ๊ค ได้ไปทำงานให้กับหลวงพ่อ ที่มีร้านขายของเล็กๆ ด้วย เขามีชื่อว่า แดน คอล บังเอิญหลวงพ่อ แดน คอล สามารถผลิตวิสกี้ ได้ หนูนอ้ยแจ็ค จึงทำงานอย่างหนักเพื่อขอแลกกับวิชาความรุ้ทางด้านผลิตวิสกี้จากแก จนวันหนึ่งแดนคอลเห็นถึงพยามอุตสาหะ จึงยอมให้หนูน้อยแจ๊คได้มีหุ้นส่วนร่วมในกิจการด้วย ซึ่งขณะนั้นได้มีเหตุการณ์สำคัญ 13 อย่างเกิดขึ้น 1. แจ๊คแดเนียลส์ เรื่มแตกเนื้อหนุ่มมีอายุได้ 13 ขวบพอดี 2. แดน คอล ตัดสินใจจะไปเป็นพระแบบเต็มเวลา 3. เขาเลยขายหุ้นทั้งหมดในการผลิตเหล้าให้กับ ลูกศิษย์สุดรัก – แจ๊ค แดเนียลส์ แจ๊คจึงคิดใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เขาได้รับจากแดนคอล ให้เต็มที่ เขามีความคิดที่จะผลิตวิสกี้ที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น เขาจึงคิดค้น ไม่ใช่แต่เฉพาะวิสกี้ที่ดีที่สุดเท่านั้น เขายังผลิตสิ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวด้วย แจ๊ค แดเนียลส์ ผลิตวิสกี้ของเขาโดยใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่จาก ข้าวโพด นอกจากนั้นยังมีส่วนผสมจองข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์หมัก แต่แค่ส่วนผสมแค่นั้น ไม่สามารถทำให้ แจ๊คแดเนียลส์มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะได้ โรงกลั่นเหล้าหลายๆ แห่งค้นพบว่า ข้าวโพดคือส่วนผสมที่ดีที่สุดสำหรับผลิตวิสกี้ ซึ่งโดยที่จริงแล้วตามกฎหมายของการผลิตเหล้า เบอร์เบิน และ เทนเนสซี่วิสกี้ ต้องประกอบไปด้วย ข้าวโพด อย่างน้อย 51 % สิ่งที่แจ๊คแดเนียลส์แตกต่างจากวิสกี้ยี่ห้ออื่น ก็คือ น้ำ ที่ได้มาจากแหล่งน้ำที่ปราศจากธาตุเหล็กและกรรมวิธีการกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ล CHARCOAL – MELLOWING ที่รู้กันดีว่า “กรรมวิธีแบบลินคอลน์โบราณ” ซึ่งทำให้ แจ๊คแดเนียลส์ แตกต่างไปจากวิสกี้ทั่วไป ในขั้นตอนการกรอง เขาจะใช้ถ่านไม้ที่ได้จากการเผาไม้เมเปิ้ล ซึ่งทำในพื้นที่ของโรงกลั่นนี่เองโดยเขาจะใช้วิสกี้ใสบริสุทธิที่ผ่าน การกลั่นมาแล้ว กรองผ่านถังใหญ่ ที่อัดแน่นไปด้วยถ่านไม้เมเปิ้ล ซึ่งแต่ละหยด ต้องใช้เวลา 10-12วันในการซึมผ่าน เพื่อที่จะให้ได้วิสกี้ที่ดีที่สุดดังที่ตั้งปณิธานไว้ แจ๊คแดเนียลส์ ก็ยินดีที่จะรอและคิดว่ามันคุ้มค่า ขณะที่มิสเตอร์แจ๊ค ได้คิดค้นกรรมวิธี การกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ลนั้น เขาหารู้ไม่ว่า เขาได้คิดค้นวิสกี้ชนิดใหม่ ขึ้นมาอีกชนิดในโลก นั้นคือ เทนเนสซี่วิสกี้นั้นเอง ไม่มีวิสกี้ชนิดไหนในโลกนี้ สามารถอ้างถึงกรรมวิธีการผลิตแบบ ลินคอร์นโบราณได้เหมือนกับ แจ๊ค แดเนียลส์ ในช่วงต้นปี 1860 รัฐบาลอเมริกันได้มีความคิดที่จะจัดระเบียบทั้งในเรื่องการผลิตและการจัดเก็บภาษีเหล้า จนกระทั่งปี 1866 โรงกลั่นแจ๊คแดเนียลส์ ก็ได้กลายเป็นโรงกลั่นจดทะเบียนถูกต้องเป็นแห่งแรกของรัฐบาลอเมริกา หลายปีต่อมา แจ๊คแดเนียลส์ ซึ่งไม่เคยแต่งงาน ก็ได้มอบหมายให้ หลานชายสุดที่รักชื่อว่า เล็ม มอทโลว์ มารับสืบทอดกิจการต่อไป เพราะเขาไว้ใจมากที่สุดและคิดว่า เล็ม จะช่วยสืบทอดเจตนารมย์ของเขาในการผลิตวิสกี้ชั้นยอด เพราะว่า เล็ม มีคำพุดอยุ่ประโยคหนึ่งซึ่งเขาประทับในมากก็คือ “ ทุกๆวันที่เราผลิตวิสกี้ออกมาเราจะต้องทำมันให้ดีที่สุด “ “ Every day we makeit , we’ ll make it the best we can ” เล็ม มอทโลว์ ก็เลยกลายเป็นเจ้าของเต็มตัว หลังจากแจ๊คแดเนียลส์ได้เสียชีวิตไป มีเรื่องเล่ากันว่าสาเหตุของการตาย เกิดจากวันหนึ่งเขาโมโหมากที่ไม่สามารถเปิดเซฟ ได้เขาจึงเตะเซฟ นั้นเข้าไปอย่างแรงตอนแรกก็ไม่ได้เตะรุนแรงอะไร แต่หลังจากนั้นอาการก็มีแต่ทรุดลงเรื่อยๆ 6 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ แจ๊คแดเนียลส์ก็ถึงแก่ชีวิตแต่เรื่องราวของเขาไม่ได้จบลงแค่นั้น นอกจากความมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวแล้ว จุดขายที่สำคัญของแจ๊คอีกอย่างก็คือ ความยึดมั่น ( CONSISTENCY ) ตั่งแต่***บห่อ บรรจุภัณฑ์ จนกระทั่งการโฆษณา แจ๊คจะเน้นถึงแต่คุณภาพ และการสืบทอดของตำนาน แจ๊คแดเนียลส์ได้รับการยอมรับจากทั่งโลกในเรื่องของการยึดมั่น และการสืบทอดเจตนารมย์จากอดีต อะไรที่ได้รับการสืบทอดเจตนารมย์หลังจาก ธุรกิจได้ตกอยุ่ในมือของเล็มมอทโลว์ เล็มมอทโลว์ ไม่ได้เป็นเพียงแต่ผู้ผลิตวิสกี้ที่ดีที่สุด เขายังเป็นนักธุรกิจที่ดีด้วย เมื่อตอนที่อเมริการประกาศห้ามผลิตเหล้าทุกชนิด และปิดโรงกลั่นทุกโรงในอเมริกามอทโลว์ก็หันไปทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องปั่นด้าย ซึ่งธุรกิจก็ไปด้วยดี จนกระทั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากรัฐบาลได้อนุญาตให้กับมาผลิตเหล้าได้อีก เขาก็เริ่มธุรกิจโรงกลั่นขึ้นใหม่ในปี 1938 แต่เปิดได้ไม่กี่ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นอีก รัฐบาลก็สั่งปิดโรงเหล้าอีกในช่วงของภาวะสงครามพอสงครามสงบ รัฐบาลก็เริ่มให้มีการผลิตเหล้าได้อีกในปี 1946 แต่เล็มก็ไม่เริ่มเปิดโรง กลั่นของเขาในทันที่ เพราะว่าหลังจากสงครามวัตถุดิบที่ดีจะต้องถูกจัดเป็นเสบียงก่อน จึงเหลือแต่วัตถุดิบที่ด้อยค่าเท่านั้นสำหรับการผลิตเหล้า เล็มจึงตัดสินใจไม่ผลิตถ้าไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด หลังจากรัฐเริ่มคลายกฎในการจัดหาเสบียง และเล็มสามารถหาวัตถุดิบชั้นเยี่ยมสำหรับผลิตแล้วเขาจึงเปิดโรงกลั่นของเขาอีกครั้งหนึ่งตอนปลายปี 1947 ความยึดมั่นและความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคของเขา ได้สืบทอดมาจนกระทั่งรุ่นลูก ไม่ว่าจะเพิ่มกำลังผลิตไปขนาดไหนสิ่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขาไม่เคยลืมเลยคือความยึดมั่นต่อกระบวนการ การผลิตซึ่งเป็นสิ่งที่ แจ๊คแดเนียลส์สืบทอดผ่านมาหลายชั่วอายุคน จนถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน สาเหตุอีกประการของความสำเร็จของแจ๊คแดเนียลส์เทนเนสซี่ ก็คือความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีในสินค้า หรือ BAND LOYALTY เพราะว่าแจ๊คแดเนียลส์มีเสน่ห์ในตัวเอง เริ่มจากการผลิตที่ไม่รีบร้อน พนังงานทุกคนทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ทำงานด้วยใจที่รักในงานที่ทำและภูมิใจในสินค้าที่ผลิตทุกคนต้องการแต่ผลงานที่ดีเลิศออกมาไม่ใช่ ต้องการชื่อเสียงหรือเงินทอง ความคิดเช่นนี้ได้ถูกฝังลึกลงในความรู้สึกของผู้บริโภค ทั่วโลกมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้น สิ่งที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ประสพความสำเร็จก็คือ 1 เอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ( UNIQUE ) ความยึดมั่น (CONSISTENCY) ความจงรักภักดีของผู้บริโภค ( BAND LOYALTY ) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ทั้งหมดรวมกันถึงประกอบกันเป็นความสำเร็จของแจ๊คแดเนียลส์ คราวนี้เรามาลองดุความในรายละเอียด ของส่วนประกอบที่ทำให้เกิดความสำเร็จกัน อะไรที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ต่างจากวิสกี้อื่นๆ ทั่วไป สิ่งแรกก็คือ แจ๊คแดเนียลส์ เป็นเหล้าในระดับ ซุปเปอร์พรีเมียม ของอเมริกาซึ่งความเป็นซุปเปอร์พรีเมียมนั้นก็ดีอยุ่แต่ไม่ถึงกับทำให้เป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเราลองมาดูชารท์ต่อไป ในชารท์โชว์ให้เห็นว่า ในซุปเปอร์พรีเมียมนั้นมี ทั้ง CANADIAN WHISKY , SCOTCH WHISKY , BOURBON แต่มาดูที่ %TENNESSEE WHISKY ซึ่งมีเฉพาะแจ๊คแดเนียลส์เท่านั้น มียอดถึง 96 % กรรมวิธีในการผลิตแจ๊คแดเนียลส์ ก็เริ่มต้นเหมือนกับการผลิตเบอร์เบินทั่วไปแต่แตกต่างกันตรงที่เราใช้แหล่งน้ำ ที่ปราศจากธาตุเหล็ก มิสเตอร์แจ๊ค แดเนียลส์ สร้างโรงกลั่นของเขาในเมือง ลินช์เบิรก์ มลรัฐ เทนเนสซี่ เพื่อที่จะได้แหล่งน้ำทีบริสุทธิ์ จากถ้ำที่มีน้ำอุณหภูมิคงที่ประมาณ 13 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นน้ำที่เหมาะมากในการทำวิสกี้ น้ำมีส่วนสำคัญมากในการผลิต และมีผล อย่างมากต่อรสชาติของวิสกี้นั้น ๆ ถ้าหากน้ำนั้นมีธาตุเหล็ก วิสกี้นั้นจะมีสีดำและจะทำลายรสชาติ ขั้นต่อไป คือการคัดเลือกวัตถุดิบ ข้าวโพด ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ ตามกฎหมายเหล้าเบอร์เบิน และเทนเนสซี่ วิสกี้ ต้องผลิตจากข้าวโพดอย่างน้อย 51% แจ๊คแดเนียลส์ ก็ปฏิบัติตามกฎข้อนี้ แต่เราเลือกเฉพาะข้าวโพดที่ดีที่สุด ข้าวไรย์ที่ดีที่สุด และเมล็ดพันธุ์สำหรับข้าวหมักบาร์เลย์ที่ดีที่สุดเท่านั้น ขั้นตอนผลิตขั้นต่อไป คือ การปรุงส่วนผสมของธัญญาพืชต่างๆ กับน้ำจากลำธารใต้ดินธรรมชาติ ( CAVE SPRING WATER ) ขั้นแรกจะผสมน้ำกับข้าวโพดบดก่อนแล้วจึงนำไปต้มแล้วปล่อยให้เย็น หลังจากนั้นก็เติมข้าวไรย์แล้วตามด้วยข้าวหมักบาร์เลย์ จากนั้นก็เติมยีสต์ลงไป ซึ่งเรียกว่าขั้นตอนการหมัก ยีสต์ก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลที่อยู่ในถังให้เป็นแอลกฮอล์ เรามีการควบคุมมาตรฐานด้วย การนำส่วนของที่เหลือจากการหมักของถังก่อน เพื่อเป็นฐานของการหมักถังต่อไป ซึ่งเรียกว่า “ SOUR MASH “ (ดังที่ปรากฏอยู่บนฉลาก) ข้าวในถัง จะหมัดอยู่เป็นเวลาประมาณ 5 วัน ก็จะมีลักษณะเป็นน้ำขุ่นๆ คล้ายๆ เบียร์ ซึ่งก็พร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปคือการ กลั่น ซึ่งจะกลั่นในหม้อทองแดงซึ่งสูงถึง 100 ฟุต ขั้นตอนการกลั่นนี่จะแยกแอลกฮอล์ออกจากตัวน้ำแล้วผ่านความร้อนทำให้กลายเป็นหยด น้ำใสบริสุทธิ ซึ่งมีแอลกฮอล์มากถึง 70 ดีกรี ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เหมือนกับกรรมวิธีผลิตเบอร์เบินทุกอย่าง แต่มาถึง ขั้น ตอนที่ทำให้แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ แตกต่างจากวิสกี้ชนิดอื่นๆ ทั่วไปถ้าแจ๊ค แดเนียบลส์เป็นเหล้าเบอร์เบิน เราก็จะเอาแอลกฮอล์บริสุทธิ์นี้ไปบ่มในถังไม้โอ๊กเลยแต่เนื่องจากแจ๊คไม่ใช่เบอร์เบิน จำต้องมีขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง นั้นก็คือ การกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ล การกรองนี้ถือเป็นงานปราณีตของโรงกลั่นแจ๊ค ทุกๆ หยดของวิสกี้ ต้องใช้เวลา 10-12 วันในการผ่านถ่านลงสู่ก้นถัง ถ่านไม้เมเปิ้ลนี้ ได้มาจากการสืบทอดประเพณีมาหลายชั่วอายุคน เราคัดไม้เมเปิ้ลชั้นดีจากป่าทางแถบตอนกลางมองรัฐเทนเนสซี่ ซึ่งจะนำมาตัดเป็นท่อนๆ ขนาดความยาวประมาณ 5ฟุต ความหนาประมาณ 4 นิ้ว แล้วนำมาเรียงเป็นกองดังที่เห็นในรูป เมื่องกองแล้วต้องทิ้ง ไว้ให้แห้งประมาณ 3 อาทิตย์ แล้วจึงนำไปเผาไปเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะได้เป็นถ่านที่สะอาดและไม่มีเขม่า หลังจากนั้นก็จะนำเอาถ่านไม่ไปบด เป็นชั้นเล็กๆ ประมาณชิ้นละ 1 ตารางนิ้ว แล้วนำมาอัดแน่นใส่ในถังไม้ขนาดใหญ่ หลังจากนั้นก็จะให้วิสกี้ไหลซึมผ่าน ทีละหยด ทีละหยด ขั้นตอนการกรองนี้ทำให้วิสกี้ปราศจากน้ำมัน ,กลิ่น และ กรด หลังจากนั้นก็จะนำไปบ่มในถังไม้โอ๊กใหม่ ที่เผาด้านใน NEW CHARRED OAK BARRELS เพื่อทำการหมัด ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อที่จะได้เป็นแจ๊คแดเนียลส์เทนเนสซี่วิสกี้ ที่เลืองชื่อ ทุกคนในโลกที่หลงไหลใน แจ๊คแดเนียลส์ต่างก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป แต่ก็มีส่วนประกอบ ที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นสาเหตุหลักทีทำให้ภาพพจน์ของแจ๊คแดเนียลส์ แตกต่างจากวิสกี้อื่น นั้นก็คือ ประวัติ และตำนานที่มีมายาวนาน ขอย้ำอีกครั้งว่า ขั้นตอนการผลิตที่ไดรับการยกย่องตั้งแต่ปี 1866 ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมันได้มีการสืบทอดจากรุ่น สู่รุ่น ด้วยความเคารพและความภูมิใจ ผู้คนในทุกรุ่นมีความรู้สึกตื่นเต้นกับการสืบทอดกรรมวิธีแบบดั้งเดิมด้วยความซื่อสัตย์และยึดมั่นในคุณภาพ ซึ่งสร้างความเชื่อถือให้เกิดกับคนมากมายทั่วโลก นั่นคือสาเหตุที่ในปี 1955 บรรดาเพื่อนๆ ที่แจ๊คแดเนียลส์ได้ประชุมกันและช่วยกันเชียนที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า “ แผนการตลาด “ MARKETING PLAN สำหรับเหล้าแจ๊คแดเนียลส์ มีกฎง่ายๆ 8 ข้อ ที่รวมมันเป็น กลยุทธ์ทางการตลาดของแจ๊ค ซึ่งได้มีกรยึดถือปฎิบัติกันต่อๆ มาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยเฉพาะข้อแรก ที่กล่าวไว้ว่า “ Maintain product quality and unique taste” หรือ รักษาไว้ซึ่งคุณภาพและเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะ ในปี 1956 เมื่อครอบครัวของตระกูล บราวน์ , เจ้าของบริษัทบราวน์โฟร์แมน ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐ เคนตั๊กกี้ ได้เข้า ซื้อโรงกลั่น พวกเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย นั้นก็เพราะว่าพวกเขามีความคิดเหมือนกับ ตระกูลมอทโลว์ เขาเคารพในเรื่องคุณภาพ ประวัติ ความเป็นมาและความต่อเนื่อง และที่เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “ ลินช์เบิร์ก “ ซึ่งก็ถือเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะของแจ๊คแดเนียลส์ อีกข้อหนึ่ง เมืองเล็กนี้ ตั้งอยู่ในแถบหุบเขาเทนเนสซี่ของสหรัฐอเมริกา ทุกๆ คนมีความภูมิใจและปกป้องตำนานของพวกเขา ความเข้าใจในชีวิตประจำวันที่ไม่มีวิสกี้ตัวไหนมีบุคลิก เหมือน ความมีเสน่ห์ ความยึดมั่น ความเป็นตัวเอง ล้วนแต่เป็นบุคลิกที่โดดเด่นและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถลืม ลูกค้า ที่มีความรักและหลงใหล และไม่เคยเปลี่ยนใจไปหาวิสกี้ตัวอื่น นั้นคือเหตุผลหลักที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ประสบความสำเร็จอย่างดี ลูกค้าของแจ๊ค แดเนียลส์ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ พวกเขาไม่ได้จะชอบแต่เพียงสินค้าเท่านั้น พวกเขายังรักในตำนาน บุคลิก ลักษณะ และความมีมนต์ขลัง ของแจ๊ค ทำไมเราถึงรู้หรือ ? สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า กว่าหนึ่งล้านคนได้เขียนจดหมายถึงโรงกลั่นโดยตรงแล้วบอกกับเราว่า อีกทั้ง โฮมเพจ ของเราก็ได้รับการเยี่ยมชมมากกว่า 300,000 ครั้งต่อเดือน และ WEB SITE ของแจ๊คแดเนียลส์ได้รับการโหวตให้เป็นติดอันดับใน 15 % ของ WEB SITE ยอดนิยมทั่วโลก และนอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวกว่า 250,000 คนต่อปี ได้เข้าเยี่ยมชมโรงกลั่นเพียงเพื่ออยากจะเห็นว่าเพื่อนของเขา ผลิตวิสกี้ที่แสนรักของเขาออกมาอย่างไร นอกจากเรื่องราวที่กล่าวมา แฟนพันธุ์แท้ของแจ๊คทั้งหลายยังมีความภูมิใจ ที่ได้มีส่วนร่วมอยู่ใน “ โครงการผู้ดีแห่งเทนเนสซี่ “ หรือ “ TENNESSEE SQUIRE PROGRAM “ โครงการนี้เป็นเสมือนฑูตสันถไมตรีของ แจ๊ดแดเนียลส์ คนที่จะได้ร่วมในโครงการนี้ก็จะเกิดจากแนะนำของตัวแทน แจ๊ค หนือจากสมาชิกคนอื่นๆ พวกเขาจะได้รับบัตรสมาชิก และได้รับการโฉนดที่ดิน ส่วนหนึ่งในเมือง ลินช์เบิร์ก ในเมืองเทนเนสซี่ บ้านของแจ๊คแดเนียลส์ แจ๊คแดเนียลส์ ยังได้รับความนิยมที่นำไปเป็นส่วนประกอบของภาพยนต์ดังๆ หลายๆเรือง หนังที่ดังๆ อย่างเช่น Raider’s OF The Lost Ark , Scent of a Woman , Basic Instinct, Pearl Harbor พริ้งคนเริงเมือง เสือ 11 ตัว เป็นต้น เราได้กล่าวถึง WEB SITE ของแจ๊คแดเนียลส์ คราวนี้เราลองมาดูในรายละเอียดกันบ้าง เราได้ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบัน กับตำนานอันอมตะของแจ๊คแดเนียลส์ ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม ในช่วงอายุ 20-30 ปี ที่พร้อมเสมอกับการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคอินเตอร์เน็ท โดยขณะที่เขายังใส่ยีนส์ ตัวโปรดทุกๆ ที่ที่พวกเขาไป เขาคาดหมายที่จะเห็นผลิตภัณฑ์ที่เขารักอยู่ที่นั้น พวกเขาพบกับเราในโลกแห่งอินเตอร์เน็ท และแจ๊คแดเนียลส์ก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง พวกเขามีความตื่นเต้นมากที่ได้คลิกเม้าส์ ได้พบเรื่องราวที่เขาประทับใจในแจ๊ค เราลองมาดูอัตราการเติบโตและยอดขายของแจ๊คจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก แจ๊คแดเนียลส์ จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภท ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ในตลาดสากลทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่เราจะถูกตั้งราคาในระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยม ในระดับเดียวกับ Johnnie Walker Black Label , Chivas Regal อัตราการเติบโตที่โตขึ้นทุกๆ ปี ในประเทศที่เป็นประเทศที่ดื่ม Scotch Whisky มาก่อนเช่น อังกฤษ กรีซ เยอรมัน และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงอนาคตอันสดใสของ สินค้าตัวนี้ แต่ด้วยความนิยมที่เพิ่มขี้นของเหล้าเบอร์เบิน อเมริกา เราก็ สามารถพบแจ๊คแดเนียลส์ แข่งขันกับสินค้าเบอร์เบินตัวอื่น เช่น Jim Beam , Four Roses , Wild Turkey หรือ Maker’s Mark และถึงแม้การแข่งขันสูงเพียงไร แจ๊คแดเนียลส์ก็ยังคงไว้ซึ่งนโยบายราคาและพยายามเลี่ยงที่จะลดราคาสินค้าเหมือนเหล้าเบอร์เบินชนิดอื่น เพราะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับลูกค้าที่ดื่มแจ๊ค แดเนียลส์ ทำไมหรือ ? เพราะแจ๊คแดเนียลส์ จัดว่าเป็นสินค้าในระดับพรีเมี่ยม ทุกๆ ครั้งที่ลูกค้าที่ดื่มวิสกี้เป็นหลักคนหนุ่มเหล่านั้นท่าอายุระหว่าง 20-30 ก็ยังชอบเครื่องดื่มหลายๆ อย่างตากต่างกันไป เช่น เบียร์, รัม , ว๊อดก้า. และยิน จากากรสำรวจยังพบว่า พวกคนหนุ่มที่ดื่มแจ๊ค นั้น เขาก็ยังคงดื่ม แจ๊คอยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น นั้นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ แจ๊คแด เนียลส์ ประสพความสำเร็จ สิ่งที่เป็นตัวเลขแสดงถึงความสำเร็จของแจ๊คแดเนียลส์ ก็คือ แจ๊คแดเนียลส์ ติดอยู่ใน TOP TEN ของเหล้าที่ขายดีที่สุดในโลก ในปี 1953 แจ๊คแดเนียลส์ขายได้เพียง 200,000 ลัง ทั่วโลก ในขณะที่ปีที่เพิ่งผ่านไป แจ๊คแดเนียลส์ขายได้ถึง 6.4 ล้านถัง ขณะนี้แจ๊คแดเนียลส์เป็นวิสกี้ที่ขายดีเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองก็แต่เพียง Johnnie Walker Red ซึ่งขายได้ประมาณ 6.8 ล้านลัง ตลาดที่สำคัญๆ ที่เราถือว่า เป็นตลาดที่มั่นคง ESTABLISHED แล้วเช่น สหราชอาณาจักร , เยอรมัน , ญี่ปุ่น หรือ ออสเตเรีย ส่วนตลาดที่อยู่ในขั้นพัฒนา และมีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างมากเช่น ตุรกี ,อาฟริก้าใต้ , จีน ,บราซิล , และแน่นอนประเทศไทย นั้นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า บราวน์โฟร์แมนได้สร้าง แจ๊คแดเนียลส์ให้เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงแข็งแรงและเป็นสินค้าของมันเองแล้ว บราวน์โฟร์แมนยังมีการจ้างบุคลากรและมีการลงทุนสร้างสินค้าเป็นเวลาสืบเนื่องกันมา นอกจากนี้ เรื่องราวของแจ๊คแดเนียลส์ก็เป็นเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แล้ว เรายังคงกล่าวถึงความเป็นมา และยังเน้นถึงคุณภาพและภาพพจน์และความเป็นอเมริกัน ซึ่งแท้จริงแล้ว การที่เราเร่งการลงทุนในตลาดต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เราเห็นว่าเราแทบไม่ต้องทำอะไรกับการโฆษณาของเราเลย เพราะความเป็นอเมริกัน ความคลาสสิค เป็นสิ่งที่ยากที่สินค้าตัวอื่นใดจะมีได้เหมือน ในตลาดสากลทั่วไปเราอาจมีโอกาสที่จะเพิ่มความรู้จักในสินค้ามากกว่า ที่สามารถจะทำได้ในสหรัฐอเมริกา ด้วย สปอตวิทยุ โฆษณาทางโทรทัศน์ หรือในโรงภาพยนต์ เราสามารถที่จะสื่อกับผู้บริโภคได้มากขึ้นในโลกปัจจุบัน เรายังค้นพบว่าขณะที่แจ๊คแดเนียลส์ ยึดติดอยู่กับเรื่องราววัฒนธรรมอเมริกัน และแจ๊คแดเนียลส์ก็เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกันอย่างแท้จริง จริงๆ แล้วแจ๊คแดเนียลส์ยังเป็นสินค้าที่เรียกได้ว่า อยู่ในหัวใจของคนทั่วโลกไปแล้ว ด้วยความรักในตัวสินค้าและความชื่นชมในความสม่ำเสมอ และไม่เปลี่ยนแปลง ในด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ ของผู้คนที่เกี่ยวข้องและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา การที่แจ๊คแดเนียลส์เป็นแบรนด์ที่มีคนรักมากที่สุดรวมทั้งการเป็นอเมริกันวิสกี้ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด อาจจะทำให้มิสเตอร์แจ๊คแดเนียลส์ มีความสุขใจ แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดก็คือ ทุกวันนี้ เรายังผลิตวิสกี้ อย่างเดิมเหมือนอย่างที่เขาผลิตในปี 1866 ตอนนั้นเขาพูดว่า “ ทุกๆ วันที่เราผลิตวิสกี้ออกมา เราจะต้องทำมันให้ดีที่สุด “
ผู้แสดงความคิดเห็น กาก (teay_rose-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-12-20 11:58:05 IP : 110.77.138.183


ความเห็นที่ 13 (3357989)
ถังที่ใช้แล้วไม่ได้เรียกว่าถังพอร์ทนะครับ---ถังพอร์ทคือถังของเหล้าพอร์ทจากโปตุเกสนะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น dodo วันที่ตอบ 2013-02-05 16:54:34 IP : 124.120.241.74



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image