Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
banner
dot dot
bulletAbout Us
bulletเช็คคอร์สเรียนสำหรับเดือนนี้
dot
News Service
dot
bulletเหล้าปั่น.....ธุรกิจเครื่องดื่มยุคนี้
bulletวางแผนทำธุรกิจเครื่องดื่ม
bulletรับจัดทำเครื่องดื่มในงานเลี้ยง
bulletCanape & Finger Food
bulletอบรมทำไอศกรีมค็อกเทล
bulletจองโรงแรม หาแหล่งท่องเที่ยว
dot
บทความน่า.....อ่าน
dot
bulletคลิก! อ่านบทความ ที่น่าสนใจ
dot
Drinks & Beverage
dot
bulletCocktail
bulletMocktail
bulletPunch
bulletSmoothies & Frappe
bulletSPA Drink
bulletMilk Shake
bulletTea & Coffee
bulletอยากเหล้า .... เรื่อง
bulletเทคนิคผสมค็อกเทล
bulletเบียร์ เย็น เย็น
bulletรู้จักไวน์ และแชมเปญ
dot
สูตรเครื่องดื่ม
dot
bulletสูตรค็อกเทล
bulletสูตรเหล้าปั่น
bulletสูตรม็อกเทล
bulletสูตรสมูธตี้ส์และเฟรปเป้
bulletสูตรคานาเป้
bulletสูตรไอศกรีม
dot
งานของเรา
dot
bulletหลักสูตรอบรม
bulletเรียนค็อกเทลเลือกตามสูตร
bulletคนชงเหล้า .... ปั้นน้ำเป็นเงิน
bulletแนะนำหนังสือค็อกเทล
bulletขายอุปกรณ์ที่ใช้ทำค็อกเทล Cocktail Shopping
bulletขายส่งเครื่องดื่มค็อกเทล&ม็อกเทลผสมพร้อมดื่ม แบบแกลลอน
dot
Links to Website Cocktail
dot
bulletLink to Web. about Spirits
bulletCocktail.com
bulletCocktail.uk.com
bulletKingcocktail.com
bulletCocktailtimes.com
bulletBolsCocktail.com
bulletDrinksmixer.com
bulletCocktaildreams.de
bulletDrinkboy.com
bulletBartender.com
bullet877Spirits.com
bulletIn-the-spirit.co.uk
bulletองค์การสุรา กรมสรรพสามิต
dot
Link to The Best Web
dot
bulletAmazon.com
bulletAmazon.co.uk
bulletGoogle.co.th
bulletYahoo.com
bulletSanook.com
dot
อ่านข่าวจากสื่อออนไลน์
dot
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bullet88DB.Jobsdb.com
bulletGourmetthai.com
bulletThaihoteljob.com
bulletThaicabincrew.com
bulletBunystar.com
bulletRhanthai.com
bulletในหลวง พระเจ้าอยู่หัวของเรา
bulletรวบรวมเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม
bulletคนรักหมา.......ไซบีเรียน
bulletคลับของคนรัก .... ถ่ายภาพ
dot
สมัครอบรม

dot
bulletติดต่อสอบถาม
bulletContact Us : จองคอร์สเรียน


สุดยอดเว็ปบอร์ดไทย
เว็ปไซด์แนะนำอาหาร และเครื่องดื่ม
ค้นหาเว็ปไซด์ในไทย
ค้นหาข้อมูลอาหารและเครื่องดื่ม
ค้นหาสูตรค็อกเทล


อยากเหล้า .... เรื่อง article

ข้อมูลในส่วนนี้ถือเป็นกรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์ของ www.cocktailthai.com หากพบว่าผู้หนึ่ง ผู้ใดนำส่วนหนึ่งส่วนใด ไปตีพิมพ์ หรือเผยแพร่เพื่อการค้า หรือการอื่นๆ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ทางเราจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างถึงที่สุด

การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวของเว็ปฯ มีไว้เพื่อการศึกษา หาได้มีไว้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใด นำไปใช้เพื่อแอบอ้างเป็นสิทธิ์ของตน โดยไม่รู้จักคิดขึ้นเอง จึงเรียนมาเพื่อทราบ หากต้องการใช้ข้อมูลดังกล่าว ควรได้รับการอนุญาตจากทางเว็ปฯ ก่อน และควรอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของเว็ปฯ นี้ด้วย เพื่อเป็นการช่วยเผยแพร่เว็ปฯ ให้เป็นที่รู้จึกกันมากยิ่งขึ้น

**************************

การเรียนรู้เกี่ยวกับการผสมค็อกเทล หัวใจหลักคือ การทำความรู้จักเกี่ยวกับเหล้าหรือสุรา เพื่อเป็นพื้นฐานในการผสมเครื่องดื่มค็อกเทล จะได้รู้ว่ารสชาติของค็อกเทลที่เราผสมออกมานั้นเป็นเช่นไร สีสันแบบไหน ใช้วิธีผสมแบบใดจึงจะเหมาะสม

   

น้ำเมา หรือน้ำอมฤต จากความเชื่อดังเดิม ว่า มันเป็นดังเครื่องดื่มที่เป็นดังยา น้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมาให้ เนื่องด้วย ผู้ที่คิดค้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้กลับกลายเป็นกลุ่มนักบวช ด้วยความเชื่อส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มันช่วยต่อ หรือยืดอายุได้เมื่อได้สัมผัส ลิ้มรส เป็นดังยาอายุวัฒนะ ใช้บูชาเหล่าเทพเจ้า

     ความลี้ลับในการกลั่นเหล้าในยุคกลาง มีเพียงไม่กี่คนที่รู้กรรมวิธีการทำ

ณ. นครคอร์โดบา เมืองหลวงแห่งอาณาจักรอันดาลูเซีย ของชาวอาหรับ (ปัจจุบันคือทางตอนใต้ของประเทศสเปน) เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและเผยแพร่เทคนิคในการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้วิธีการที่คล้ายกับการกลั่น เริ่มจากกระบวนการทำให้น้ำร้อนกลายเป็นไอ แล้วทำการควบแน่นจนเกิดเป็นหยดน้ำ เพื่อแยกส่วนผสมที่บริสุทธิ์ออกมา หลักการนี้เป็น การกลั่นเบื้องต้น ซึ่งต่อมาช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์กาลจากบันทึกของชาวเมโสโปเตเมีย กล่าวว่าหลักการนี้มีไว้เพื่อ ทำน้ำหอม  หรือ อริสโตเติล ชาวกรีก เคยบันทึกไว้ เมื่อน้ำน้ำทะเลมาต้มกลั่น ไอน้ำที่ได้กลับไม่มีรสเค็ม  แต่ที่นครคอร์โดบานี้ ชาวอาหรับโบราณ นำมาใช้ในการกลั่นเหล้าไวน์ เกิดจาก จาบีร์ อิบ เฮยยาน เป็นบิดาแห่งวิชาเคมี ที่คิดค้นเครื่องกลั่นออกมาได้ดี สมบูรณ์แบบในขณะนั้น เพื่อให้นักเคมีในยุคต่อๆ มาใช้ในการกลั่นไวน์ และสารทดลองอื่นๆ  หลังจากนั้นความรู้เหล่านี้ก็ได้ถ่ายทอดจากภาษาอาหรับมาเป็นภาษาละติน

      เมโสโปเตเมีย

Alembic (อเล็มบิก) ภาชนะแก้วที่ใช้ในการกลั่นไวน์ของชาวอาหรับโบราณ เป็นคำที่มาจากภาษาอาหรับว่า Al-Ambiq (อัล-เอมบิก) และมาจากภาษากรีกว่า Ambix (อัมบิกซ์) เป็นแก้วที่มีรูปร่างพิเศษใช้ในการกลั่น จุดสังเกตของคำ คล้ายๆ คำว่า Alcohol (แอลกอฮอล์) โดยแผลงมาจากคำว่า Al-Koh'l (อัล-คอลห์) เป็นชื่อแร่พลวงบริสุทธิ์ เป็นผงสีดำ ใช้เป็นเครื่องสำอางค์สำหรับทาเปลือกตา แต่พวกนักเคมีจะใช้คำนี้สื่อความหมาย ถึง "ความบริสุทธิ์" เป็นเครื่องดื่มของเหลว ที่ผ่านขบวนการกลั่นที่ทำให้บริสุทธิ์  แต่ชาวอังกฤษจะเรียกไวน์ที่ผ่านการกลั่นนี้ว่า "ไวน์แอลกอฮอล์" (Wine Alcohol)

    Alembic (อเล็มบิก)  

เล่าสู้กันฟัง ค่ำคืนอันเหน็บหนาวของฤดูหนาวในปี ค.ศ. 1386 กษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ปกครองอาณาจักรนาแวร์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศสเปน) เกิดล้มป่วยลง เป็นอัมพาต เหล่าหมอหลวงได้นำยาวิเศษมารักษาให้ ยาที่ว่านี้ มันก็คือ "ไวน์กลั่น" นั้นเอง ก็ช่วยบรรเทาอาการลงได้ หลังจากนั้นเปลี่ยนวิธีการรักษาใหม่ ภายใต้แสงเทียน พวกเขานำเอาผ้าชุบยานี้ (อควาวีไต) มาห่อตัวกษัตริย์ หวังว่าการสัมผัสกับของเหลววิเศษนี้จะช่วยบรรเทาอาการอัมพาตได้ แต่กลับเกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง เมื่อคนรับใช้ถือเทียนเข้าไปใกล้ผ้า เกิดการติดไฟลุกไหม้ขึ้น ทันใดนั้นร่างของกษัตริย์ก็โชติช่วงอยู่ในกองเพลิง ว่ากันว่า เป็นคำพิพากษาจากพระเจ้าที่ลงโทษกษัตริย์ชาร์ลผู้ต่ำช้า ที่สั่งปราบปรามเหตุประท้วงเมื่อช่วงต้นรัชสมัยอย่างโหดเหี้ยม และยังสั่งเพิ่มอัตราภาษีขึ้นสูงลิ่วก่อนที่จะล้มป่วยลง 

ช่วงศตวรรษที่ 12 มิเชล ซาร์เลอนัส นักเล่นแร่แปรธาตุชาวอิตาลี ศึกษาค้นคว้าจากตำราอาหรับเกี่ยวกับการกลั่น เค้าได้บันทึกบันทึกไว้ว่า "เมื่อนำไวน์ที่มีฤทธิ์แรง 4 ส่วนมาผสมกับเกลือ 3 ส่วน แล้วนำไปกลั่นในภาชนะปกติ จะได้ของเหลวที่ลุกไหม้ติดไฟ เมื่อนำไปใกล้ไฟ" จึงมักเรียกของเหลวนี้ว่า Aqua Ardens (อควาอาร์เดนส์) หมายถึง "น้ำที่ลุกไหม้ติดไฟ" ด้วยความร้อนแรงในรสของไวน์นี้ ทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มรสกลืนไวน์นร่ลงไปในคอ เกิดอาการกระชุ่มกระชวย มีความสุข ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างแพร่หลาย ในตำราการแพทย์ในภาษาละติน บันทึกไว้ในชื่อ Aqua Vtae (อควาวีไต) หมายถึง "น้ำเพื่อชีวิต" แต่ชาวกอลจะเรียกอควาวีไตว่า "Uisge Beathe" (อุสเก เบตา) ที่เป็นที่มาของคำว่า "Whisky" (วิสกี้) และพื้นที่อื่นๆ ในยุโรปจะเรียก อควาวีไตนี้ว่า "Branntwein" (แบรนด์ไวน์) ตามภาษาเยอรมัน ส่วนในอังกฤษจะเรียกว่า "Brandywine" (บรั่นดีไวน์) หรือ "Brandy" (บรั้นดี) มีฉายาว่า "ไวน์แผดเผา"

ช่วงศตวรรษที่ 13 ศาสตราจารย์อาร์นัลด์ แห่งวิลลาโนวา ของโรงเรียนแพทย์เมืองมองเปลิเยร์ ฝรั่งเศส  ได้เขียนบันทึกไว้ว่า "น้ำเพื่อชีวิตที่แท้จริงนั้น จะค่อยๆ รินไหลออกมาทีละหยด หลังจากที่ได้กลั่นซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ถึงสามหรือสี่ครั้ง จะได้แก่นไวน์อันวิเศษ ทีเราเรียกว่า อควาวีไต ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับน้ำแห่งความเป็นอมตะนี้เยี่ยงไร มันช่วยยืดอายุ ช่วยขจัดของเหลวที่เป็นโทษ กระตุ้นหัวใจ และรักษาความอ่อนเยาว์ไว้"

ศตวรรษที่ 15 อควาวีไต เปลี่ยนฐานะจาก ยา เครื่องดื่มทางการแพทย์มาเป็นเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ มีการพิมพ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1478 และแพร่หลายไปทั่วในช่วงปี ค.ศ. 1500

สุรา คือ เครื่องดื่มที่มีปริมาณของแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย ใครจะคาดคิดถึงความเป็นมาของสุราได้ ว่าก่อนที่มันจะมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ มอมเมา เคยเป็นเครื่องดื่มที่จัดเป็นยาอมตะ ดื่มกินเพื่อให้อายุยืนยาว ช่วยรักษาสมดุลให้ร่างกาย มีความเชื่อว่าใสสะอาดบริสุทธิ์กว่าน้ำดื่มทั่วไป เรามาศึกษาความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ผสมผสมอยู่ ที่เรียกกันว่า สุรา โดยเจ้าสุรา หรือเหล้านี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ

1.สุราที่ได้จากการหมักบ่ม (Fermentation) เป็นสุราที่ได้จากการหมักวัตถุดิบ เข้ากับเชื้อราหรือยีสต์ โดยไม่ได้กลั่น หรืออาจจะรวมถึงสุราแช่ที่ได้จากการผสมกับสุรากลั่นแล้วด้วย เช่น ไวน์ แชมเปญ เบียร์ สาโท อุ กระแช่ น้ำตาลเมา สาเก ไวน์คูลเลอร์ สปาร์คกลิ้งไวน์ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ค่อนข้างต่ำ ประมาณ 5-17%

   

2.สุราที่ได้จากการต้มกลั่น (Distillation) เกิดจากการนำเอาสุราหมักมากลั่น เพื่อให้ได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น อาจจะหมายถึงสุรากลั่นที่ผสมกับสุราแช่แล้วด้วย เช่น เหล้าหวาน (ลิเคียวร์) สุรากลั่น พวกเหล้าบรั่นดี เหล้าวิสกี้ เหล้ารัม เหล้ายิน เหล้าวอสก้า เหล้าเตกีล่า มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง ประมาณ 18% ขึ้นไป

     

เครื่องกลั่นสุรามีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ

        คลิกที่รูปขยายใหญ่ได้

                   Pot Still                                                      Column Still

รูปแบบการดื่มกินสุรา ได้แก่

1. สุราที่สามารถดื่มได้ทันที เรียกว่า "Ready to Drink (RTD)" เครื่องดื่มสำเร็จพร้อมดื่ม ไม่ต้องมานั่งผสมปรุงแต่งให้ยุ่งยาก เช่น สปายไวน์คูลเลอร์ บาร์คาดี้บริสเซอร์ วอสก้าครุยเซอร์ หรืออาจจะรวมถึงพวก ไวน์ บรั่นดี คอนยัค เบียร์ ด้วยก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้เลยเช่นกัน

2. สุราที่ต้องมีการเตรียมการก่อนดื่ม (Prepared Beverage) เป็นสุราที่นำมาผสมปรุงแต่ง หรือผสมกอนดื่ม เช่น เหล้าวิสกี้ เหล้ารัม เหล้ายิน เหล้าเตกีล่า เหล้าลิเคียวร์ ผสมเป็นเครื่องดื่มค็อกเทล

3.  สุราที่นิยมดื่มก่อนอาหาร (Aperitif) เป็นสุราที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย หรือเรียกน้ำย่อย ดื่มกินก่อนการรับประทานอาหาร เช่นเหล้าเวอร์มูธ เหล้าบิตเตอร์ เหล้าอนิซ

4. สุราที่นิยมดื่มหลังอาหาร (Digestif) เป็นสุราที่มักมีรสหวาน นิยมดื่มหลังอาหาร เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ที่เรียกกันว่า เหล้าหวาน เช่น เหล้าลิเคียวร์

5. สุราที่นิยมดื่มได้ทุกเมื่อทุกเวลา (Spirits) เป็นสุราที่นิยมดื่มได้ทุกโอกาส เพื่อการสังสรรค์ เป็นพวกสุรากลั่น ที่เรียกกันว่า เหล้าสปิริต เช่น เหล้าบรั่นดี เหล้าวิสกี้ เหล้ารัม เหล้ายิน เหล้าวอสก้า เหล้าเตกีล่า เหล้าเอล-เดอ-วิค

โดยปกติแล้ว สุราที่เราจะต้องเรียนรู้มีอยู่มากมายหลากหลายชนิด หลากหลายรสชาติ แต่ในที่นี้ขอแนะนำให้รู้จักกับสุรากลั่น ซึ่งได้แก่

        

  •  Spirits

เหล้าสปิริตตัวหลักๆ ได้แก่ 

  • Brandy
  • Gin
  • Rum
  • Tequila
  • Vodka
  • Whisky

เหล้าเหล่านี้ จัดอยู่ในกลุ่มเหล้า Spirits (เหล้าสปิริต) ที่สามารถเลือกดื่มได้ทุกโอกาสทุกเมื่อ ตามต้องการ เกิดจากการนำวัตถุดิบไปหมัก แล้วกลั่นเป็นเหล้าออกมา เรียกว่า Distilled Beverages หรือ Spirits ที่มีแอลกอฮล์ผสมอยู่ในตัวได้จากการกลั่นออกมาจากพืชหรือผลไม้ โดยเฉพาะพวกเมล็ดข้าว ดีกรีแอลกอฮอล์จะเริ่มต้นที่ ดีกรี 35%

ซึ่งการกลั่นสุรามีการพัฒนามาเรื่อย เริ่มต้นตั้งแต่ หลักฐานที่ค้นพบ ในยุคสมัยบาบิโรเนีย แถบอาณาจักรเปอร์เซีย มีการต้มเครื่องดื่มกัน โดยใช้หม้อต้มที่เรียกว่า "Alembic" ทำเครื่องดื่มที่เรียกว่า "เบียร์" ในปัจจุบัน ภายหลังเบียร์เข้าไปเผยแพร่ในอียิปต์ เริ่มมีการต้มเบียร์กันมากขึ้น เพื่อฆ่าเชื้อ ปรับให้ดีกรีสูงขึ้นบ้าง เก็บได้นานขึ้น โดยหมักใส่ไว้ในไหดิน ใช้ผ้าคลุม เวลาจะดื่ม จะใช้หลอดที่มาจากต้นกก เจาะแล้วดูดกินจากไหได้เลย จนกระทั่งจักรวรรดิโรมันเข้าครอบครองอียิปต์ นำเบียร์กลับไปเผยแพร่ในแถบยุโรป (โรมัน) แต่ด้วยว่าในยุโรป ไม่นิยมปลูกข้าวกัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเบียร์ จึงมีกลุ่มนักบวช ทดลองทำเครื่องดื่มเลียนแบบเบียร์บ้าง โดยเปลี่ยนจากข้าวมาเป็น "องุ่น" ได้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตัวใหม่ที่เรียกว่า "ไวน์" นั่นเอง หลังจากนั้นเริ่มมีการเผยแพร่วิธีการทำเหล้าไวน์ไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นที่ฝรั่งเศส สเปน อังกฤษ โปรตุเกส ร่วมถึงเยอรมันด้วย จากจุดนี้เองที่เยอรมัน มีการคิดค้นเครื่องต้มกลั่นได้สำเร็จสมบูรณ์แบบ เป็นชาติแรกในแถบนี้ โดยพัฒนามาจากหม้อต้มเหล้าของอังกฤษ ซึ่งนักบวชชาวสก็อตแลนด์เป็นทดลองนำมาใช้กลั่นเหล้าดู จึงเกิดเป็นสุรากลั่นขึ้นมา จะว่าไปนัยๆ ก็คือ นำเบียร์หมักกลั่น ได้เป็น Whisky และนำไวน์หมักมากลั่น ได้เป็น Brandy ต่อมาภายหลังมีการทดลองเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการหมักทำเหล้าเป็น พืชหรือผลไม้อื่นๆ อีกมากมาย จึงได้ สุราหรือเหล้ากลั่น แตกรายเพิ่มมากขึ้น

        

หลายตัวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เช่น วอสก้า รัม จิน เตกีล่า แอปซินท์ (Absinthe) เดิมบางทีก็จัดอยู่ในเหล้าตระกูล Aperitif เป็นต้น โดยจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่สูง ตั้งแต่ 35-160 ดีกรี มีหลายประเทศที่ผลิตออกมาขาย รวมถึงประเทศไทยด้วย

                   

Akvavit or Aquavit (เหล้าอะควอวิท) หมายถึงน้ำแห่งชีวิต (Water of life) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากข้าวสาลี (Wheat) มันฝรั่งถึง 96%  หรือเมล็ดข้าวต้มบดละเอียด และเครื่องเทศต่างๆ มีสีขาวใส  ออกโทนเหลืองซีดๆ คล้ายสีฟางเส้น  มีกลิ่นหอมของเมล็ดยี่หร่า (Caraway Seed) , กานพลู (Coloves) , อบเชย , ผักชี (Coriander) , dill (เป็นพืชพวกยา) , Fennel , Cumin , ผิวเลมอน , ยี่เหร่า (Anise) ดีกรี ประมาณ 40–45% ถ้าเป็นของประเทศเดนมาร์ก มีดีกรี ประมาณ 40-42% แต่ถ้าเป็นของเยอรมัน มีดีกรี ประมาณ 38-40% นิยมดื่มกันมากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ เวลาดื่มจะนำไปแช่เย็นไว้ก่อนในถังใส่น้ำแข็ง บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie
 
 

"Aquavit" เป็นเหล้าที่กลั่นมาจากสมุนไพร นิยมดื่มกันมากในแถบสแกนดิเนเวีย เขียนว่า "Aquavit" แต่ถ้าในประเทศสวีเดน และเดนมาร์ก  จะเขียนว่า "Akvavit"  ส่วนในประเทศนอร์เวย์ จะเขียนว่า "Akevitt" และยังมีอีกหลายคำที่เขียนแตกต่างกัน เช่น "Aquavite" หรือ "Akvavit" ซึ่งส่วนใหญ่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คือ "Aquavitae" ที่มีความหมาย ในภาษาอังกฤษว่า "Water of Life" เหล้าอะควอวิทนี้ มีรสชาติรุนแรงบาดคอ ชาวสแกนดิเนเวียบางก็เรียกว่า ชแน็ป (Schnapps) ซึ่งถ้าหากเจอคำว่า Schnaps หรือ Snaps ก็คือตัวเดียวกันครับ

ในปี ค.ศ. 1500 ที่ประเทศนอร์เวย์ นิยมดื่มเหล้านี้กันมาก จนเริ่มเป็นที่แพร่หลาย และเรียกเหล้าชนิดนี้ว่า "Akevitt" จนอาจจะกล่าวได้ว่าที่นอร์เวย์นี้เอง ที่เป็นแหล่งที่ทำให้เหล้าชนิดนี้โด่งดังเป็นที่รู้กันทั่วไป นิยมเรียกว่า "Linie Aquavit" เนื่องจากการขนส่งเหล้าในสมัยนั้น ต้องส่งที่ประเทศออสเตรเลีย และขากลับจะข้ามเส้นศูนย์สูตร (Equator) หรือที่เรียกว่า "Line" และการขนส่งระหว่างทางจะบรรจุไว้ในถังไม้โอ๊ค เพื่อทำให้มีรสชาติหอมหวล น่าจิบมากยิ่งขึ้น แต่ที่ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย นิยมดื่มกันแบบแช่เย็น โดยไม่ผสมอะไรเลย ในแก้วใบเล็กที่แช่เย็นไว้จนเย็นจัดด้วยเหมือนกัน แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด คล้ายกับการดื่มกินเหล้าวอสก้าที่แช่เย็นจัด จนกลายเป็นประเพณีการดื่มที่สืบทอดต่อๆ กันมา  โดยเฉพาะในช่วงวันคริสต์มาส มักดื่มคู่กับเบียร์  จะช่วยให้กระเพาะอาหารขยายตัวดีในระหว่างทานอาหาร แต่ในบ้านเรานิยมดื่มเหล้าชนิดนี้ กันน้อยมาก 

Arrak (เหล้าอารัค) สามารถเขียนตัวสะกดได้หลายแบบ  เช่น Arrack , Araki , Raki และ Rakija เป็นเหล้าสปิริตที่กลั่นจากน้ำตาลอ้อย คล้ายกับเหล้ารัม ผสมกับข้าวต่างๆ รากไม้ เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก ผลิตที่ Batavia ในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนผสมอื่นๆ ก็มาจากประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา ไทย และประเทศในแถบอเมริกาใต้  เหล้าชนิดนี้นิยมดื่มกันมากในแถบหมู่เกาะสุมาตรา, เกาะบอร์เนียว, นิวกีนี และบางเขตที่ใกล้เคียง

 
Brandy   (เหล้าบรั่นดี) เป็นเหล้าที่ทำมาจากองุ่น รสชาติหอมนุ่มนวล ชวนดื่ม ดีกรี ประมาณ 35-50% กรรมวิธีการผลิต หมักแล้วนำมาต้มกลั่น โดยเหล้าบรั่นดียังมีอีกสองประเภท คือ Cognac คอนยัค เป็นเหล้าบรั่นดีที่ผลิตขึ้นในแคว้นคอนยัค ของประเทศฝรั่งเศส และ Armagnac อาร์มายัค เป็นเหล้าบรั่นดีที่ผลิตขึ้นในแคว้นอาร์มายัค ของประเภทฝรั่งเศส ซึ่งทั้งเหล้าคอนยัค และเหล้าอาร์มายัค ก็ถือว่าเป็นบรั่นดีเช่นกัน เพียงแต่จัดเป็นเหล้าบรั่นดีเกรดพรีเมี่ยม   

Cognac ถือว่าเป็น King of Brandy ราชาแห่งบรั่นดี ส่วนใหญ่จะผลิตจากเมืองคอนยัค ในประเทศฝรั่งเศส เป็นเหล้าที่ผลิตจากองุ่นที่ปลูกในอาณาเขต Charente เท่านั้น และจะมีใบรับรอง “ I Accguit Jaune Dor “ ติดตราที่ขวด รสชาดหอมนุ่มคอ กรรมวิธีในการผลิตจะกลั่นออกมาเป็นสีขาว และหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก และเก็บไว้ในห้องใต้ดินอย่างน้อย 5 – 10 ปี ผ่านการกลั่นถึง 2 ครั้ง เช่น Martell , Courvoisier , Hennessy , Remy Martin , Camus , Otard , Napoleon , Salignac , Bisquit

Armagnac ถือว่าเป็น Queen of Brandy ราชนีแห่งบรั่นดี เป็นเหล้าที่ผลิตจากองุ่นที่ปลูกในอาณาเขต Cascony เมือง Armagnac มีกรรมวิธีในการผลิตจะอย่างพิถีพิถัน มีการคัดเลือกองุ่นที่ใช้ผลิต และหมักบ่มในถังไม้โอ๊กที่ได้ชื่อว่า Hart of Oak และกลั่น 1 ครั้ง มีสีเหล้าค่อนข้างดำ กลิ่นหอมรสนุ่มไม่บาดคอ เช่นChateau Labate , La Fontane , Reinhart , Chabot , Cles De Ducs , Chateau De Malliac , Kressmann

เหล้าบรั่นดี สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1. เหล้าบรั่นดีพื้นเมือง (Domestic Brandy) เป็นที่รู้จักในวงแคบ เช่น Regency Brandy (บรั่นดีไทย) , German Brandy.
2. เหล้าบรั่นดีมาตรฐาน (Regular Brandy) ส่วนมากเป็นบรั่นดีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เช่น Napoleon หรืออย่างรีเจนซีบรั่นดีไทยก็เริ่มมาจัดไว้ในกลุ่มนี้แล้ว เริ่มเป็นที่รู้กันกันมากขึ้นทั่วโลก
3. เหล้าบรั่นดีเกรดสูง (Premium Brandy) เป็นบรั่นดีราคาแพงที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กเป็นเวลานาน พวกเหล้าบรั่นดีเกรดสูง เช่น Hennessy , Martell , Courvoisier ,Remy Martin , Camus มีการระบุคุณภาพเป็นอักษรย่อ หรือชื่อพิเศษ เรียกว่า คอนยัค (Cognac) หรืออาร์มายัค (Armagnac)

นอกจากนี้ยังมีพวก Fruit Brandy (บรั่นดีรสผลไม้) เป็นเหล้าบรั่นดีที่ทำมาจากผลไม้อื่นๆ นอกจากองุ่น ซึ่งจะให้ได้กลิ่น รส ที่แตกต่างกันออกไป แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
- White Fruit Brandy (เหล้าบรั่นดีผลไม้สีขาว) ผลิตโดยกลั่นมาจากผลไม้ โดยไม่ต้องหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก จะได้กลิ่นหอม และรสของผลไม้ตามนั้น นิยมแช่ให้เย็นก่อนดื่ม โดยไม่ผสม หรือนำไปผสมเป็นเครื่องดื่มค็อกเทลก็ได้
- Colour Fruit Brandy (เหล้าบรั่นดีผลไม้ที่มีสี) ผลิตโดยกลั่นมาจากผลไม้ แล้วนำไปเก็บหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊ก ผลไม้ที่นำมากลั่นหมักบ่ม เช่น จากแอปเปิ้ล เรียกว่า Apple Brandy,Calvados หรือ Apple Jack , จากลูกเชอรี่ เรียกว่า Kirschwasser,Kirsch , จากลูกพลัม เรียกว่า Slivovits,Prunelle,Quetsch , จากลูก แพร์ เรียกว่า Poire William , จากลูกราสเบอร์รี่ เรียกว่า Flamboise นอกจากนี้ยังสามารถทำจากผลไม้อื่นๆ ได้อีกมากมาย บางทีเรียกเหล้าบรั่นดีผลไม้ประเภทนี้ว่า “Eau-de-Vie” ซึ่งอาจจะจัดไว้ในกลุ่มเหล้าหวานก็ได้ด้วย เนื่องด้วยมักจะมีรสหวานปนอยู่ด้วยนิดๆ
       

ปล. ตามข้อมูลมีการแบ่งเกรดเหล้าบรั่นดีไว้ 4 เกรด ได้แก่

* * * (สามดาว) : แบบธรรมดา อายุน้อย ราคาถูกที่สุด หมักบ่มประมาณ 5 ปี นิยมดื่มแบบผสมมากกว่าดื่มเพรียวๆ  

V.O. = Very Old หรือ V.O.P. = Very Old Pale คำว่า V.O.P. : ย่อมาจาก V = Very , O = Old และ P = Pale หรือ V.S.O.P. = Very Superior Old Pale คำว่า V.S.O.P. : ย่อมาจาก V = Very , Vintage, S = Superior , Soft หรือ Special , O = Old และ P = Period , Pale หรือ V.S. = Very Superior หมักบ่มในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปีขึ้นไป กรรมวิธีการผลิตจะผสมผสานละเอียดอ่อนมากกว่าแบบระดับสามดาว

X.O. หรือ Extra Old หรือ V.V.S.O.P. = Very very Superior Old Pale : หมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานเกือบ 10 ปี เป็นเหล้าบรั่นดีเก่าเก็บ สีเข้มข้น สีเหลืองเข้ม กลิ่นจูงใจ การดื่มต้องให้ความพิถีพิถันมากขึ้น

E = EXTRA of  Especial :  หมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานกว่า 10 ปีขึ้นไป เป็นเหล้าบรั่นดีชนิดพิเศษ สีเข้มเหลืองอำพัน เก็บไว้ได้นานกว่าปกติ จัดเป็นบรั่นดีชั้นสูง คุณภาพยอดเยี่ยม กลิ่นหอมอบอวลมากกว่า และราคาก็แพงตามไปด้วย  การดื่มก็ต้องดื่มอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ

Cachaca (เหล้าคาซาช่า) เป็นเหล้าสปิริตของประเทศบราซิล กลั่นจากน้ำตาลอ้อย รสนุ่ม กลิ่นหอม น้ำสีใส ดีกรี ประมาณ 41% คล้ายกับเหล้ารัม

      

Calvados (เหล้าคาวาโดซ์) กลั่นจากเหล้าบรั่นดีหมักผสมกับผลแอปเปิ้ล เก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก ผลิตที่เมืองคาลวาโดส ในแคว้นนอร์มังดี ของประเทศฝรั่งเศส เรียกว่า Eau-de-vie ที่ประเทศสเปน เรียกว่า Eau-de-vie de pomme , Apple Brandy หรือ Aquardiente di sidre  และที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่า Applejack คาลวาโดสเป็นเหล้าที่ยิ่งเก็บไว้นานรสชาติจะยิ่งกลมกล่อม กลิ่นหอมมากขึ้น นิยมดื่มหลังอาหาร ฉลากบนขวดมีการระบุสัญลักษณ์จำนวนปีที่เก็บหมักบ่มเหมือนเหล้าคอนยัค และอมายัค
 
     
 
Eau-De-Vie (เหล้าเออ-เดอ-วี) เหล้าสปิริตจากประเทศฝรั่งเศส กลั่นจากเหล้าบรั่นดีผสมผลไม้ต่างๆ เช่น เชอรี่ , พลัม , แอปริคอต และพีช รสออกหวานธรรมชาติเล็กน้อย ดีกรี ประมาณ 40%  เป็นเหล้ามีความหมายตามชื่ออีกอย่างว่า "Water of Life"  มีความหมายในภาษาลาตินว่า "Aquavitae" ในยุคแรกของการผลิตนั้น เหล้าชนิด มีรสชาดที่ไม่ค่อยนุ่มนวล เท่าไร รสชาติยังบาดคออยู่มาก กลิ่นและรสของแอลกอฮอล์แรงแหลม โดดออกมาคนจึงนิยมเรียกอีกชื่อว่า "Burning Water" ในประเทศฝรั่งเศสเองก็มีการผลิตเหล้าชนิดนี้กันอย่างแพร่หลาย และมีชื่อเสียงมาก มักจะมาจากแคว้นอัลซาส เป็นเหล้าที่มีลักษณะสีขาวใส ไม่มีสีใดๆ เจือปนอยู่เลย

Genever (เจนนีเวอร์) เป็นเหล้าสปิริตประจำชาติของฮอล์แลนด์ (โปรแลนด์)  ชื่อเหล้าเป็นรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส Genievre (Juniper) การหมักบ่มจะเก็บไว้นานหลายปีในถังไม้โอ๊ก จนน้ำเป็นสีเหลืองทอง ดีกรี ประมาณ 38-43% เหมือนกับเหล้ายินเพียงแต่ผลิตในฮอล์แลนด์ และเป็นที่ยินดื่มน้อยกว่าเหล้ายินจากอังกฤษ

    

Gin (เหล้ายิน หรือเหล้าจิน) เป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์ผสมกับผลจูนิเปอร์ และสมุนไพรต่างๆ ประเทศต้นตำรับที่คิดค้นผลิตขึ้นมา คือ ชาวดัทช์ ประเทศโปรแลนด์ แต่ปัจจุบัน จะนิยมดื่มเหล้ายินที่มาจาก ลอนดอน ประเทศอังกฤษกันมากกว่า เนื่องจากรสชาติหอมหวล ชวนดื่มมากกว่า ดีกรี ประมาณ 35-47% เป็นเหล้าที่ดื่มกินแล้วดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกัน และรักษาโรคนิ่วได้ดี สำหรับเหล้ายินที่มีคุณภาพดี ราคาก็จะสูงตามไปด้วย เวลาเลือกซื้อจึงควรดูคุณภาพ และราคาด้วย เหล้าจินเป็นเหล้าที่มีสีขาวใส กลิ่นหอมรากไม้และสมุนไพร ไม่มีรสหวาน ข่มนิดหน่อย มีหลายเกรดหลายระดับ ถ้าราคาแพงหน่อยรสชาดจะดี มีกลิ่นหอมสมุนไพร และกรรมวิธีการผลิตจะพิถีพิถันกว่า ดื่มแล้วจะดีต่อสุขภาพมากกว่า

เหล้าจิน แต่เดิมเป็นเหล้าพื้นฐานของประเทศฮอล์แลนด์ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35–47% กลั่นมาจากข้าวบาร์เลย์ ผสมกับผลจูนิเปอร์ (Juniper Berry or Baie De Genievre ที่เป็นไม้พุ่มที่มีกลิ่นหอม และมีอยู่มากในทวีปยุโรป) , เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ โดยที่น้ำมันที่กลั่นได้จากผล Juniper Berry ได้จากการคิดค้นของเภสัชกรชาวดัชช์ ( ฮอลันดา ) ประเทศฮอลแลนด์ ชื่อ Dr. Sylvius เมื่อปี ค.ศ. 1660 และใช้ชื่อเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “ Genivre “ ( เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ผลจูนิเปอร์ ) แต่ต่อมาประเทศอังกฤษขโมยสูตรไปผลิตเอง ช่วงแรกเรียกชื่อว่า Durch Courage และต่อมาเรียกว่า “ Giniva “ ต่อภายหลังมาเรียกเหลือแค่ว่า “ Gin “ และเผยแพร่ในยุโรปตะวันตก ช่วงศตวรรษที่ 16 มีหลายประเทศที่ผลิต คือ ประเทศอังกฤษ , แคนนาดา , ฮอลแลนด์ แต่นิยมดื่มกันมากในประเทศอังกฤษ

      

คุณสมบัติของเหล้าจิน เรียกว่าเป็นเหล้ายา โดยกลั่นมาจากการหมักกากน้ำตาลของเกรน,เมล็ดธัญญพืช (พวกเมล็ดข้าวโพด,เมล็ดข้าวบาร์เล่ย์,เมล็ดข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ) หมักผสมกับผลจูนีเปอร์ และเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ จากนั้นนำไปกลั่นซ้ำ ซึ่งเครื่องเทศสมุนไพร่ต่าง ๆ ที่ใช้ผลิต ได้แก่
เปลือกสัม (Orang Peel) ให้กลิ่นหอม และรสซ่าๆ
เม็ดผักชี (Anise) ทำให้กลิ่นหอมยั่วยวนชวนใจ
เม็ดยี่หร่า (Caraway) เป็นยากระตุ้นพลัง ช่วยขับเลือดขับลม
หวายเทศ (Caramus) เป็นยาอายุวัฒนะ
ออร์ริส (Orris) ต้นลานที่มีรากหอม และเป็นยาแก้โรคสารพัดชนิด
โกฎน้ำเต้า (Rhubarv) เป็นยารักษาสารพัดโรค
ถั่วอัลมอนด์ (Almond) เมล็ดถั่วกลิ่นหอม
คาลัมบา (Calamba) รากไม้ขมชนิดหนึ่ง ที่ใช้เป็นยารักษาโรค
ผลจูนีเปอร์ (Juniper) ลูกต้นสนสีน้ำเงิน รสเผ็ดและหอมหวาน เป็นส่วนผสมหลัก ที่ทำให้เหล้าจินมีกลิ่นหอมกว่าเหล้าตัวอื่น 

เหล้ายิน   ที่ผลิตจากประเทศอังกฤษ และเป็นที่นิยมดื่มกิน ได้แก่  กอร์ดอน ยิน (Gordon's Gin) , บีฟีทเทอร์ ยิน (Beefeater Gin) , ซีแกรม ยิน (Seagram's Gin) , บูท ยิน (Booth's Gin) , แทนควิเรย์ ยิน (Tanquerey Gin) , เบอร์เนท ยิน (Burnett's Gin) , วอล์กเกอร์ ยิน (Walker Gin) , โบว์ส ยิน (Bols Gin) , กิลเบย์ ยิน (Gilbay Gin) , โบสฟอร์ด ยิน (Bosford Gin) , คาลเวิร์ด ยิน (Calvert Gin) , โบรกเกอร์ ยิน (Bokker Gin) , บอม์เบย์ (Bombay Gin)

สำหรับในประเทศไทย เหล้ายินที่ผลิตได้ คือ ยี่ห้ออังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติพอใช้ได้ ราคาถูก แต่กลิ่นอาจจะไม่หอมเหมือนของประเทศอังกฤษ เราอาจจะใช้ของประเทศฟิลิปินได้เหมือนกัน ยี่ห้อ Ginerbra แต่ยังไงก็ช่วยอุดหนุนของคนไทยด้วยนะครับ

Grappa (เหล้าเกร็ปป้า) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากกากองุ่นที่เหลือจากการทำไวน์ เช่น เปลือก , ลำต้น , เมล็ด และกากองุ่น ผสมกับสมุนไพร (Rue) จัดเป็นบรั่นดี น้ำสีขาว ดีกรี ประมาณ 40%  ของประเทศอิตาลี เรียกว่า White Brandy (บรั่นดีสีขาว) บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie

            

Kirsch (เหล้าเคียร์) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากลูกเชอรี่  โดยนำเนื้อของลูกเชอรี่มาบดให้ละเอียด แล้วผสมกันทั้งเนื้อและน้ำ แล้วนำไปหมักและกลั่นต่อไป ส่วนคำว่า "Kirsch" นี้ มาจากภาษาเยอรมัน แปลว่า ลูกเชอรี่ ผลิตในประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส และสวิสเซอร์แลนด์ รสหอม หวานเล็กน้อย น้ำสีขาวใส รสเข้มจัดจ้าน แรงด้วยดีกรีแอลกอออล์ ประมาณ 35-40%  บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie  ชาวยุโรป นิยมดื่มแบบค่อยๆ จิบ หลังจากทานอาหารมือค่ำ

Kirshwasser (เหล้าเคียร์วาสเซอร์) ผลิตจากเชอรี่แดงผสมเหล้าบรั่นดี น้ำเหล้าสีขาวใส รสแรง ดีกรี 45% ของประเทศเยอรมัน

Klarer (เหล้าคราเรอร์) เป็นเหล้าสปิริต ที่กลั่นมาจากมันฝรั่ง ข้าวโพด และข้าวเดือยหรือข้างฟ่าง (Millet) รสชาติอ่อน ไม่มีสี มีดีกรี ประมาณ 32%

Korn Schnapps (เหล้าคอร์น เชอแนท) เหล้าสปิริต กลั่นมาจากข้าวสาลี (Wheat) , ข้าวไรย์ (Rye) , ข้าวบาร์เลย์ (Barley) , ข้าวโอต (Oats) หรือ Buckwheat ไม่มีกลิ่น นิยมดื่มกันมากในประเทศเยอรมัน ดีกรี ประมาณ 32-38% เก็บหมักบ่มไว้นานอย่างน้อย 6 เดือน

Marc (เหล้ามาร์ค) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากกากผลไม้ องุ่น แอปเปิ้ลที่เหลือจากการทำไวน์ แล้วมาหมักรวมกันอีกครั้ง กลั่นออกมาจะได้น้ำเหล้าสีใส รสชาติออกหวานปนฝาดนิดๆ แรงบาดคอ ดีกรี ประมาณ 40-45% ขึ้นอยู่กับว่าใช้กากที่เหลือจากการทำไวน์ขาว หรือไวน์แดง ของประเทศฝรั่งเศส เหล้าชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อย่างเช่น ที่ประเทศอิตาลี จะเรียกกันว่า Grappa  ส่วนที่ประเทศโปรตุเกส จะเรียกว่า Bagaciera และที่ประเทศสเปน จะเรียกว่า Aguardiente

Metaxa (เหล้าเมคตาซ์)  เหล้าสปิริตที่กลั่นจากองุ่นดำ ดีกรี ประมาณ 40% ฉลากบนขวดจะมีสัญลักษณ์ "ดาว" ติดอยู่ มีความหมายว่า 1 ดาว คือเก็บไว้นาน 1 ปี (3 ปี , 5 ปี , 7 ปี) ของประเทศกรีซ
 
Pisco (เหล้าปิโก้)  เป็นเหล้าบรั่นดีที่ไม่มีสี รสจัดร้อนแรง กลิ่นฉุน กลั่นจากองุ่นดำ หมักบ่มในถังดินเหนียว ของประเทศชิลี
 
Rum  (เหล้ารัม) เป็นเหล้าที่ทำมาจากกากน้ำตาลอ้อย (Molasses) ผลิตกันมากในแถบประเทศทะเลแคริเบี้ยน (Caribbean) แถบ คิวบา จาไมก้า เปอโต้ริโก้ ไตนิแดต บาร์บาโด๊ส รสชาติหอมนุ่มละมุน แต่หอมน้อยกว่าเหล้ายิน ดีกรี ประมาณ 35-40% แต่มีบางยี่ห้อที่ผลิตให้มีดีกรีสูงมากๆ ถึง 75.50% (จะเขียนว่า 151 Proof) เพื่อให้เครื่องดื่มผสมมีความแรง Soft ลง นิยมผสมกับโค้ก หรือน้ำผลไม้ ก็จะได้ค็อกเทลที่มีรสอร่อยชวนดื่ม หรือจะผสมทำน้ำพั้นช์ผลไม้ก็ได้
 
เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับเหล้ารัม มีอยู่ว่าช่วงที่มีการผจญภัยของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส หลังจากที่เขาได้เดินทางไปยังหมู่เกาะต่างๆ ในแถบทวีปอเมริกาใต้ แล้วนำต้นอ้อย มาทดลองปลูกในหมู่เกาะ เวสต์ อินดีส (West Indies) หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตกไดเเป็นผลสำเร็จ เพื่อผลิตน้ำตาลทราย แต่ผลพลอยได้ที่ได้จากการผลิตน้ำตาล ก็คือกากน้ำตาลจากอ้อย ที่เราเรียกกันว่า โมลาส (Molasses) นั้น ได้ถูกนำมาผลิตเป็นเหล้ารัมในเวลาต่อมา เนื่องจากมีผู้สังเกตุเห็นว่า กากน้ำตาลเหล่านี้ เกิดการหมักบ้มตัวเองขึ้นตามธรรมชาติ และพัฒนาวิธีการผลิตจนได้ออกมาเป็นเหล้ารัม อย่างในปัจจุบันนี้ เรียกกันว่า"Rumbellion" (รัมเบลเลี่ยม) หรือเหล้ารัม นั่นเอง
                
 
เหล้ารัมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

เหล้ารัมขาว (White Rum) เป็นรัมที่มีสีขาวใส บางชนิดไม่ต้องเก็บบ่ม แต่บางชนิดต้องเก็บบ่มในถังสเตนเลสหรือถังไม้นาน 1 ปี บางครั้งเรียกว่า Silver Rum หรือ Light Rum หรือ Rum เฉยๆ เหมาะสำหรับนำไปผสมค็อกเทลที่ไม่ต้องการให้สีค็อกเทลเสีย หรือสีเปลี่ยน
เหล้ารัมทอง (Gold Rum) เป็นรัมที่มีสีเหลืองใส ได้จากการเก็บบ่มในถังไม้นาน 3 ปี เพื่อให้ดูดสีทองจากเนื้อไม้ หรือผสมสี กลิ่น รสชาติ ด้วยคาราเมล (Caramel) ที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาล เป็นสีเหลืองทอง เพื่อให้ได้เหล้ารัม ที่มีกลิ่น สี รสชาติเข้มมากขึ้นกว่าเดิม
เหล้ารัมดำ (Dark Rum) เป็นรัมที่มีสีเกือบดำ ได้จากการเก็บบ่มไว้ในถังไม้นานถึง 7 ปี เพื่อให้เกิดสีทองดำเข้ม และผสมกับคาราเมลที่เคี่ยวจนเป็นสีดำเกือบไหม้ จะได้กลิ่นหอม และรสชาติแรงมากขึ้น

สำหรับในประเทศไทย เหล้ารัมที่ผลิตได้ คือ ยี่ห้ออังเคิล ทอม อาร์ (Uncle Tom-R) คุณสมบัติใช้ได้ ราคาถูก รสชาติดีใช้ได้ เป็นเหล้ารัมสีขาวใส เรียกว่า ไวท์รัม (White Rum) ส่วนพวก เหล้าแม่โขง แสงโสม หงษ์ทอง มังกรทอง จัดเป็นโกล์ดรัม (Gold Rum) 

Tequila (เหล้าเตกีล่า หรือเหล้าตากิวล่า) เป็นเหล้าที่ทำมาจากต้นกระบองเพชร พันธุ์อกาเว้ (Agave) หรือเรียกกันว่า "บูล อกาเว้" (Blue Agave) เป็นพืชในตระกูลป่าน คล้ายกับสับปะรดยักษ์ ที่มีลักษณะแกนกลางของลำต้นอวบใหญ่ เต็มไปด้วยแป้ง ใบสีเขียวเข้มเรียวยาว มีขนาดใหญ่หนักกว่า 80-120 กิโลกรัม ใช้เวลาปลูกนานถึง 8-12 ปี อกาเว้นี้มีอยู่มากในประเทศเม็กซิโก รสชาติร้อนแรง บาดคอ นิยมดื่มกินพร้อมกับมะนาว และเกลือ เหล้าเตกีล่ามีอยู่ 2 สี คือ สีขาวหรือสีเงิน และสีทอง ดีกรี ประมาณ 38-40% ส่วนมาร์คเซล Mazcal จัดเป็นเหล้าเตกีล่าเกรดพรีเมี่ยม ใช้อกาเว้ 100% ในการผลิต

Mezcal (เหล้ามาร์คเซล) เป็นเหล้าที่กลั่นมาจากต้นอะกาเว่ที่ปลูกในรัฐ El Moraleno , Espadin de Oaxaca , Sigguin , Bermejo , Zopilote , Bacanora และที่อื่นๆ ในประเทศเม็กซิโก เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเหล้าชนิดนี้คือ จะมีสีเหลืองทองอำพัน ภายในขวดจะใส่หนอน (Agave Worm) ลงไปด้วย 1 ตัว หนอนตัวนี้สามารถกินได้เหมือนหนอนรถด่วนของบ้านเรา ส่วนใหญ่จะมีปริมาณความเข้มข้นของ Agave ถึง 100% และมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงประมาณ 40% เช่น ยี่ห้อ Lajita , Miguel de La , Monte Alban , Gusano Rojo

เหล้าเตกีล่าเป็นเหล้าพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 38-40% กลั่นมาจากต้นกระบองเพชรพันธุ์ Agave Azul หรือที่คนไทยเราคุ้นเคยและรู้จักในชื่อว่า ต้นดอกโคม คล้ายกับต้นป่านศรนารายณ์ นั่นเอง เดิมทีในยุคที่โคลัมบัส ชาวสเปน ได้ค้นพบทวีปอเมริกานั้น ก็เจอพืชชนิดนี้ด้วย แต่เรียกชื่อว่าต้น Maguey ต่อมานักพฤษาศาสตร์ชาวสวีเดน ก็เปลี่ยนเรียกชื่อใหม่เป็นต้น Agave (อะกาเว่) โดยปกติแล้วต้นอะกาเว่นี้จะปลูกกันมากในแถบพื้นที่ ที่ใกล้ทะเลทรายในประเทศเม็กซิโกเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะลำต้นจะคล้ายกับสับปะรดแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60-90 เซนติเมตร เปลือกหนา มีหัวฝังอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแผ่นหนาสีเขียวอมม่วงอ่อน เรียวยาว ปลายแหลม มีหนามเล็กอยู่รอบๆ ใบ ใบเรียงตัวขึ้นมาเป็นกอ ส่วนภายในแกนหัวจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสีน้ำเงิน มีรสหวาน เรียกว่า น้ำบลูอะกาเว่ (Blue Agave) ที่นำมาใช้หมักบ่มกลั่นเป็นเหล้าเตกีล่า ที่มีรสเฝื่อนบาดคอร้อนแรง กลิ่นหอมฉุน (จริงๆ แล้วเหล้าเตกีล่าไม่จำเป็นต้องเก็บหมักบ่มก็ได้ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่มีหลายยี่ห้อที่นิยมเก็บหมักบ่มด้วย เพื่อให้ได้รสชาตินุ่มนวลขึ้น)

เหล้าเตกีล่า ถือกำเนิดมานานกว่า 1,000 ปีแล้ว (ตั้งแต่ ค.ศ. 250-300) ในดินแดนจังโก้ของทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในประเทศเม็กซิโกแถบบริเวณที่ติดกับทะเลทราย โดยในสมัยนั้นชาวแอซเทคส์ (Aztecs) ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนที่อาศัยอยู่ในประเทศเม็กซิโกก่อนหน้าที่ชาวสเปนจะมาล่าอาณานิคม เป็นผู้คิดค้นเหล้าเตกีล่าชนิดนี้ขึ้นมาเรียกว่า เหล้าปักกี (Pulque) โดยนำเอาต้นอะกาเว่มาหมักบ่มทำเหล้าพื้นเมืองที่มีรสร้อนแรง กลิ่นหอมฉุน นิยมดื่มกินกันในงานเลี้ยง งานรื่นเริงต่างๆ จนกลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา

จนกระทั้งในศตวรรษที่ 16 ประมาณปี ค.ศ. 1521 ที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา จากนั้นประเทศสเปนก็ได้ยึดประเทศเม็กซิโกเข้าเป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของตน และได้มีการพัฒนาวิธีการต้มกลั่นเหล้าแบบสมัยใหม่ ทำให้เหล้าพื้นเมืองกลายเป็นเหล้าที่มีรสชาดยอดเยี่ยม โดดเด่นไม่เหมือนใคร และเป็นที่นิยมดื่มกันไปทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 20 นี้เอง ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่า “ใครที่ไม่รู้จักเหล้าเตกีล่า ก็ถือว่าเชยที่สุดในโลกแล้ว”

ส่วนในศตวรรษที่ 18 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกจาก เหล้าปักกี (Pulque) ไปเป็น เหล้าเตกีล่า (Tequila) แทน โดยใช้ชื่อเหล้าตามชื่อเมืองที่ผลิต และในปี ค.ศ. 1945 เหล้าเตกีล่าก็ส่งออกจำหน่ายไปทั่วโลกครั้งแรก

           

การกำกับดูแลควบคุมคุณภาพของเหล้าเตกีล่า

การผลิตเหล้าเตกีล่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้เหล้าเตกีล่าที่มีสีขาวใส รสชาดนุ่มบาดคอ กลิ่นหอมหวลติดจมูกยาวนาน ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเหล้าเตกีล่า โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลคือ NORMAS อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลเม็กซิโก และในปี ค.ศ. 1978 มีการออกกฎหมายกำหนดให้การผลิตเหล้าเตกีล่า จะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลเม็กซิโกก่อน เหล้าที่ผ่านการตรวจสอบได้มาตรฐานตามที่กำหนด ที่ฉลากบนขวดจะสามารถพิมพ์คำว่า NOM **** ได้ (NOM ตามด้วยตัวเลขจดทะเบียน 4 หลัก และอักษรอื่นๆ) ส่วนคำว่า NOM ย่อมาจาก Norma Official Mexican ถือเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพของเหล้าเตกีล่าด้วย โดยกำหนดไว้ว่า

  • เหล้าที่ผลิตจากต้นอะกาเว่จะสามารถตีตราเป็นเหล้าเตกีล่าได้ จะต้องมีปริมาณความเข้มข้นของ Agave อย่างน้อย 51% และจะบรรจุขวดที่ใดก็ได้ นอกจากรัฐ Jalisco ในประเทศเม็กซิโก จะเรียกว่า Mixto

  • เหล้าที่ผลิตจากต้นอะกาเว่ ที่มีปริมาณความเข้มข้นของ Agave ถึง 100% จะตีตราเป็นเหล้าเตกีล่าได้ ถือว่าเป็นสุดยอกเหล้าเตกีล่า และจะต้องบรรจุขวดในประเทศเม็กซิโกเท่านั้น จะเรียกว่า Anejo (อะนีโฮ)

  • เหล้าเตกีล่า จะต้องมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 38%

  • เหล้าที่ผลิตจากต้นอะกาเว่ จะใช้ชื่อว่าเหล้าเตกีล่าได้นั้น จะต้องปลูกในประเทศเม็กซิโกเท่านั้น ในรัฐ Jalisco , Guanajuato , Michoacan , Mayarit และ Tamaulipas

  • ในกระบวนการกลั่น จะต้องกลั่นอย่างน้อย 2 ครั้ง

  • ฉลากบนขวดที่ตีตราว่า Hecho en Mexico หมายถึง เหล้าเตกีล่าที่ผลิตในประเทศเม็กซิโก และจะต้องกำกับด้วยเครื่องหมาย NOM ตามด้วยเลขทะเบียน 4 หลัก และระบุอายุการหมักบ่ม เช่น Blanco , Oro , Resposado และ Anejo

เหล้าเตกีล่าจะแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

Blanco หรือ Plata (White or Silver) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีขาวใส รสฝาด แรงบาดคอ โดยจะมีอายุการเก็บหมักบ่มในถังสแตนเลส อย่างน้อย 60 วัน แล้วนำไปผสมน้ำก่อนทำให้เจือจางเพื่อให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์ตามต้องการ และพักไว้ 15-20 วัน จึงจะบรรจุขวดได้ จะมีทั้งแบบ Agave 100% และแบบ Mixto (Agave 51%)

Joven หรือ Abocado Young (Gold or Oro or Dorado) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีทอง เกิดจากการนำเอาเหล้าเตกีล่าชนิด Blanco มาปรุงแต่งสีและกลิ่นเพิ่มด้วยคาราเมล หรือน้ำตาลอ้อย ทำให้เป็นสีเหลืองทอง รสฝาดน้อยลง ปกติแล้วจะไม่มีอายุการเก็บหมักบ่มต่อ จะเป็นแบบ Mixto (Agave 51%) บางทีก็มีเกรดที่คล้ายกับเหล้าเตกีล่าชนิด Anejo

Reposado (Rested) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีทอง รสนุ่มสุขุมมากกว่าเหล้าเตกีล่าชนิด Blanco โดยจะมีอายุการเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กขนาดใดก็ได้ อย่างน้อย 2-11 เดือน จนได้เหล้าเตกีล่าที่มีสีทองอ่อนๆ ที่เรียกว่า  "Reposado Tequila" จะมีทั้งแบบ Agave 100% และแบบ Mixto (Agave 51%)

Anejo or Especial (Aged) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีทองอำพัน รสอ่อนนุ่มกลมกล่อม ออกหวานนิดๆ (Mellow) โดยจะมีอายุการเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กขนาดเล็ก ไม่เกิน 600 ลิตร (Oak Barrels เป็นถังไม้โอ๊กที่ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส และประเทศสหรัฐอเมริกา) อย่างน้อย 1 ปี คือจะหมักบ่มเต็มที่ จนเหล้าซึมซับสีจากเนื้อไม้โอ๊ก ทำให้รสชาตินุ่มนวล ซึ่งได้มาจากการหมักบ่มที่ได้ที่ และเป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด จะมีทั้งแบบ Agave 100% และแบบ Mixto (Agave 51%)

การดื่มเหล้าเตกีล่า ทำได้หลายแบบ เช่น

-  ดื่มแบบเป็น Shot เป็นการดื่มเพียวๆ ในแก้วช็อตขนาดเล็ก

-  ดื่มแบบเพียวๆ เป็นช็อต แล้วตามด้วยน้ำส้มคั้นที่ปรุงด้วยเครื่องเทศ

-  ดื่มแบบ Shooters คือ เลียเกลือที่ทาไว้ที่ง้ามมือ แล้วดื่มเหล้าเตกีล่าตามด้วยการบีบมะนาวสดชิ้นเล็กๆ ใส่ปากหลัง

-  ดื่มแบบผสม Cocktail เช่น Margarita  , Tequila Sunrise

-  ดื่มแบบ (Slammers) บางทีเรียกว่า เหล้าป๊อบ หรือ ป๊อบเปอร์” (Pop or Poper) โดยใส่เหล้าในแก้ว Shot แล้วเติมเกลือ และเซเว่น-อัพ หรือสไปร์ทตาม ในสัดส่วนที่น้อยกว่าเหล้าเล็กน้อย ใช้มือปิดปากแก้วด้วย แล้วยกตบกระแทกกับพื้นเบาๆ ทำให้เกิดฟองฟู่ขึ้น ดื่มได้ทันที

Vodka (เหล้าวอสก้า) หรือ Wodka มาจากภาษารัสเซีย คำว่า "Zhiznennia Voda" แปลว่า "Water of Life" หรือบางทีก็แปลว่า "Little Water" สายน้ำแห่งชีวิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อชีวิต เหล้าวอสก้าเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์ผสมกับมันฝรั่งต่างๆ รสชาติร้อนแรง บาดคอ ไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่มีรส ดีกรี ประมาณ 35-180% ประเทศที่เป็นต้นตำรับในการผลิตวอสก้า คือ รัสเซีย แต่ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ผลิตเหล้าวอสก้าออกมามากมาย เช่น ฟินแลนด์ , อเมริกา , อังกฤษ , ฝรั่งเศส , ฮอล์แลนด์ รวมถึงประเทศไทยด้วย (เหล้าวอดก้าของรัสเซีย  และโปแลนด์บางยี่ห้อ นิยมแช่หมักในสมุนไพรเครื่องเทศด้วย แต่ไม่ได้นำเข้ามาในบ้านเรา) นิยมดื่มกินเพื่อแก้ความหนาวเย็น
วอสก้าเป็นเหล้าที่มีหลายประเทศผลิต จึงมีหลายเกรดหลายระดับ ถ้าราคาแพงหน่อย กรรมวิธีการผลิตจะพิถีพิถันกว่า จะกลั่นแล้วกลั่นอีก เพื่อไม่ให้มีกลิ่นแอลกอฮอล์ คุณภาพของเหล้าวอสก้าก็จะดีกว่า ดื่มแล้วไม่ทำลายสุขภาพ รสจะนุ่ม บาดคอแบบมีระดับ แต่ถ้าเป็นเหล้าวอสก้าที่มีราคาถูก รสจะหยาบ บาดคอแบบไม่ปราณี ขมติดปลายลิ้น จะทำลายสุขภาพเกิดอาการเมาค้าง คุณภาพไม่ได้เรื่อง แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เหล้าวอสก้าเราจะเลือกใช้ยี่ห้ออะไรก็คล้ายกันหมด ไม่ว่าจะราคาถูก หรือแพง ดังนั้นการเลือกซื้อเหล้าวอสก้าจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเสมอไป เพราะรสชาดจะคล้ายกันหมด เพียงแต่เหล้าวอสก้าราคาแพงจะมีคุณภาพมากกว่า แต่รสชาดเหมือนกัน คือไม่มีรส จะบาดคออย่างเดียว ส่วนกลิ่นจะต่างกันตรงที่เหล้าวอสก้าราคาแพงจะไม่มีกลิ่นของแอลกอฮอล์เลย กินได้รื่นกว่า
ในช่วงปี ค.ศ. 1946 ชาวอเมริกันนิยมดื่มเหล้าวอดก้ากันมาก  ส่วนยุโรป คำว่า "It will leave you breathless" ที่ชาวยุโรปพูดกันจนติดปาก หมายถึงเมื่อดื่มเหล้าวอสก้าแล้วจะไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ติดค้างตอนหายใจออกมา ซึ่งเหล้าวอสก้ายังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อดื่มแล้วจะไม่มีอาการเมาค้างในวันรุ่งขึ้น หรือเกิดอาการนี้น้อยที่สุดในบรรดาเหล้าทั้งหลาย
        

วอสก้าเป็นเหล้าที่มีสีขาวใส รสชาติร้อนแรงบาดคอนิดๆ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เรียกว่า "Neutral Spirt" เป็นเหล้าที่มีความเป็นกลาง เหล้าวอสก้าผลิตจากการกลั่นมันฝรั่ง และข้าวสาลี แล้วนำไปกรองเพื่อกำจัดกลิ่นออกไป และยังกรองผ่านถ่าน Charcoal อีกเพื่อดูดกลิ่นและสี ทำให้ปราศจากสิ่งเจือปน เมื่อเราดื่มเหล้าวอสก้าแล้วลมหายใจจะไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิต คือ รัสเซีย และโปแลนด์ นิยมดื่มวอสก้าเพรียวๆ กินกับไข่ปลาคาเวียร์ , ปลาแซลมอนรมควันกันมากด้วย แต่ถ้าวอสก้ามีการเติมเครื่องเทศต่างๆ รากไม้ รากยาลงไป เพื่อเพิ่มสี กลิ่น และรส จะเรียกว่า "Flavoured Vodka" เช่น รสเลมอน รสแบล็คเคอเรน รสราสเบอรี่ รสแอปเปิ้ล รสพีช เป็นต้น

เหล้าวอสก้า    ที่นิยมดื่มกัน ได้แก่ ไบร์ซัน (Borzoi) , สมินอฟฟ์ (Smirnoff) , กอร์ดอน วอดก้า (Gordon's Vodka) , กิลเบย์ วอดก้า (Gilbay Vodka) , นิโคไล วอดก้า (Nikolai Vodka) , วูลฟ์สมิดต์ วอดก้า (Wolfschmidt Vodka) , คราวน์ รัสซี่ วอดก้า (Crown Russe Vodka) , ฟินแลนด์เดีย วอดก้า (Finlandia Vodka) , มอสโคคายา วอดก้า (Moskovakaya Vodka) , (Absuolut Vodka) , (Skky Vodka)

สำหรับในประเทศไทย เหล้าวอสก้าที่ผลิตได้ คือ ยี่ห้ออังเคิล ทอม วี (Uncle Tom-V) และอังเคิล ทอม เบอร์ 9 (Uncle Tom No.9) คุณสมบัติใช้ได้ดี ราคาถูก รสชาติดีใช้ได้ มีสีขาวใส

Weinbrand (เหล้าแวนแบรน) เป็นเหล้าบรั่นดี ดีกรี ประมาณ 38% เรียกกันว่า ไวน์ติดไฟ (Burned Wine) ของประเทศเยอรมัน ใช้องุ่นจากประเทศข้างเคียงมาผลิต แต่มีข้อกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศอย่างน้อย 85% การหมักบ่มจะหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 6 เดือน แล้วนำมากลั่นถึง 2 ครั้ง การดื่มกิน นิยมดื่มที่อุณหภูมิห้อง
 
Whisky,Whiskey (เหล้าวิสกี้) เป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวต่างๆ  (Grain) เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด ข้าวไรน์ เป็นต้น จากนั้นนำไปเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กต่อเพื่อให้ได้สี กลิ่น รสที่ดีขึ้น ก่อนจะนำมาบรรจุขวด อาจจะมีการปรุงแต่ง สี กลิ่น รสอีกครั้งก็ได้ เพื่อให้ได้มาตรฐานตามความนิยมของผู้บริโภค สีเหลืองทองอำพัน รสนุ่ม กลิ่นหอมละมุ่น แรง ดีกรี ประมาณ 35-45%

เหล้าวิสกี้มีวิธีการผลิตที่ดี กล่าวได้ดังนี้ เหล้าวิสกี้ทุกชนิดที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป จะมีขั้นตอนในการผลิตที่เหมือนกันหมด แต่อาจจะมีวิธีการและเทคโนการผลิตแตกต่างกันไปบ้าง จึงทำให้ได้วิสกี้ที่มีคุณภาพแตกต่างกันไป สำหรับขั้นตอนในการผลิตวิสกี้ทุกชนิดมีอยู่ 5 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นที่ 1 การทำมอลติ้ง (Malting) เป็นขั้นตอนที่นำเมล็ดข้าว (Grain) เช่น ข้าวบาร์เลย์ ตัดยอดร่วงข้าวมาอบแล้วบดให้ละเอียด เพื่อทำให้ได้เป็นข้าวมอล์ต (Malt)
ขั้นที่ 2 การทำแมซซิ่ง (Mashing) เป็นขั้นตอนที่นำข้าวมอล์ตที่ได้มาละลายต้มกับน้ำ ซึ่งสารละลายที่ได้เรียกว่า วอร์ด
(Wort)
ขั้นที่ 3 การหมัก (Fermenting) เป็นขั้นตอนที่เติมเชื้อยีสต์ (Yeast) แล้วปล่อยให้เกิดการหมัก ได้แอลกอฮอล์เกิดขึ้น

ขั้นที่ 4 การกลั่น (Distilling) เป็นขั้นตอนที่ทำการกลั่นเพื่อให้ได้วิสกี้ที่ดีตามต้องการ
ขั้นที่ 5 การบ่ม (Maturing) เป็นขั้นตอนที่นำวิสกี้ที่ได้มาทำการบ่มในถังไม้โอ๊กเพื่อให้ได้วิสกี้ที่มีรสชาติดีขึ้น

การผลิตวิสกี้ นิยมนำข้าวมอล์ตที่ได้มาอบแห้งแล้วบดให้ละเอียดจนเป็นแป้ง แล้วนำไปหมักกับเชื้อยีสต์ คือ S.Cereviceae เมื่อหมักทิ้งไว้สักระยะหนึ่งจะทำให้เกิดปฎิกิริยาที่เรียกว่า เฟอร์เมนเตชั่น (Fermentation) ซึ่งเป็นปฎิกิริยาที่ยีสต์จะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล และน้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ (Alcohol) ต่อจากนั้นนำไปกลั่น (Distillation) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้เหล้าวิสกี้ที่มีสีขาวใส แต่ยังเป็นเหล้าวิสกี้ที่ยังมีรสชาติและกลิ่นไม่ดีพอ จึงต้องนำไปหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊ก เพื่อทำให้เหล้าวิสกี้ที่ได้มีสี กลิ่น และรสชาติดีขึ้น สำหรับการหมักบ่มเหล้าวิสกี้นั้น ยิ่งหมักบ่มนานเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เหล้าวิสกี้มีสี กลิ่น และรสชาติดีขึ้นมากตามไปด้วย โดยนิยมหมักบ่มนานอย่างน้อยประมาณ 3 – 5 ปี นอกจากนี้เหล้าวิสกี้ที่มีการผลิตตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีเหล้าวิสกี้อีกชนิดหนึ่ง ที่เอาเหล้าวิสกี้หลายๆ ชนิด มาผสมกัน จนได้สี กลิ่น และรสเฉพาะตัว เรียกว่า เบลนวิสกี้ (Blended Whisky) ซึ่งเหล้าวิสกี้ที่นิยมดื่มกันมีอยู่ 4 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศสก็อตแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และประเทศไอซ์แลนด์

            
 
มีผลิตในหลายประเทศ แต่หลักๆ จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
  
วิสกี้ที่มาจากประเทศสก็อตแลนด์ Scotch Whisky (เหล้าจอห์นี่ วอลเกอร์ , เหล้าชีวาส) เหล้าสก็อตวิสกี้ยังแบ่งออกเป็น Single Malt Whisky ส่วนใหญ่ผลิตมาจากข้าวบาร์เลย์ และยังมี Scottish Grain Whisky ผลิตจากเม็ดข้าว ที่ได้จากการกลั่นในหม้อต้มกลั่นแบบ Continous Still ได้น้ำเหล้าสีขาวใส แล้วนำไปหมักบ่มในถังไม้โอ้ก นาน 3 ปี บางทีก็เรียกว่า “Grain Whisky” ซึ่งแตกต่างจาก Malt Whisky ที่ได้จากการกลั่นแบบ Pot Still โดยปกติแล้วสก็อตวิสกี้จะผลิตกันในหลายพื้นที่ของประเทศสก็อตแลนด์ ได้แก่ เขต Lowland , Highland , Orkney , Skye , Speyside , Mull , Jura , Islay , Campbeltown และ Arran

กำเนิดสก็อตวิสกี้ สก็อตวิสกี้ (Scotch Whisky) เป็นเหล้าที่มีชื่อเสียง รู้จักกันเป็นอย่างดีไปทั่วโลก สก็อตวิสกี้ได้กำเนิดมาบนที่ราบสูงของสก็อตแลนด์มาช้านานแล้ว คำว่า "Whisky" เป็นรากศัพท์มาจากคำว่า Uisge beatha (ยูธ บีทธา) ที่เป็นภาษา Gaelic (ภาษาแกลลิก) ภาษาที่เก่าแก่ของชาวเซลท์ (Celt) ในสก็อตแลนด์ทางภาคเหนือที่ใช้พูดกัน และมีความหมายแปลได้ว่า "น้ำอมฤตแห่งชีวิต" เหล้าสก๊อตวิสกี้ คิดค้นโดยนักบวชในศาสนาคริสต์ ในชนบทของประเทศอังกฤษแต่เก่าก่อน เรียกกันได้ว่าแอบต้มเหล้าเถื่อนไว้ดื่มกินกันเอง จนเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปตามชนบท ส่วนชาวเมืองชาววังส่วนใหญ่ก็ยังสนใจแต่การดื่มไวน์ จนเหล่าทหารของประเทศอังกฤษได้มีโอกาสลิ่มรสเหล้าสก็อตวิสกี้ ก็ติดใจในรสชาติ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสก็อตวิสกี้ กล่าวกันว่าเหล้าสก็อตวิสกี้เริ่มมีการกลั่นด้วยเครื่องกลั่นที่ทันสมัย และถูกพัฒนามาโดยนักอุตสาหกรรมมืออาชีพมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1494 ทางภาคเหนือของประเทศสก็อตแลนด์ แถบถิ่นที่ถูกเรียกขานว่า "ไฮท์แลนด์" (Highland) และเริ่มมีการเก็บภาษีสรรพสามิตเหล้าสก็อตวิสกี้ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1944

สำหรับวิธีการกลั่นเหล้าวิสกี้ของประเทศสก็อตแลนด์นั้น มีวิธีการกลั่นแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ
1.
การกลั่นแบบ The Pot Still Process
2.
การกลั่นแบบ The Patent Still Process

เหล้าสก็อตวิสกี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

Malt Whisky (มอล์ตวิสกี้) เป็นสก็อตวิสกี้ที่หมักกลั่นจากวัตถุดิบประเภทข้าวบาร์เลย์ที่ถูกเพาะเป็น มอล์ตล้วน ๆ และถูกปรุงแต่งด้วยหัวเชื้อคอนเซนเตรต (Concentrate) สำหรับกรรมวิธีในการผลิต จะกลั่นแบบ The Pot Still Process  มีขั้นตอนในการผลิตสุรุปได้ดังนี้ คือ
1.
คลีนนิ่ง (Cleaning) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวบาร์เลย์มาทำความสะอาดเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมที่อาจติดมาด้วยออกให้หมด
2.
มอลติ่ง (Malting) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวบาร์เลย์ที่ได้คัดเลือกแล้วมาทำให้ชุ่มด้วยน้ำประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นจึงนำเอาไปผึ่งแดดบนพื้นคอนกรีตเพื่อทำการเพาะเชื้อ และจะได้กรีนมอล์ต (Green Malt)
3.
ดรายอิ้ง (Drying) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวมอลท์ที่ได้มาทำให้เตาไฟที่ใช้ถ่านไม้ และเกิดควันซึ่งเป็นตัวให้กลิ่นกับแป้งที่ได้ จากนั้นจะนำข้าวมอล์ตที่ได้ไปบดให้ละเอียด

4.
แมชชิ่ง (Mashing) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวมอล์ตที่ได้จากการบดละเอียดแล้วมาผสมกับน้ำร้อน ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแป้งที่ละลายไปเป็นน้ำตาลมอลโทส (Maltose) สารละลายที่ได้เราเรียกว่า วอร์ด (Wort)
5.
การหมัก (Fermentation) เป็นขั้นตอนที่นำเอาวอร์ด (Wort) ที่ได้มาทำให้เย็นลง แล้วทำการหมักด้วยเชื้อยีสต์ ซึ่งในขั้นนี้จะมีปฎิกิริยาเคมีเกิดขึ้นโดยเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและจากน้ำตาลจะเปลี่ยนไปเป็นแอลกอฮอล์ สารละลายที่ได้หลังจากการหมักเรียกว่า วอซ
(Wash)
6.
การกลั่น (Distillation) เป็นการกลั่นโดยวิธี The Pot Still Process ถึง 2 ครั้ง หลังจากการกลั่นแล้วจะได้นิววิสกี้
(New Whisky)
7.
การบ่ม (Maturation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำเอาวิสกี้ที่กลั่นได้มาทำการบ่มใส่ถังไม้โอ้ก เพื่อให้วิสกี้มีกลิ่น สี และรสชาติดีขึ้น

Grain Whisky (เกรนวิสกี้) เป็นสก็อตวิสกี้ที่หมักกลั่นจากวัตถุดิบประเภทข้าวบาร์เลย์ที่เพาะเป็นมอล์ทส่วนหนึ่งนำ ไปผสมกับธัญญาพืชอื่นๆ  เช่น ข้าวเมช (Maize) , ข้าวไรย์ (Rye) ซึ่งไม่ได้ใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว  เหล้าวิสกี้ประเภทนี้ จะผลิตและจำหน่ายมากกว่า มอล์ตวิสกี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบคุณภาพแล้ว มอล์ตวิสกี้จะมีคุณภาพดีกว่ามาก เพราะวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตมอล์ตวิสกี้ จะดีกว่า และระยะเวลาในการหมักบ่มก็มากกว่าด้วย  ซึ่งขบวนการผลิตเหล้าเกรนวิสกี้ (Grain Whisky) นั้น จะใช้การกลั่นแบบ The Patent Still Process ซึ่งการกลั่นแบบนี้จะใช้เวลาเร็วกว่า และได้ปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า

Blended Whisky (เบรนเดสวิสกี้) เป็นสก็อตวิสกี้ที่หมักกลั่นผสมระหว่าง มอล์ตวิสกี้ และเกรนวิสกี้ ส่วนใหญ่จะเป็นวิสกี้ที่มียี่ห้อดังๆ ที่เห็นอยู่ในบ้านเรา เช่น ชีวาส รีเกิล (Chivas Regal) ,  จอห์นนี่ วอล์กเกอร์  (Johnnie Walker) , โอล พาร์ (Old Parr) ,
บอลเลนไทน์ (Ballentine's) , วาท 69 (Vat 69) ,  เบลล์ (Bell's) ,  เฮค (Haig) ,  เดอร์วา ไวน์ เลเบล (Dewar's White Label) , แม็กคอลลัม (McCallum's) , ไวท์ ฮอร์ส (white Horse) ,  แบล็ค แอนด์ ไวท์ (Black & White) , คิง จอร์จ โฟร์ (King George IV) , ไฮแลนด์ ควีน (Highland Queen) , ซัมดิ้ง สเปเชียล (Something Special) , เฟมัส เกราส์ (Famous Grouse) , เกลนฟิดดิช (Glenfiddich) , ซันโดรี่ วิสกี้ (Suntory Whisky) , เจ แอนด์ บี (J & B) , ทีชเชอร์ (Teacher's) , ซีแกรม วันฮันเดรด ไปเปอร์ (Seagram's 100 Pipers) , คีทดี ซาร์ก (Cutty Sark) , บิกที (Big "T") , แกรนด์ (Grant's) , พาสพอร์ตสก๊อต
(Passport Scotch) เป็นต้น

เหล้าสก็อตวิสกี้เมื่อกลั่น และเก็บหมักบ่มไว้ก่อนจะบรรจุในขวดวางขาย อย่างน้อยจะต้องมีการเก็บหมักบ่มไว้นาน 3-5 ปีขึ้นไป ส่วนการผลิตเหล้าวิสกี้ในประเทศอื่น ๆ หลายแห่งมีกฏหมายของประเทศนั้นๆ กำหนดให้เก็บหมักบ่มเหล้าที่จะทำเป็นเหล้าวิสกี้ ต้องเก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กตั้งแต่ 3-5 ปี ซึ่งเป็นการกำหนดอายุของน้ำเหล้าที่เก็บหมักบ่มด้วย ให้มีความเหมาะสม รสไม่อ่อน หรือแก่เกินไป ส่วนมอล์ตวิสกี้ ตามตำรากำหนดไว้ว่าควรเก็บหมักบ่มไว้ตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และไม่มีกำหนดอายุความเก่าแก่ ยิ่งเก็บหมักบ่มนานเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น สำหรับพื้นที่ของประเทศสก็อตแลนด์ที่มีการผลิตวิสกี้นั้นมีอยู่ 4 เขตด้วยกันคือ
เขตที่ เขตไฮแลนด์ (The Highlands)
เขตที่
เขตโลว์แลนด์ (The Lowlands)
เขตที่ 3  
เขตแคมเพลทาวน์ (Campbeltown)
เขตที่ 4  
เขตไอร์เลย์ (Islay)

วิสกี้ที่มาจากประเทศอเมริกา Bourbon Whiskey  (เหล้าจิมบีม , เหล้าแคนตั๊กกี้ดีลักซ์) เรียกว่าเหล้าเบอร์เบิร์นวิสกี้ได้ จะต้องผลิตในรัฐแคนตั๊กกี้เท่านั่น และต้องมีข้าวโพดเป็นส่วนผสมหลักด้วย ส่วนเหล้าเทนเนสซี่วิสกี้ Tennessee Whiskey (เหล้าแจ็คแดเนี้ยส) ก็เป็นเหล้าที่ผลิตจากรัฐเทนเนสซี่เท่านั้น ส่วนเหล้าที่ผลิตจากรัฐอื่นๆ นอกเหนือจากสองรัฐนี้ จะเรียกกันว่า American Whiskey  

อเมริกันวิสกี้ เกิดขึ้นมาพร้อมกับชนชาติอเมริกา กล่าวคือเมื่อชาวอเมริกันเริ่มมีประเทศก็มีเหล้าวิสกี้ขึ้นมาด้วย จึงไม่จำเป็นต้องไปสืบหาราวเรื่องให้ยากลำบาก ร้านขายเหล้าในยุคบุกเบิกชนชาติอเมริกัน มักถูกพวกคาวบอยเรียกกันว่า "ฮองกี้ท๊อกซาลูนส์" หรือร้านเหล้าเสียงห่านป่าร้อง เหล้าวิสกี้ในยุคแรกๆ ที่ชาวอเมริกันนิยมดื่มกินกันนั้น ได้แก่ "วิสกี้ดิบ" คำว่าวิสกี้ดิบก้คือเหล้าวิสกี้ที่ยังไม่ได้มีการปรุงแต่งรส ประมาณว่าพอต้มกลั่นออกจากเตาก็เอามาดื่มกันเลย รสชาติก็กระด้างบาดคอ และขื่นคอ รสขมสารพัดจะบรรยายได้ แต่พวกคาวบอยทั้งหลายก็นิยมและถูกใจกันมาก เหล้าวิสกี้จะทำมาจากธัญญาพืชนานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวบาร์เล่ย์มอล์ต ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง มักจะนำข้าวไปบดให้ละเอียดแล้วนึ่ง หมักด้วยเชื้อยีสต์ เมื่อส่าได้ที่ก็ทำการกลั่นด้วยเครื่องระบบต่อเนื่อง (Pantent Stills) แต่ถ้าเป็นมอล์ทวิสกี้ก็ต้องกลั่นด้วยเครื่องกลั่นแบบกลั่นทับ (Pot Stills) อเมริกันวิสกี้จะนิยมกลั่นด้วยเครื่องกลั่นระบบต่อเนื่อง กลั่นจนได้ดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 95% จากนั้นก็ไปลดดีกรีแอลกอฮอล์ด้วยการผสมน้ำกลั่นบริสุทธิ์เข้าไป กลั่นให้เหลือดีกรีแอ,กอออลืประมาณ 40-50% แล้วเก็บบ่มในถังไม้โอ๊กนานกี่ปี ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเหล้าวิสกี้นั้นๆ เมื่อเก็บหมักบ่มจนได้ที่แล้ว จีงนำออกมาผสมปรุงแต่งรส และบรรจุขวดขายต่อไป

เหล้าวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา นิยมเรียกว่า เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whiskey) ซึ่งคำว่าเบอร์เบิ้น เป็นชื่อเมืองในรัฐเคนตั๊กกี้ที่ผลิตเหล้าวิสกี้นี้เป็นครั้งแรกในประเทศอเมริกา โดยใช้พวกเมล็ดข้าวโพด (Corn) , ข้าวเมซ (Maize) , ข้าวสาลี (Wheat) , และข้าวไรย์ (Rye)  เป็นวัตถุดิบส่วนมาก ใช้การกลั่นแบบ The Patent Still Process เช่นเดียวกับการผลิตเกรนวิสกี้ของประเทศสก็อตแลนด์ ส่วนเบลนวิสกี้ (Blended Whisky) ของประเทศอเมริกานี้จะมีความแตกต่างจากเบลนวิสกี้ของประเทศอื่นตรงที่อัตราส่วนผสมจะไม่เท่ากัน กล่าวคือ ถ้าเป็นเบลนวิสกี้ของอเมริกาจะใช้อัตราส่วนผสมของสเตรทวิสกี้ (Straight Whisky) ไม้น้อยกว่า 51% กับวิสกี้อื่นๆ อีก 49% ในปัจจุบันนี้ประเทศอเมริกามีการผลิตวิสกี้เป็นจำนวนมากพอสมควร และวิสกี้ที่ผลิตทั้งหมดจะเป็นเบลนวิสกี้เกือบครึ่งหนึ่ง สำหรับวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศอเมริกานั้นมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ถ้าเราจะแบ่งชนิดของวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศอเมริกาโดยใช้ชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตวิสกี้เป็นหลัก

ประเภทของเหล้าอเมริกันวิสกี้ (จัดแบ่งโดยกฏหมายสรรพสามิตของสหรัฐ) แบ่งออกเป็น

เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whiskey หรือ Kentucky Whiskey) เป็นวิสกี้ที่ผลิตในมลรัฐเคนตักกี้ มีดีกรีแอลกอออล์ไม่เกิน 80% และมีส่วนผสมของข้าวโพดอย่างน้อย 51% มีการเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานกว่า 4 ปี ถังไม้โอ๊กที่ใช้เก็บหมักบ่มจะเป็นถังไม้ที่ถูกย่างไฟแล้ว (New Charred Oak) ด้วยถ่านหินชนิดพิเศษ เมื่อนำมาเก็บหมักบ่มได้ที่แล้ว ก็จะนำเหล้ามาปรุงแต่งรสด้วยเครื่องเทศหอม และหัวเชื้อต่าง ๆ แล้วจึงบรรจุขวดขาย เหล้าวิสกี้เบอร์เบิ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่
เบลนเดด สเตรซท์ เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Blended Straight Bourbon Whiskey) เป็นเบอร์เบิ้นวิสกี้ชนิดที่เก็บหมักบ่มจนได้ที่แล้ว ระหว่างปรุงแต่ง (Blending) โดยใช้สเตรซท์วิสกี้อย่างน้อย 20% ผสมด้วยเหล้าวิสกี้อย่างอื่น หรือหัวเชื้อวิสกี้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เหล้าเบอร์เบิ้นวิสกี้เข้าไปด้วย โดยปรุงแต่งรสออกมาให้มีรสค่อนข้างออกหวานนิดๆ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่า 80 Proof (40%)

สเตรซท์ เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Straight Bourbon Whiskey)
เป็นเบอร์เบิ้นวิสกี้ที่กลั่นมาจากการหมักของแมช , เกรน (Mash Grain) แล้วเก็บหมักบ่มจนได้ที่ ระหว่างการเบรนดิ้ง หรือระหว่างการปรุงแต่งรส จะปรุงแต่งรสออกมาให้มีรสหวาน เป็นเหล้าวิสกี้ที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศหอมมากกว่าประเภทแรก และมีรสจัด แรงกว่าประเภทแรกด้วยเช่นเดียวกัน กลั่นช่วงแรกจะมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 160 Proof (80%) กล่าวคือมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 80 Proof (40%) ถึง 110 Proof (55%)

คอร์นวิสกี้ (Corn Whiskey) หรือวิสกี้ข้าวโพดจะแตกต่างจากเบอร์เบิ้นวิสกี้ โดยสิ้นเชิง เพราะเหล้าเบอร์เบิ้นวสกี้ใช้ข้าวโพด เป็นวัตถุดิบหลักถึง 51% แต่คอร์นวิสกี้จะใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักไม่ต่ำกว่า 80% และเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กที่ไม่ได้เอาไฟเผา หรืออาจจะไม่เก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กเลยก็ได้ ซึ่งใกล้เคียงกับเหล้าวิสกี้ดิบในสมัยบุกเบิกชนชาติอเมริกัน และยังเป็นเหล้าวิสกี้ที่ปราศจากสีด้วย

ไรน์วิสกี้ (Rye Whiskey) เป็นวิสกี้ที่ใช้ข้าวไรน์เป็นวัตถุดิบหลัก 51% กลั่นด้วยเครื่องกลั่นแบบต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ไรน์วิสกี้ (Rye Whiskey) และสเตรซท์ ไรน์วิสกี้ (Straight Rye Whiskey) ความแตกต่างก็เช่นเดียวกับเหล้าเบอร์เบิ้นวิสกี้ คืออยู่ในช่วงระหว่างปรุงแต่งรสชาติของเหล้าเพื่อนบรรจุขวดนำไปขาย จะมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 160 Proof (80%)

เทนเนสซี่วิสกี้ (Tennesse Whiskey) เป็นวิสกี้ที่ผลิตในมลรัฐเทนเนสซี่ ประเทศอเมริกา เช่น Jack’s Daniel จะกลั่นแล้วกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ลเผาไฟก่อน แล้วจึงนำไปเก็บหมักบ่มในถังเพื่อลดความกระด้าง และช่วยเพิ่มสี กลิ่น รสให้กลมกล่อมขึ้น

วีควิสกี้ (Wheat Whiskey) เป็นวิสกี้ที่กลั่นมาจากการหมักของแมชเกรน จะใช้เมล็ดข้าวสาลีไม่น้อยกว่า 51%

มอล์ตวิสกี้ (Malt Whiskey) เป็นวิสกี้ที่กลั่นมาจากการหมักของแมชเกรน จะใช้เมล็ดข้าวบาร์เลย์ไม่น้อยกว่า 51%

เหล้าอเมริกันวิสกี้ (American Whisky)    ที่นิยมและมีจำหน่ายในบ้านเรา ได้แก่ จิมบีม (Jim Beam) ,  แจ๊ค แดเนียล (Jack Daniel's) , โฟ โรสเซส (Four Roses) , โอล ฟอเรสเตอร์ (Old Forester) , เออลี่ ไทม์ (Early Times) , ซีแครม เซเว่น คราวน์ (Seagram's 7 Crown) , โอล แกรนด์ แด็ด (Old Grand Dad) , ฮันเดอร์ (Hunter) , โอลด์คราว (Old Crow) , แอนติค (Antique) , โอล ซาเตอร์ (Old Charter) , เคสเลอร์ (Kessler) , เฮนรี่ เมคเคนนา (Henry McKenna) , ซีแกรม เบนมาค (Seagram's Benchmark)

วิสกี้ที่มาจากประเทศแคนนาดา Canadian Whisky (เหล้าควาร์ รอยัล , เหล้าแคนาเดี้ยนคลับ) ใช้ข้าวโพดผลิตคล้ายกับของประเทศอเมริกา แต่จะผสมด้วยเมล็ดข้าวไรย์ (Rye) , ข้าวสาลี (Wheat)  และข้าวบาร์เลย์ (Barley) เป็นวัตถุดิบที่ใช้หมักผสมกันโดยอัตราส่วนตามแต่ผู้ผลิต แต่แคนาเดี้ยนวิสกี้ที่ผลิตกันส่วนใหญ่จะใช้เมล็ดข้าวไรน์ในการผลิตมากสุด จึงทำให้วิสกี้ชนิดนี้ถูกเรียกว่า ไรน์วิสกี้ (Rye Whisky) ชนิดหนึ่งด้วย สำหรับขบวนการและวิธีการผลิตของวิสกี้ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะคล้ายกับวิสกี้ที่ผลิตจากประเทศอเมริกา แต่จะแตกต่างกันเฉพาะระยะเวลาที่ใช้ในการหมักบ่ม (Maturing)  ส่วนมากมักหมักบ่มไว้อย่างน้อย 6 ปี หรือมากกว่าก่อนที่จะบรรจุขวดออกจำหน่าย มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 86-90 Proof (43-45%)

เหล้าแคนาเดี้ยนวิสกี้     ที่นิยมและมีวางจำหน่ายในบ้านเรา ได้แก่ แคนาเดี้ยน คลับ (Canadian Club) , ซีแกรม วี โอ (Seagram's V.O.) , แคนาเดี้ยน มิสต์ (Canadiam Mist) , วินเซอร์ แคนาเดี้ยน (winsor Canadian) 

วิสกี้ที่มาจากประเทศไอซ์แลนด์ Irish Whiskey (เหล้าจอห์น เจมสัน) ใช้ข้าวบาร์เลย์เหมือนกับประเทศสก็อตแลนด์ แต่ไม่ทำเป็นมอลต์ และกลั่นถึง 3 ครั้ง ในขณะที่เหล้าสก็อตวิสกี้ส่วนใหญ่กลั่นเพียง 2 ครั้ง แต่ไอริชวิสกี้ด์ (Irish Whiskey)  บ้างก็ว่าผลิตมาจากมันฝรั่ง (Potatoes) เนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศไอซ์แลนด์จะนิยมกินมันฝรั่งเป็นอาหารหลัก แต่ตในความเป็นจริงแล้ว เหล้าไอริชวิสกี้ ไม่ได้ใช้มันฝรั่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่จะใช้พวกเมล็ดข้าว (Grain) เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหมือนกับวิสกี้ที่ผลิตในประเทศอื่นเช่นกัน คล้ายกับสก็อตวิสกี้  โดยจะใช้เมล็ดข้าวบาร์เลย์ , ข้าวโพด , ข้าวไรย์ และเมล็ดข้าวอื่นๆ ในการหมัก (Fermentation) และกลั่นแบบบ The Patent Still Process แล้วหมักบ่ม (Maturing) ไว้อย่างน้อย 7 ปี หรือมากกว่า ก่อรที่จะบรรจุขวดออกวางจำหน่าย ทำให้เหล้าไอริชวิสกี้มีรสชาตินุ่มนวล กลมกล่อม และแรงพอมคว

เหล้าไอริชวิสกี้    ที่นิยมและมีวางจำหน่ายในบ้านเรา ได้แก่ จอห์น เจมสัน (John Jameson) , จอห์น เพาเวอร์ (John Power)

และยังมีวิสกี้ที่มาจากประเทศอื่นๆ อีกมากมายด้วย เช่น

วิสกี้จากประเทศญี่ปุ่น Japanese Whisky ( เหล้าสาเก : Sake , เหล้าโชชุ  : Shochu) หมักจากข้าวเหนียวญี่ปุ่น รสชาติคล้ายกับเหล้า Sherry ของโปรตุเกส ถ้าเป็นพวกสาเก จะมีดีกรี 16-17% หรือถ้าเป็นพวกโชชุ จะมีลักษณะคล้ายกับเหล้าวอสก้า แต่ถ้าเป็นวิสกี้ที่กลั่นออกมาจะมีดีกรี 40% จุดเริ่มต้นเกิดจากความหลงไหล และชื่นชอบในกรรมวิธีการผลิตเหล้าวิสกี้ของสก็อตแลนด์ของคนผู้หนึ่ง นามว่า นายมัสเทกะ ทาเกซุรุ (Masataka Taketsuru) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1894 ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1918 นายคนนี้ได้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Glasgow ในสก็อตแลนด์ เรียนด้านเคมี และการกลั่นเหล้าตามแบบฉบับสก็อตวิสกี้ ภายได้หลังได้แต่งงานกับสาวชาวสก็อตนามว่า เจสซี่ ริต้า (Jessie Rita) จนถึงปี ค.ศ. 1921 เค้าได้กลับมาบ้านเกิด ที่ญี่ปุ่น มีความคิดอยากจะลองผลิตเหล้าวิสกี้บ้าง จึงได้ไปร่วมกับนายชินจิโร โตริอิ (Shinjiro Torii) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1878 กลั่นเหล้าวิสกี้ขึ้นที่ห้องกลั่นเหล้าเล็อกๆ ที่ ยามาซากิ (Yamazaki) อยู่ในกับเมืองเกียวโต จากจุดนี้ได้ถือกำเนิดมาเป็นเหล้า Japanese Whisky  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923  เกิดโรงกลั่นเหล้าขึ้นที่ยามาซากิ และในปี ค.ศ. 1934 เกิดโรงกลั่นเหล้าที่เกาะฮอกไกโด (Hokkaido) อยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ที่เมือง Yoichi ในนามบริษัท Nikka Company (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Suntory & Nikka Company) จนถึงปี ค.ศ. 1950 เหล้าเจเปนิส วิสกี้ (Japanese Whisky) ได้เป็นที่รู้มากถึง ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงได้แก่ Nikka , Yoichi , Sunraku Ocean , Suntory และ Kirin Seagram ต่อมาในปี ค.ศ. 1969 เกิดโรงกลั่นที่เมืองเซนได (Sendai) อยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู ในภูมิภาคโทโฮขุ ในนาม Miyagikyo
การผลิตเหล้าเจเปนิสวิสกี้  จะคล้ายกับการผลิตเหล้าสก็อตวิสกี้ ที่มีทั้งแบบ Malt , Grain และ Blend โดยใช้ข้าวที่ปลุกขึ้นที่ญี่ปุ่น ผสมกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ถ้าเป็น Malt Whisky จะกลั่นแบบ Pot Stills หรือแบบ Grain Whisky กลั่นแบบ Column Stills และเมื่อนำมาผสมรวมกันจะได้เป็น Japanese Whisky  
 
เหล้าเจเปนิสวิสกี้     ที่นิยมและมีวางจำหน่าย ได้แก่ Fuji Gotemba 15 , 18  ปี ดีกรี 43% , Gimko Vatted Malt , Hakushu 10 , 12 , 18 ปี  ดีกรี 43% , Hibiki 17 ปี ดีกรี 43% และดีกรี 50.5% หรือรุ่น 30 ปี ดีกรี 43% , Hokuto Suntory Pure Malt 12 ปี ดีกรี 40% , Ichiro Single Cask Card Series  รุ่นปี 1990 ดีกรี 54% และรุ่นปี 1988 ดีกรี 56% หรือรุ่น Malt Ace of Spades 1985 ดีกรี 55% , Suntory Pure Malt 15 ปี , Yamazaki Vintage Series  10 , 12 , 18 ปี ดีกรี 43% , Yoichi 10 ปี , Nikka Black Pure Malt  ดีกรี 43% , Karuizawa 15 , 17 ปี Single Cask  ดีกรี 40% และรุ่น Vintage 1988 ดีกรี 59.8% , Miyagikyo 10 , 12 , 15 ปี ดีกรี 45% , Sunraku Ocean , Kirin Seagram , Hanyu Single Cask 1988 ดีกรี 55.6% , Fujisanroku Single Malt 18 ปี ดีกรี 43% , Golden Horse 8 ปี ดีกรี 40%  , Taketsuru Pure Malt 17 , 21 ปี ดีกรี 43%
 
วิสกี้จากประเทศเกาหลี Korea Whisky (เหล้าโซจู) 
 
วิสกี้จากประเทศจีน Chiness Whisky (เหล้าเหมาไถ , เหล้าอู่เหลียงเย่ , เหล้าสุยจิ่งฟัง และเหล้าเจี้ยนหนานชุน ) เหล้าที่ผลิตกันในประเทศจีน ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวสาลี ดื่มกินกันมานับพันปีแล้ว สีขาวถึงเหลืองอมน้ำตาลไหม้ รสแรง ในช่วงฤดูหนาว มักจะนำเหล้าไปต้มหรืออุ่นให้ร้อนก่อน แล้วค่อยดื่ม คล้ายๆ กับเหล้าร้อน (ไม่ใช่เร้าร้อน) ในสมัยโบราณมักจะต้มแล้วหมักเหล้าไว้ในไหดินเผากันปิดด้วยผ้าแดง เพื่อในรสละมุน กลมกล่อม ร้อนแรงขึ้น  เหล้าวิสกี้ของจีนตัวที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ตัวหนึ่งก็คือ

เหล้าเหมาไถ (Maotai) ชาวจีนนิยมผลิตและดื่มกันมานานนับพันปีแล้ว  ณ ตำบลเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ในยุคแรกๆ ที่เริ่มผลิต จะใช้ข้าวผสมกับผลไม้ (Ju Jiang) และน้ำสะอาดบริสุทธิ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติในตำบลนี้ จะเรียกเหล้านี้ว่า เหล้าจูเจียง รสออกหวานนิดๆ เหล้านี้เป็นที่รู้จักนับตั้งแต่ฮ่องเต้ฮั่นวู่ตี้ แห่งราชวงศ์ฮั่น ช่วงปี ค.ศ. 135  ติดอกติดใจดื่ม ว่ากันว่า รสเหล้าหวาน กลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง ต่อมาในสมัยฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง ได้เปลี่ยนชื่อเหล้าจูเจียง  เป็นชื่อ เหล้าเหมาไถเช่าชุน (Maotai Shao Chun) ปัจจุบันจัดเป็นเหล้าวิสกี้ขาวของจีน ที่ผลิตจากข้าวสาลี และข้าวฟ่าง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-53 % เหล้าเหมาไถ เป็นเหล้าจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ใช้ดื่มเพื่อรับแขกบ้านแขกเมืองเสมอมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1915 ที่รัฐบาลจีนนำมาโชว์ และจัดเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานปานามา-แปซิฟิก เอ็กซ์โปร (Panama-Pacific International Fair) ในงานนี้เหล้าเหมาไถก็ได้รับรางวัลเหรียญทองด้วย และอีกครั้งหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญคือ ในปี ค.ศ. 1949 ที่อดีตผู้นำโจวเอินไหล นำเหล้านี้มาจัดเลี้ยงในงานเปิดประเทศ เป็นที่ติดอกติดใจของบรรดาผู้ประเทศอื่นๆ ที่มาร่วมงานกันอย่างมาก ต่อมาในปี ค.ศ. 1993 มีการจัดตั้งบริษัทกุ้ยโจว เหมาไถ ชิว (Guizhou Mautai Chiew) และปัจจุบันก่อตั้งเป็นกลุ่มบริษัทเหมาไถ (Mouti Corporation) จากการรวมตัวกัน 8 องค์กรด้วยกัน ได้แก่ Moutai Distillery Company Ltd., Moutai Technology Development Company and the Research Development of Quinghua University in Shenzhen และรับรองโดยผู้ว่าการมณฑลกุ้ยโจว และมีวางจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งเหล้าเหมาไถของแท้ๆ ที่ดีจะผลิตที่ตำบลเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ในประเทศจีน จะเป็นของแท้แน่นอน แต่หาซื้อยากหน่อย เพราะมีของปลอมผลิตออกมาขายกันเยอะมาก เวลาซื้อต้องระวังหน่อยครับ (โรงกลั่นที่ผลิตเหล้าเหมาไถนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลเหมาไถ ในมณฑลกุ้ยโจว ห่างจากเมืองกุ้ยหยางประมาณ 230 กิโลเมตร โรงกลั่นจะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงตระหง่าน ซึ่งจะดึงน้ำจาก...แม่น้ำสระมังกร (แม่น้ำชิชุ่ย : Chisshui) ที่ไหลผ่านโตรกผาที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงกลั่นมาใช้ในการผลิตเหล้าเหมาไถ)

ารผลิตเหล้าเหมาไถ ใช้ข้าวฟ่างจีนที่มีคุณภาพดีเยี่ยมมาหมักผสมกับเชื้อยีสต์ชนิดพิเศษ และน้ำแร่ที่มีเฉพาะในหมู่บ้านเหมาไถแห่งนี้ โดยใช้กระบวนการผลิตอันพิถีพิถันทุกขั้นตอน และกลั่นถึง 8 ครั้ง ใช้เวลานานราว 8 เดือน แล้วจึงนำไปเก็บหมักบ่มไว้นานถึง 3 ปี ก็จะได้เป็นเหล้าเหมาไถ "Maotai" ที่มีเลิศรส สีขาวใสบริสุทธิ์เหมือนดังน้ำ รสเหล้าแรงแต่ไม่บาดคอ ดื่มแล้วเช้าตื่นมาไม่มีอาการปวดหัว (Hang)  นิยมดื่มแบบชนจอกกันหมดแก้ว ชาวจีนเรียกว่า “กันเปย” และจะต้องชนจอกกันรอบวงเลย ประมาณเดียวกันกับคนไทย “กินแล้วคว่ำจอก” มักจะดื่มกินคู่กับเต้าหู้ย่างหั่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมพอดีคำแบบกุ้ยหยาง ที่ย่างมาร้อนๆ โดยใช้ตะเกียบคีบเต้าหู้ย่างจิ้มกับน้ำจิ้มพริกป่นผสมงาขาว ยิ่งทำให้รสเหล้าอร่อยมากยิ่งขึ้น แถมยังดื่มเพื่อแก้หนาวได้ด้วย เหล้าเหมาไถแบ่งออกเป็น 3 เกรดด้วยกัน ได้แก่ เหมาไถ 35 ดีกรี , เหมาไถ 43 ดีกรี และเหมาไถ 53 ดีกรี   

วิสกี้จากประเทศไทย Thai Whisky (เหล้าแม่โขง ซึ่งชาวต่างชาติจะรู้จัก และคิดว่า "แม่โขง" เป็นไทยวิสกี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว จัดเป็นเหล้ารัม เพราะทำมาจากกากอ้อย 95% ผสมกับข้าว 5%)  
 
 
  •  Liqueur

เหล้าหวาน เป็นเหล้าที่ใช้ผสมในค็อกเทล เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันให้กับค็อกเทล เนื่องจากเหล้าหวานมีมากมายหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะใช้ผลไม้ สมุนไพร หรือพืชอื่นใดมาเป็นส่วนผสมที่ใช้ทำเหล้า รสชาติออกรสหวาน มีกลิ่น รสตามวัตถุดิบที่ใช้นำมาทำเหล้าหวานนั่นๆ มีดีกรีตั้งแต่ 15-60%

คำว่า Liqueur และ Cordial มีความหมายคล้ายกัน ส่วนใหญ่คำว่า Liqueur มักจะหมายถึงเหล้าหวานของประเทศแถบยุโรป ส่วน Cordial หมายถึงเหล้าหวานของประเทศสหรัฐอเมริกา คำว่า "Cor" หมายถึง Heart

ตามความเข้าใจ เหล้าหวานได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเป็นที่แรก แต่จริงๆ แล้วเหล้าหวาน นั้นเกิดขึ้นมาก่อนที่ฝรั่งเศสจะพัฒนาการผลิตมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยหลวงพ่อวิลาโน ชาวสเปน เป็นผู้ที่คิดค้นการทำเหล้ายาดองเพื่อรักษาโรค และพัฒนาต่อมาจนกลายมาเป็น ‘ลิเคียวร์’ หรือเหล้าหวานนั่นเอง ซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 15 ชาวอิตาเลี่ยนได้รับยกย่องให้เป็นชนชาติที่ผลิตเหล้าหวานได้ดี และผลิตได้มากที่สุดในยุโรป จนกระทั่ง มิส แคเธอรีน เดอ เมดิซี ชาวฝรั่งเศส ได้แอบขโมย นำเอากรรมวิธีการผลิตเหล้าหวาน ไปผลิตที่เมืองมองเพนเลีย ในประเทศฝรั่งเศสดูบ้าง และผลิตออกมาได้ดีมาก จนกลายเป็นว่า ประเทศฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกที่ผลิตเหล้าหวานที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของโลก (ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ชาวอิตาเลี่ยน ยังคงเจ็บใจกันมาจนถึงทุกวันนี้เลย) และประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกเรื่องราวของเหล้าหวาน (ลิเคียวร์) ไว้อีกว่า ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ช่วงปี ค.ศ.1638-1715) ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ที่หลงใหลในรสของเหล้าหวานเป็นอย่างมาก ถึงขนาดในห้องบรรทมจะต้องมีเหล้าหวานติดห้องไว้ไม่ขาดสาย ในปี ค.ศ. 1920 ในยุโรปนิยมดื่มเหล้าหวานกันมากหลังทานอาหารมื้อค่ำ เพราะช่วยย่อยอาหารได้ดี แยงช่วยบำรุงร่างกายด้วย ทำให้คุณผู้หญิงในยุคนั้น นิยมดื่มเหล้าหวานกันมาก หลังจากนั้นเหล้าหวานก็เข้าไปเผยแพร่นิยมดื่มแบบผสมค็อกเทลในกัน ในอเมริกา

               

การผลิตเหล้าหวาน (ลิเคียวร์ : Liqueur) ส่วนใหญ่นิยมนำเอาแอลกอฮอล์ที่ต้มกลั่นสำเร็จแล้วมาปรุงแต่งรสเพิ่มเติมอีกที โดยเติมความหวานเข้าไป ผสมกับสมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ นานา , ผลไม้ , เมล็ดผลไม้ , ดอกไม้ ,รากไม้รากยา พืชพันธุ์ต่างๆ เช่น เมล็ดดอกคาราเวย์ (Caraway Seed) , น้ำมันจากผิวส้ม (Oil of Orange) , น้ำมันจากผิวมะนาว (Oil of Lemon) , เมล็ดผักชีที่มีกลิ่นหอม (Coriander) เพื่อแต่งเติมรสชาติ กลิ่น และสี ให้ได้เหล้าหวานที่แตกต่างหลากหลาย เหล้าหวานส่วนใหญ่นิยมเสิร์ฟหลังอาหาร ดื่มกินเพื่อช่วยย่อยอาหาร หรือใช้เป็นส่วนผสมที่สำคัญในการผสมเครื่องดื่มค็อกเทล

การปรุงแต่งรสชาติเหล้าหวาน มักเติมน้ำเชื่อม (Sugar Syrup) ประมาณ 2.5%vol. (โดยปริมาตร) และยังแต่งกลิ่น สี ด้วยกรรมวิธีที่แบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ

  • โดยการแช่ (Infusion) มักใช้เหล้าบรั่นดี ที่เรียกว่า  Neutral Spirit  เป็นเหล้ากลั่นบริสุทธิ์ที่มีลักษณะเป็นกลาง เทใส่ลงในถัง แล้วใส่ พืชผลไม้สด หรือแห้งลงไปแช่นานอย่างน้อยประมาณ 1 ปี จากนั้นจึงกรองเอาน้ำออก แล้วนำพืชผลไม้ดังกล่าวนั้นไปกลั่นต่อ ซึ่งน้ำที่ได้จากการกลั่นพืชผลไม้จะนำกลับมาผสมกับน้ำที่แยกเก็บไว้ เพื่อปรุงแต่งรสด้วยน้ำเชื่อมอีกครั้งหนึ่ง แล้วเก็บหมักบ่มต่อนานอย่างน้อยอีก 6 เดือน จนถึง 1 ปี และพืชผลไม้ ที่นิยมกันนำมาแช่ เช่น แอพริคอท ,  เชอรี่ , พีช , แอปเปิ้ล แครนเบอรี่ , แบล็คเบอร์รี่ เป็นต้น 
  • โดยการต้ม (Percolation) คล้ายกับวิธีการชงกาแฟ โดยการต้ม คือ นำเอาพืชผลไม้หอมที่ต้องการ ผสมกับเหล้าบรั่นดี หรือ Neutral Spirit แล้วต้มกลั่นเหล้าออกมาตามต้องการ จากนั้นจึงเติมความหวาน แล้วแต่งสีเพิ่มตามสีธรรมชาติของพืชผลไม้ที่ใช้ เสร็จแล้วอาจจะบรรจุขวดเลยก็ได้ หรือเก็บเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊คต่อก็ได้
  • โดยการกลั่น (Distillation) เหมือนกับวิธีการทำเหล้าจินหรือเหล้ายิน (Gin) คือ นำเอาพืชผลไม้หอมที่ต้องการ แช่ในเหล้าบรั่นดีทิ้งค้างคืนไว้ แล้วจึงนำไปกลั่นต่อ จนได้เหล้าที่ไม่มีสี แต่มีกลิ่นหอมของพืชผลไม้ตามที่ต้องการ จากนั้นค่อยนำไปเติมความหวานเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 2.5% ตามปริมาตร เพื่อให้ได้ความหวานตามต้องการ แล้วแต่งสีเพิ่มตามสีธรรมชาติของพืชผลไม้ที่ใช้ อาจจะเก็บหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊คเพื่อให้ได้รสเหล้าหวานที่กลมกล่อม นุ่มนวลขึ้น

การแบ่งแยกประเภทของเหล้าหวานตามปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ได้แก่

  • Liqueur Extra-Fine มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-45%
  • Liqueur Fine มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 25-35%

  • Liqueur Courantre มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์น้อยกว่า 25% มักเป็นเหล้า Creme De ....

ประเภทของเหล้าหวาน เหล้าหวานจัดว่าเป็นเหล้าสปิริตที่ผสมผลไม้ รากไม้รากยา เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ โดยการแต่งเติมสีสัน และกลิ่นเพิ่มลงไป ทำให้เหล้ากลุ่มนี้ มีความหลากหลายมากมาย หลายรส หลายสี หลายกลิ่น มีมากกว่า 1,000 ชนิดทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วัตถุดิบที่นำมาผลิต แต่งเติมแอลกอฮอล์ (Alcohol) , ความหวาน (Sweetening) , สีสัน (Coloring) และกลิ่น (Aromatic) แตกต่างกันไป เหล้าหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม คือ

  1. Herbal , Spice , Bitter Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดี หรือเหล้าคอนยัค หรือเหล้าวิสกี้ผสมกับสมุนไพรเครื่องเทศ รากไม้รากยา ทำให้มีรสออกหวานปนขม รสเข้มข้นกลิ่นหอมฉุน เช่น Benedictine , Chartreuse , Kummel , Jagermeister เป็นต้น
  2. Fruit & Plant Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับพืช และผลไม้ต่างๆ แต่งเติมเพิ่มรสเข้าไป เช่น Cointreau , Mandarine Napoleon , Grand Manier , Midori , Malibu เป็นต้น
  3. Seed & Nut Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับถั่วพันธุ์ต่างๆ เมล็ดเครื่องเทศที่คล้ายยี่หร่า (Caraway Seed) รสออกหวาน หอมกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นถั่ว กลิ่นโกโก้ เช่น Sambuca , Amaretto , Frangolico เป็นต้น
  4. Whisky (Whiskey) Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าวิสกี้ผสมกับน้ำผึ้ง พืชผักผลไม้ สมุนไพรต่างๆ กลิ่นหอมหวาน รสนุ่มแรง เช่น Drambuie , Glayva , Southern Comfort , Wild Turkey , Irish Mist เป็นต้น
  5. Brandy Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับผลไม้ต่างๆ กลิ่นหอม รสหวาน เช่น Apricot Brandy , Cherry Brandy , Peach Brandy , Apple Brandy , Egg Brandy เป็นต้น
  6. Cream Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าวิสกี้ผสมกับครีมนม โกโก้ ช็อกโกแลต วานิลา กลิ่นหอม รสนุ่ม เช่น Bailey’s Irish Cream , Amarula Cream เป็นต้น
  7. Crème & Emulsion Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริต โดยเฉพาะเหล้ารัมผสมกับพืช สมุนไพร ผลไม้ต่างๆ มีการแต่งเติมเพิ่มรส สี กลิ่นเข้าไป แยกเป็น Crème Liqueurs รสชาดค่อนข้างหวานกว่าเหล้าพวก Schnapps และเหล้าหวานตัวอื่น ส่วนรสและกลิ่นจะเป็นไปตามผลไม้ หรือพืชที่ใช้ผลิต สีของเหล้าจะมีสีสันสวยงาม หลากสี เช่น Crème De Cacao , Crème De Banane , Crème De Café เป็นต้น ส่วนเหล้า Emulsion Liqueurs จะมีรสชาดที่โดดเด่นเฉพาะ เข้มข้น มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เช่น Advoccat , Kahlua , Tia Maria , Copa De Oro เป็นต้น

จำแนกเหล้าหวานตามองค์ประกอบ (Liqueurs Analysis) เหล้าหวานถือว่าเป็นเหล้าที่มีความหลากหลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาด สีสัน กลิ่นของเหล้าหวานเอง ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละชนิด ทำให้เป็นเหล้าที่ดูมีเสน่ห์น่าหลงไหล สีสันที่ดูดึงดูด กลิ่นที่หอมเย้ายวล รสหวานที่นุ่มละมุนชวนให้ดื่มกินได้ง่ายขึ้น และรสของผลไม้ พืชสมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ ที่นำมาผลิตเป็นเหล้าหวานที่มีหลากหลายทำให้สามารถแยกเหล้าหวานตามองค์ประกอบได้ดังนี้

Colour (สีสันของเหล้า) แบ่งแยกเหล้าหวานตามสี ได้แก่

  • White Colour เช่น White Crème De Cacao , White Crème de Menthe , Triple Sec , Malibu , White Sambuca , Cointreau , Kirschwasser , Goldwasser , Kummel , Maraschino , Lychee
  • Black or Dark Colour เช่น Kahlua , Black Sambuca , Tia Maria , Jagermeister , Unicum
  • Brown or Dark Colour เช่น Brown Crème De Cacao
  • Blue Colour เช่น Blue Curacao
  • Violet Colour เช่น Crème De Cassis , Parfait Amour , Crème De Mure
  • Yellow Colour เช่น Galliano , Crème De Banane , Yellow Chartreuse
  • Green Colour เช่น Green Chartreuse , Green Crème De Menthe , Pisang Ambon , Midori , Melon , Kiwi
  • Amber Colour เช่น Drambuie , Grand Marnier , Irish Mint , Glayva , Frangelico , Apricot Brandy , Van Der Hum , Amaretto
  • Orange Colour เช่น Licor 43 , Orange Curacao , Mandarine Napoleon
  • Red Colour เช่น Cherry Heering , Cherry Brandy , Crème De Fraises , Crème De Framboise , Strawberry
  • Cream & Milk Colour เช่น Bailey’s , Amarula , Mozart , Advocaat

Aroma (กลิ่นของเหล้า) แบ่งแยกเหล้าหวานตามกลิ่น ได้แก่

  • Fruit Aroma เช่น Cherry Brandy , Kiwi , Crème De Banane , Malibu , Lychee , Chambord
  • Zest or Peel Aroma เช่น Triple sec , Parfait Amour , Curacao
  • Nut Aroma เช่น Crème De Cacao , Amaretto , Frangelico , Apricot Brandy
  • Spice Aroma เช่น Kummel , Jagermeister , Anisette
  • Sweet Aroma เช่น Bailey’s , Toffee
  • Spirit Aroma แบ่งเป็น กลุ่มเหล้าบรั่นดี เช่น Grand Marnier , Benedictine และกลุ่มเหล้าวิสกี้ เช่น Drambuie , Southern Comfort
  • Flowers Aroma เช่น Crème De Violette , Crème De Rose , Galliano
  • Coffee Aroma เช่น Tia Maria , Kahlua

Taste (รสชาดของเหล้า) แบ่งแยกเหล้าหวานตามรสชาด ได้แก่

  • Subtle รสเบาบาง ลุ่มลึก
  • Light รสอ่อน
  • Short Finish
  • Fresh รสสดใหม่
  • Burning รสเร่าร้อน จัดจ้าน
  • Big Flavour รสชาดเฉพะตัว
  • Syrupy รสแต่งด้วยน้ำเชื่อม
  • Long Finish
  • Sweet รสหวาน
  • Balanced รสกลมกล่อม
  • Smooth รสนุ่มนวล
  • Firm รสหนักแน่น

จะแนะนำให้รู้จักเฉพาะตัวที่ใช้บ่อยๆ ครับ ได้แก่

Abricotine (เหล้าแอปริคอทีน) ผลิตจากผลแอปริคอท Apricot กลิ่นคล้ายถั่ว สีเหล้าเป็นสีเหลืองชา

Advocaat (แอดโวแคส) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมไข่แดง , น้ำตาล และวานิลา ดีกรีค่อนข้างต่ำมาก ประมาณ 15% สีขาวขุ่นออกแดงส้มนิดๆ ผลิตที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เวลาดื่มนิยมผสมกับสไปรท์ในอัตราส่วน 1:4

Agentarium (อเจนเทอเรียม) ผลิตจากสมุนไพรต่างๆ กลิ่นหอม Herbs

Aguardiente (อากลันเดียเต้) ผลิตจากเครื่องเทศ ชะเอมเทศ Licorice

Amaretto (อะมาเร็ตโต้) กลิ่นรสอัลมอนด์ รสหวาน ต้นตำรับผลิตครั้งแรกที่ประเทศอิตาลี ผลิตจากผลแอปริคอท , อัลมอนด์ และวานิลา มีสีน้ำตาลอ่อนออกแดงอำพัน ดีกรี ประมาณ 24–29% ผลิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
Amarula (อามารูร่า) เป็นหวานครีมนม ของประเทศแอฟริกาใต้ ดีกรี ประมาณ 17%
 
Anisette (แอนิสเซ่) ผลิตจากชะเอม ยี่เหร่า เม็ดผักชี รสหวาน จากประเทศฝรั่งเศส 
 
Apricot Brandy (แอปริคอตบรั่นดี) สีส้มปนเหลือง กลิ่นหอม ผลิตจากลูกแอปริคอต ผสมด้วยเหล้าบรั่นดี ดีกรี ประมาณ 24–35% ผลิตที่ประเทศฮอลแลนด์
   
Atholl Brose (แอลทอล บรอส) ผลิตจากมอลต์วิสกี้ , น้ำผึ้ง , ครีม , สมุนไพร และข้าวโอ๊ตบดแบบหยาบๆ (Oatmeal) ดีกรี ประมาณ 35% ผลิตที่ประเทศสก็อตแลนด์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1475
 
Aurum (อูรัม) ผลิตจากส้ม และสมุนไพรต่างๆ

Averna Liqueur (อเวอร์น่า ลิเคียร์) เป็นเหล้าหวานสมุนไพรผสมเหล้าบิตเตอร์ของประเทศอิตาลี

Baileys Irish Cream (เบย์ลี่ย์ ไอริส ครีม)  เป็นเหล้าวิสกี้ผสมครีมนม ผลิตจากเมล็ดโกโก้ มีรสหวานหอมกลิ่นโกโก้ มีสีนมครีมโกโก้ มีดีกรี ประมาณ 17% ผลิตที่ประเทศไอซ์แลนด์ ไม่นิยมนำไปผสมกับเครื่องดื่มที่มีแก๊ส และน้ำผลไม้ 
 
Barack (บาลักค์) ผลิตจากผลแอปริคอท น้ำออกสีแดงดำ จากประเทศฮังการี

Barombeergeist (บารอมเบียกริส) ผลิตจากผลแบล็คเบอรี่ (Wild blackberry)

Benedictine D.O.M. (เบนเนดิกทีน ดี.โอ.เอ็ม) เป็นหวานสมุนไพร กลั่นจาก Commiphora Myrrh , Balm , hysoop , อบเชย , พืชที่คล้ายกับว่านหางจระเข้ ต้นยาดำ รสขม และแอปริคอต สีเหลืองส้มทอง รสหอมหวาน หอมกลิ่นสมุนไพร ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตจากเครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ถึง 27 ชนิด ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1510 ในประเทศฝรั่งเศส โดยบาทหลวงชื่อ Dom Bernardo Vincelli  

Beirao Liqueur (เบียโล ลิเคียร์) เป็นเหล้าหวานผสมสมุนไพร ของประเทศโปรตุเกส  

Chambord (แชมโบว์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นจากผลราสเบอรี่ , เครื่องเทศ , สมุนไพร  และน้ำผึ้งจากต้นยางอคาเซีย (Acacia Honey) ผสมกับเหล้าบรั่นดีคอนยัค รสหวานหอม น้ำสีดำ ดีกรี ประมาณ 16.50-24% ของประเทศฝรั่งเศส
 
Chartreuse (ชาร์สตรูเช่) เป็นเหล้าหวานสมุนไพร คิดค้นโดยนักบวช Carthusian  บริเวณเทือกเขาเอลในฝรั่งเศส กลั่นจากไม้หอม (Angelica) , รากยา , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า , ยี่เหร่า (Fennel) , Licorice และสมุนไพรต่างๆ อีกว่า 130 ชนิด ผสมกับเหล้าบรั่นดี เป็นเหล้าหวานที่มีกลิ่นหอม และมีดีกรีที่สูงมาก ประมาณ 40-55% มี 2 สี คือสีเขียว Green รสชาติหวานธรรมชาติ ดีกรี ประมาณ 55% และสีเหลือง Yellow ผลิตในปี ค.ศ. 1838 ผสมน้ำผึ้ง และเลมอนเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้มีรสออกหวาน ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตที่ประเทศฝรั่งเศส
 
Cherry Brandy (เชอรี่ บรั่นดี) มีสีแดงอมชมพู รสหอมหวาน กลิ่นเชอรี่ ดีกรี ประมาณ 24-30% ใช้เหล้ากลุ่มสปิริตทำ
 
Cherry Heering (Peter Heering : เชอรี่เฮียริ่ง) มีสีแดงเข้ม รสหอมหวาน หอมกลิ่นเชอรี่ รสนุ่มนวลมากกว่า Cherry Brandy มาก เนื่องจากใช้เชอรี่ดำผสมเครื่องเทศผลิตอย่างพิถีพิถัน ดีกรี ประมาณ 24.5% ผลิตในประเทศเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818
 
Coconut Liqueur (โคโค้นัท ลิเคียร์) ผลิตจากมะพร้าวผสมด้วยเหล้ารัมสีขาว หอมกลิ่นมะพร้าว รสหวาน สีขาวใสออกขุ่นๆ นิดๆ
 
Coebergh Berry Genever (ครอบเบิร์ก เบอร์รี่ เจนนีเวอร์) กลั่นจากผลเบอรี่ป่า ของชาวดัชช์ ประเทศโปรแลนด์

Cointreau (ครองต์โทร์) เป็นเหล้าที่ผลิตจากเปลือกผิวส้ม รสหวานหอมซ่าออกเปรี้ยว หอมกลิ่นผิวส้ม มีสีขาวใส ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1849

Cream Liqueur (ครีม ลิเคียร์) เป็นเหล้าครีมนม ผสมกับเหล้าวิสกี้ เรียกว่า วิสกี้ครีม น้ำสีโกโก้ขาวครีมนม กลิ่นหอม ดีกรี ประมาณ 15-20% ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1974 เช่น Drambuie Cream , Sheridans , Amarula Cream

Creme De Noyaux (Almond : กรีม เดอ โนยัค) กลั่นจากอัลมอนด์ และมีปริมาณน้ำตาล 100 กรัมต่อ 1 ขวด รสหวาน หอมกลิ่นอัลมอนด์ Almond ดีกรี ประมาณ 15%

Creme De Amandes (กรีม เดอ อะมาแด๊ก) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมผลอัลมอนด์ 

Creme De Ananas (กรีม เดอ อะนาแน๊ก) ผลิตจากเหล้ารัมผสมสับปะรด และน้ำตาลอ้อย (Sugarcane)  รสหอมหวานน้ำตาลอ้อย หอมกลิ่นผลไม้สับปะรด

Creme De Banane (กรีม เดอ บานาเน่) กลิ่นรสกล้วยหอม มีสีเหลืองสดใส รสหอมหวาน ดีกรี ประมาณ 25-30%

Creme De Cacao (กรีม เดอ คาคลาว) เหล้าหวานทำจากโกโก้ และวานิลา มี 2 สี คือสีน้ำตาลเข้ม Brown (Dark) และสีขาวใส White (Clear) รสหอมหวาน กลิ่นโกโก้ และวานิลา ดีกรี ประมาณ 24% 

Creme De Cafe (กรีม เดอ คาเฟ่) ผลิตจากกาแฟผสมเหล้ารัม รสออกหวาน หอมกลิ่นกาแฟ
 
Creme De Cassis (กรีม เดอ คลาสสิก) กลั่นมาจากผลแบล็คเคอเร้นท์ผสมกับเหล้ารัม มีสีแดงเข้ม รสหอมหวาน ดีกรี ประมาณ 32-40%
 
Creme de Fraises (กรีม เดอ แฟรมซิส) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากผลสตรอเบอรี่ น้ำออกสีแดงเข้ม
 
Creme De Framboise (กรีม เดอ แฟรมโบร์ซ) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากผลราสเบอรี่ น้ำออกสีแดงอ่อนใส

Creme De Menthe (Peppermint : กรีม เดอ เมนท์เต้) มีสีเขียวสด รสหวาน กลิ่นเปปเปอร์มินท์เย็นซ่า คล้ายกลิ่นใบสะระแหน่ ผสมด้วยผลไม้ตากแห้ง (Raisins) ดีกรี ประมาณ 30% มี 2 สี คือสีเขียว Green และสีขาว White (Clear)

Creme De Mure (กรีม เดอ มัวร์) ผลิตจากผลแบล็คเบอรี่ (Blackberry) สีออกม่วงเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน 

Creme De Noix (กรีม เดอ น็อกซ์) ผลิตจากผลวอล นัท (Wal Nut) และน้ำผึ้ง รสหวานหอม มีกลิ่นถั่ว

Creme De Vanille (กรีม เดอ วานิเล่) ผลิตจากวานิลาผสมเหล้าวอสก้า สีออกขาวออกเหลืองขุ่นนิดๆ กลิ่นหอมวานิลา 

Creme De Videtess (กรีม เดอ วิมเดเทรส) ผลิตจากกลีบดอกไวโอเลต (Violet Petal) 

Curacao (คูราโซ่)  มีดีกรี ประมาณ 24-39% มีรสหวานออกเปรี้ยวซ่า ผลิตจากน้ำมันผิวส้ม หอมกลิ่นผิวส้ม มี 2 สี คือสีส้ม Orange และสีฟ้า Blue ประเทศที่ผลิต ฝรั่งเศส , อเมริกา 

Danziger Goldwasser (แดนซิเจอร์ โกล์ดวาสเซอร์) ผลิตจากเครื่องเทศคล้ายใบยี่หร่า (Caraway) และสมุนไพรต่างๆ

Drambuie (ดรัมบรุย) เป็นเหล้าหวานที่ผสมเหล้าวิสกี้จากสก็อตแลนด์กับน้ำผึ้ง ดอกฮีเธอร์ และสมุนไพรอื่นๆ น้ำสีทองเข้มออกพลอยส้ม รสหวานหอมกลิ่นน้ำผึ้ง และสมุนไพร ดีกรี ประมาณ 40% ซึ่งคำว่า "Drambuie" มาจากภาษแกลิก (Gaelic) คำว่า 'an Dram Build Heach แปลว่า เครื่องดื่มที่ถูกใจ (The Drink That Satisfies) รสหวานออกเปรี้ยวนิดๆ ยกให้เป็น ราชาแห่งวิสกี้ลิเคียวร์ (King of Whisky Based Liqueurs) ผลิตกันมานานกว่า 250 ปี แล้ว ตั้งแต่ยุคของกษัตริย์ชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ด (Charles Edward) หรือมีฉายาว่า สจวร์ต บอนนี่ ปรินซ์ชาลี (Stuart Bonnie Prince Charlie) แห่งสก็อตแลนด์ ที่ยกทัพไปรบกับกษัตริย์อังกฤษ เพื่อแยกตัวเป็นอิสรภาพจากประเทศอังกฤษในยุคนั้น แต่ทำไม่สำเร็จ และเกือบจะสิ้นชีพด้วยซ้ำ ดีที่ว่าองค์รักษ์ชื่อ ร้อยเอก จอห์น แม็กคินนอน (John Mackinnon) ได้ช่วยชีวิตกษัตริย์ของตนไว้ได้ กษัตริย์จึงตอบแทนด้วยการให้สูตรลับในการผลิตเหล้าหวาน ซึ่งก็คือสูตรที่ใช้ผลิตเหล้าดรัมบรุยนี้เอง ช่วงแรกก็ผลิตเพื่อดื่มกันเองในตระกูล จนกระทั้งมาถึงทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูล ในช่วงปี ค.ศ. 1906 นายมัลคอม แม็กคินนอน (Malcolm Mackinnon) ได้พัฒนาสูตรการผลิต และผลิตออกมาจากหน่ายภายใต้ชื่อ Drambuie  มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 และที่สำคัญสูตรการผลิตเหล้าจะถ่ายทอดเฉพาะลูกผู้หญิงในตระกูลเท่านั้น  (นับได้ว่าแม้แต่สามีของตนก็ไม่มีทางรู้สูตรการผลิต) ซึ่งปัจจุบันนายมัลคอม แม็กคินนอน จูเนียร์ (Malcolm Mackinnon Junior) ทายาทรุ่นที่ 5 เป็นผู้สืบทอดกิจการเหล้าดรัมบรุย มีโรงกลั่นอยู่ที่ชานเมืองเอดินเบิร์ก (Edinburgh) จัดเป็นเหล้าหวานตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก
 
Forbidden Fruit (ฟร็อมบิเดน ฟรุ๊ต) ผลิตจากผลเกรฟฟรุ๊ต , น้ำผึ้ง และส้ม 

Frangelico (ฟรานเจนริโก้) เป็นเหล้าหวานจากอิตาลี คิดค้นโดยนักบวช Fra Angelico ในศตวรรษที่ 17 กลั่นจากผลฮาเซล นัท (Hazel Nut) , Rhubarb Root , Sweet Orange Flowers , โกโก้ , กาแฟ และวานิลา สีออกดำแดง รสหวาน หอมกลิ่นถั่ว ดีกรี ประมาณ 20-24%

Fruit Brandies (ฟรุ๊ต บรั่นดี) เป็นเหล้าหวานผสมผลไม้รสต่างๆ เช่น แอปริคอต , แบล็คเบอรี่ , เชอรี่ , พีช และพลัม ผสมด้วยเหล้าบรั่นดี สีและรสตามรสชาติของผลไม้ที่นำมาผลิต

Fruit Liqueur (ฟรุ๊ต ลิเคียร์) ผลิตจากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า (Citrus Fruity)  

Galliano (กาเลียโน่) เหล้าวานิลา มีสีเหลืองเหมือนกล้วยหอมสุก หอมกลิ่นของเครื่องเทศเกษรดอกไม้ลาเวนเดอร์ , ใบสาระแหน่ , สมุนไพรต่างๆ , เมล็ดผักชี (Anise) ,  ผักชี (Coriander) , อบเชย (Cinnamon) , วานิลา รสหวานหอมวานิลา ดีกรี ประมาณ 30% ผลิตจากประเทศอิตาลี ชื่อเหล้าตั้งชื่อเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ นาย Giuseppe Galliano ที่ต่อสู้ในสงครามอินโดจีน ในปี ค.ศ. 1896
 
German Liqueur (เยอรมัน ลิเคียร์) ผลิตจากสมุนไพร , ผลแพรชั่นฟรุ๊ต และฮาเซล นัท รสออกหวาน

Ginger Liqueur (จิงเจอร์ ลิเคียร์) ผลิตจากขิง (Ginger)

Glayva (เกลย์วา) เหล้าหวานจากสก็อตแลนด์ ดีกรี ประมาณ  35% กลั่นจากเครื่องเทศ , อัลมอนด์ , น้ำผึ้ง , เสาวรส , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า Citrus และสมุนไพรอื่นๆ รวม 26 ชนิด ผสมกับเหล้าสก็อตวิสกี้   รสหวานนิดหน่อย น้ำสีเหลืองอำพันใส คิดค้นโดยนายโรนัลด์ มอร์ริสัน (Ronald Morrison) และนายจอร์จ เพทรี (George  Petrie) ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านมา 1 ปี  โดยใช้ส้มที่นำมาจากสเปน ผสมกับสมุนไพรที่มาจากอินเดียและแคริบเบี้ยน ใช้ชื่อเหล้าว่า Glayva มาจากคำว่า gle mhath เป็นภาษาแกลิก (Gaelic) แปลว่า "ดีมาก ยอดเยี่ยม" ต่อมาในปี ค.ศ. 1993 เหล้าเกลย์วาตกเป็นของเจ้าของโรงกลั่น Whyte and Mackay และในปี ค.ศ. 1999 ถึงปี ค.ศ. 2000 เหล้าเกลย์วาได้รับเหรียญทองในงาน Internation Wine and Spirits Competition

Goldschlager (โกล์ดชเลนเจอร์)  เหล้าหวานของประเทศสวิซเซอร์แลนด์ ผลิตจากอบเชย (Cinnamon) ที่แช่ด้วยทองคำบางๆ  23 กะรัตทอง (คงประมาณทอง95% เกือบจะบริสุทธิ์)

Gorny Dubnya ผลิตจากขิง , ใบกานพลู (Cloves) และผสมเหล้าวอสก้า

Grand Marnier (กรองต์ มานิเย่ หรือ แกรน มาร์เนีย) รสหอมหวาน นุ่มนวล หอมกลิ่นผิวส้ม น้ำสีเหลืองทอง ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตจากเหล้าบรั่นดีคอนยัคของฝรั่งเศส ผสมกับผิวส้ม

Grapefruit Liqueur (เกรฟฟรุ๊ต ลิเคียร์) ผลิตจากผลเกรฟฟรุ๊ต (Grapefruit)

Homemade Liqueur (โฮมเมด ลิเคียร์) ผลิตจากผลแอปริคอท , ลูกพีช , ลูกพลัม , Sloe , ผลแบล็คเบอรี่ 

Hpnotiq เป็นเหล้าหวานจากฝรั่งเศส ที่ผลิตจากเหล้าวอสก้าที่กลั่น 3 ครั้ง ผสมกับเหล้าบรั่นดี และผลไม้

Irish Mist (ไอริส มิสต์) เป็นเหล้าหวานที่ผสมเหล้าไอริช วิสกี้ ผลิตที่เมืองดับลิน (Dublin) ประเทศไอซ์แลนด์ ผลิตจากน้ำผึ้ง , สมุนไพร และส้ม ผสมเหล้าไอริช วิสกี้  คล้ายกับเหล้า Drambuie และ Glayva มีสีทองแดง หอมกลิ่นคาราเมล รสหวาน  มีดีกรีประมาณ 40%  นิยมดื่มผสมน้ำแครนเบอรี่

Jagermeister (จาเกอร์มินิสเตอร์) เป็นเหล้าหวานจากประเทศเยอรมัน ผลิตจากสมุนไพรถึง 56 ชนิด และเครื่องเทศ (Spicies)  

Kahlua (คาลัวร์)  เหล้ากาแฟ น้ำสีดำ รสหวาน หอมกลิ่นกาแฟ ดีกรี ประมาณ 26.5% ผลิตจากเหล้าสปิริตผสมกับเมล็ดกาแฟ จากประเทศเม็กซิโก 

Kitron (คริสตรอน) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมมะนาว

Komora (โคโมร่า) เป็นเหล้าที่ได้กรรมวิธีการปรุงตามแบบต้นตำรับการปรุงยาของชนเผ่ามายา ส่วนผสมผลิตจาก กาแฟ ,  ช็อกโกแลต , เครื่องเทศ ดีกรี ประมาณ 26.50% เป็นเหล้าหวานของแม็กซิโก Maxican Liqueur รสหวาน หอมกลิ่นช็อกโกแลต ใช้ปรุงทำขนม อาหารว่างอร่อยมาก

Kummel (คุมเมล) เป็นเหล้าหวานที่สกัดมาจากในยี่เหร่า (Fennel) , เมล็ดยี่เหร่า (Caraway Seeds) , Orris , ลูกพลั่ม และลูกพรุน น้ำสีดำชา เป็นหวานชนิดแรกที่ผลิตในโรงงาน Bols ที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ของนาย Erven  Lucas Bols ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1575 และมีดีกรีประมาณ 35–82% มีผลิตในประเทศเยอรมัน , เบลเยี่ยม , ฮอลแลนด์ 
 
Licor 43 (ลิคอร์ต 43) เป็นเหล้าหวานของประเทศสเปน กลั่นจาก ส้ม , วานิลา , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า รสหวาน ดีกรี ประมาณ 31%
 
Limoncello (เลมอนเซลโล) เป็นเหล้าหวานที่มีกลิ่นเลมอน เป็นที่นิยมมากในอิตาลี
 
Lochan Ora (โลซาน ออร่า) เป็นเหล้าหวานที่ใช้เหล้าวิสกี้ยี่ห้อชีวาส รีกัส 100% ที่เก็บหมักบ่มไว้นานหลายปี มาผสมกับน้ำผึ้ง สมุนไพร มีดีกรีประมาณ 35% ผลิตโดยกลุ่มบริษัทเพอร์นอด ริการ์ด (Pernod Ricard) มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดินใต้พิภพ สีเหลืองทอง คำว่า Lochan Ora เป็นภาษาแกลิก แปลว่า ทะเลสาบสีทอง (Golden Loch) ผลิตในประเทศสก็อตแลนด์ ที่เมืองอเบอร์ดีน (Aberdeen)  นิยมดื่มเพียวๆ หรือผสมค็อกเทลก็ได้
 
Maraschino (มาราชิโน่) เหล้าหวานเชอรี่ สีแดงเข้ม ผลิตจากเชอรี่พันธุ์ Marasca และแต่งกลิ่นอัลมอนด์
 
Marlibu (มาลิบูล) กลั่นจากเหล้ารัมผสมกับมะพร้าว หอมกลิ่นมะพร้าวอ่อน รสหวาน มีสีขาวใส  ดีกรีประมาณ 21-30%
 
Melon Liqueur (เมลอน ลิเคียร์) เหล้าหวานสีเขียวใส รสแตงเมลอน รสหวานหอม ดีกรีประมาณ 24%
 
Midori (มิโดริ) เป็นเหล้าเมลอน มีสีเขียวมรกต กลิ่นแตงเมลอน ดีกรีประมาณ 23% ผลิตจากเหล้าสปิริตผสมกับ Fresh Honeydew Melon ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978  เวลาดื่มนำไปแช่เย็นก่อนจะยิ่งเพิ่มรสชาดที่อร่อยมากขึ้น

Mirabelle Liqueur (มิราเบลเล่ ลิเคียร์) กลั่นจากพลัม มักเรียกว่า Plum Liqueur (Eau de vie de mirabelle) ของประเทศฝรั่งเศส

Naussau Royal (นาวเซา รอยัล) ผลิตจากเหล้ารัมผสมกับวานิลา

Noisette (นอยซ์ เซเต้) ผลิตจากฮาเซล นัท 

Parfait Amour (พาร์เฟ่ อามัวร์) ผลิตจากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า , ดอกไวโอเลต (Violet) สีออกม่วงใส รสหวานหอมออกกลิ่นซ่าๆ 

Passoa (เพาซัน) เหล้าหวานที่ผลิตในสเปน มีสีแดงใส รสชาติแรงเร้าร้อน ผลิตจากผลไม้ป่า พวก Red Berries (Passion-fruit) และ Citrus ดีกรี ประมาณ 20%
 
Peach Liqueur (พีช ลิเคียร์) ผลิตจากลูกพีช ดีกรีประมาณ 24-26% สีออกเหลืองส้ม ปัจจุบันทำออกมาเป็นสีขาวด้วย บาทีก็เขียนที่ฉลากขวดว่า Peach Schnapps หอมกลิ่นลูกพีช รสหวาน
 
Pear Brandy (แพร์ บรั่นดี) เป็นเหล้า Eau-de-vie-de-poire เป็นเหล้าบรั่นดีที่กลั่นจากผลไม้อื่นๆ นอกจากองุ่น คิดค้นโดยนาย Poire William

Pina Colada (พิน่า โคลาดา) ผลิตจากมะพร้าว , สับปะรด ผสมเหล้ารัม เป็นเหล้าค็อกเทลผสมพร้อมดื่ม

Pisang Ambon (พิซองค์ อัมเบอร์) เป็นเหล้าหวานสีเขียวมรกต ผลิตจากผลไม้ป่า และสมุนไพรต่างๆ กลิ่นและรสคล้ายกล้วย รสหวาน ดีกรี ประมาณ 21% ผลิตที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เดิมเป็นต้นตำรับของปรุงเหล้าแบบเหล้าหวานของอินโดนีเซีย คำว่า "Pisang" หมายถึง กล้วย ใน Bahasa ของอินโดนีเซีย และคำว่า "Ambon" เป็นชื่อของเกาะในอินโดนีเซีย 

Ponche Kuba (พอนเช่ คูบ่า) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นจากไข่แดงผสมครีมนม ,เหล้ารัม และบรั่นดี ดีกรี ประมาณ 9% ผลิตที่หมู่เกาะในแถบแคริเบียนโดยชาวดัชช์

Rum Pleminz (รัม เพิมมิส) ผลิตจากใบสาระแหน่ (Mint Sping) รสเย็นซ่า 

Safari (ซาฟารี่) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นจาก แพรชั่น ฟรุ๊ต , มะม่วง , มะละกอ , มะนาว และเลมอน (ผลไม้เมืองร้อน) ดีกรี ประมาณ 20% มีขายมากในยุโรป ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเยอรมัน

Sambuca (ซัมบูลก้า) เป็นเหล้าหวาน ดีกรี ประมาณ 35-42% ปัจจุบันมี 2 สี คือสีขาวใส White กลิ่นรสชะเอม และเมล็ดผักชี ผสมด้วยเหล้า Anise , Liqueurs , Sloe-berry และน้ำเชื่อม กลิ่นคล้ายลูกอมแฮ็ท หอมเย็นซ่า ผลิตที่อิตาลี และสหรัฐอเมริกา และสีดำ Black รสและกลิ่นคล้ายกาแฟ หอมเย็นซ่า รสออกหวานนิดๆ

Schnapps (เชอแนท) เป็นหวานที่ผลิตจาก แอปเปิล , บัทเตอร์สก็อต , พีช , เปปเปอร์มิ้นท์ , รูทเบียร์ และราสเบอรี่ ออกรสหวานน้อย น้ำหนักเหล้ามักเบากว่าเหล้าหวานตัวอื่น ดีกรีไม่สูงมาก

Sir Waits (เซอ วอส) เป็นหวานที่ผลิตจากสมุนไพร และเครื่องเทศผสมเหล้าสปิริต ดีกรี ประมาณ 65% ของประเทศอังกฤษ ในลอนดอน

Slivovite  (ซินโววิค)  เป็นเหล้าที่มีสีขาวใส กลั่นมาจากลูกพลัม โดยหมักและกลั่นถึง 2 ครั้งแล้วหมักบ่มในถังไม้นาน 3-5 ปี จนได้รสชาดที่นุ่มนวล กลิ่นหอมหวล ในประเทศยูโกสลาเวีย ถือว่าเป็นต้นฉบับของเหล้าชนิดนี้ แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ผลิตด้วย เช่น บัลแกเรีย ,  ฮังการี ,  เยอรมัน

Sloe Gin (สโล จิน) ผลิตจากลูก Sloeberry ผสมด้วยเหล้าจิน สีออกแดงดำ รสหวาน หอมกลิ่นเหล้าจิน ดีกรีน้อยสุด ประมาณ 15% ของประเทศอังกฤษ เป็นเหล้าที่นิยมดื่มก่อนออกล่าสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอก จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติของอังกฤษ

Southern Comfort (เซาว์เทิร์น คอมฟอร์ท)  เป็นเหล้าพวก Bourbon Liqueur ผสมกับลูกพีช , น้ำผึ้ง , วานิลา , ผลไม้ที่ออกรสเปรี้ยวซ่า , ส้มจีน (tangerine)  , อบเชย และสมุนไพร รสหวานบาดคอ ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดค้นโดย นาย M.W. Heron ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889

Sourz (ซัวร์ส) เป็นเหล้าหวานที่มีดีกรีประมาณ 15% มี 3 รส คือ Sourz Peach รสพีช สีออกเหลืองส้ม , Sourz sour Apple รสแอปเปิล สีเขียว และ Sourz Watermelon รสแตงโม สีแดง

Strega (สทรีก่า) ผลิตจากชะเอม (Licorice) มีสีเหลืองใส

Tea Liqueur (ที ลิเคียร์) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมใบชา สีออกเหลืองชา หอมกลิ่นใบชา รสหวาน 

Tia Maria (เทีย มาเรีย) เป็นเหล้ากาแฟ มีสีน้ำตาลเข้มออกดำ ดีกรีประมาณ 31.50% ที่ผลิตจากเหล้ารัมผสมกับเมล็ดกาแฟพันธุ์บูลเมาเทนจากประเทศจาไมก้า
 
Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค) กลั่นจากผิวเปลือกส้ม น้ำมันจากผิวส้ม ผิวมะนาว มีสีขาวใส รสหอมหวานปนซ่านิดๆ หอมกลิ่นส้มเปรี้ยว ดีกรีประมาณ 30–40% กลั่นถึง 3 ครั้ง บางทีก็เรียกว่า Clear Curacao 

Tuaca (ทัลก่า) เหล้าหวานจากอิตาลี ผลิตจากมะพร้าว , คาราเมล , ส้ม ผสมเหล้าบรั่นดี รสหวาน กลิ่นผลไม้ และวานิลา

Yukon Jack (ยูกอน แจ๊ค) ผลิตจากลูกพีช , น้ำผึ้ง ผสมเหล้า Canadian Whisky

 

  •  Aperitif

เหล้าอเพอริทีฟ (Aperitif) หมายถึง เหล้าที่ดื่มเพื่อเจริญอาหาร คล้ายกับคำว่า Appetite ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน Apertitiuvum แปลว่า ทำให้เจริญอาหาร ในภาษาฝรั่งเศสอ่านออกเสียงว่า Aperitif : a-pear-i-teef (เอ-เพลีย-ริ-ทีฟ) ในภาษาอิตาลีอ่านออกเสียงว่า Aperitivo : a-pear-a-teevo (เอ-เพลีย-อะ-ทีโว) แปลว่า Opener (ผู้เปิดประเดิม) หรือ Aperio (เอ-เพอ-ริ-โอ้) แปลว่า To Open , To Lay Bare

เหล้าแอฟเพอริทีฟ ถือกำเนิดขึ้นมาในทวีปยุโรปตั้งแต่ในศตวรรษที่ 16 และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.. 1900 แรกเริ่มจะนำเอาเหล้าสปิริตมากลั่นผสมกับสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ทำเป็นเหล้ายา ที่มีรสขมเข้มข้น ต่อมาได้ลดความแรง และความเข้มข้นของเหล้าให้เจือจางลง โดยเปลี่ยนจากเหล้าสปิริตมาใช้เหล้าไวน์แทน จึงจัดเป็นไวน์ประเภท Fortified Wine (ฟอร์ติไฟน์ ไวน์) เป็นไวน์ที่มีดีกรีแอลกอฮอล์สูง  เนื่องจากเป็นไวน์ที่มีการเพิ่มดีกรีแอลกอฮอล์ให้สูงมากขึ้น และยังเป็นเหล้าที่นิยมดื่มก่อนทานอาหาร เพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย มีสรรพคุณคล้ายเหล้ายา ส่วนใหญ่มีรสขม และมีกลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรเครื่องเทศต่างๆ 

แต่จากประวัติดั้งเดิม ในช่วงปี ค.ศ. 1786 เมื่อนาย Antonio Benedetto Carpano ได้คิดค้นเหล้าเวอร์มูธ (Vermouth) ขึ้นมาได้ เหล้าในตระกูลนี้จึงเริ่มเป็นที่นิยมดื่มกันมากในอิตาลี และแพร่หลายไปทั่วในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 ดื่มกันก่อนการทานอาหาร ช่วยเรียกน้ำย่อยในอาหารมื้อค่ำเป็นหลัก จากนั้นก็ขยายความนิยมไปถึงอเมริกาด้วย เป็นเหล้าที่นิยมดื่มกันก่อนทานอาหาร เพื่อเรียกน้ำย่อย เป็นเหล้าที่นำไวน์มาผสมกับเครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ มีรสชาดเข้มข้น ขม กลิ่นหอมฉุน  เหล้าในกลุ่มนี้จะนิยมดื่มกันมากในประเทศอิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส เยอรมัน 

เหล้ากลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ Vermouth , Bitter และ Anise

             

Vermouth (เวอร์มูธ) หรือเหล้ายาดอง ทำมาจากรากไม้รากยา สมุนไพรต่างๆ และเครื่องเทศ มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกันออกไป รสชาติของเหล้าเวอร์มูธจะคล้ายกับเหล้ายาบำรุงเลือดของคนไทย เหมือนเหล้ายาดองประมาณนั้น หรือบางทีเราอาจจะจัดอยู่ในกลุ่มไวน์เจริญอาหารก็ได้ เนื่องจากเหล้าชนิดนี้มักจะทำมาจากองุ่นถึง 75% คล้ายกับไวน์ และผ่านการปรุงแต่งรส กลิ่นด้วยพืชสมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ เราอาจจะเรียกอีกอย่างว่า Aromatic Wine (อโรมาติก ไวน์) เป็นไวน์ที่มีกลิ่นหอมของสมุนไพร หรือเรียกว่า Aperitif Wine (แอฟเพอริทีฟ ไวน์) เป็นไวน์ที่นิยมดื่มก่อนทานอาหารเพื่อเจริญอาหาร

ซึ่งต้นกำเนิดของเหล้าเวอร์มูธ ผลิตครั้งแรกที่ประเทศอิตาลี (Italy) ถูกคิดค้นโดยนาย Antonio Benedetto Carpano ตามมาด้วยประเทศฝรั่งเศส ต่างกันตรงที่ ของฝรั่งเศส จะเชี่ยวชาญในการผลิตเหล้าเวอร์มูธแบบรสฝาด (ดรายเวอร์มูธ) ที่เป็นสีใส (Dry หรือ White Vermouth) ส่วนของอิตาลีจะเด่นในการผลิตเหล้าเวอร์มูธแบบรสหวาน ที่เป็นสีแดง (Sweet หรือ Red Vermouth)

ในการผลิตเหล้าเวอร์มูธนั้นมีวิธีการผลิตที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยในยุคแรกๆ จะใช้ไวน์ขาวที่ใกล้หมดอายุมาผสมกับกับเหล้าสปิริต แล้วนำไปแช่กับสมุนไพร รากไม้รากยาต่างๆ เพื่อยับยั่งหรือหยุดการเน่าเสียของไวน์ มักเรียกวธีการนี้ว่า การอ๊อฟไวน์ (Off Wine) แต่ในปัจจุบันจะเลือกสรรไวน์ที่มีคุณภาพดีๆ มาผสมกับเหล้าสปิริตหรือเหล้าบรั่นดีที่ยังไม่ได้หมักบ่มในถังไม้โอ๊ก (White Brandy)  หรือใช้เหล้าองุ่นขาว ผลิตออกมาไม่มีรสชาติ แล้วมาปรุงแต่งรสอีกที ด้วยการแช่สมุนไพร รากไม้รากยา เติมความหวาน  และนำไปต้มจนเกิดฟองเล็กน้อย แล้วอาจจะแต่งเติมกลิ่น รส สุนไพรต่างๆ เพิ่มเติม ได้แก่ Cloves , อบเชย , ขิง , ยี่หร่า , เปลือกผลไม้รสเปรี้ยว , เม็ดผักชี , Sage , ใบบาซิล (Basil) , thyme , ดอกคาร์โมมาย , ควีนนิน , ผลจูนิเปอร์เบอรี่ และดอกฮอฟ (Hops) หรืออาจจะเติม Mugwort และ Wormwood พวกไม้หอม เพิ่มเข้าไป เพื่อเพิ่มรสขมปนฝาดนิดหน่อ

ปล.รู้จัก เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ผลิตเป็นเหล้า Vermouth

                

         Cloves (กานพลู)      Cinamon (อบเชย)      Ginger (ขิง)       Star Anise (ยี่เหร่า)      Citrus Peel (เปลือกผลไม้รสเปรี้ยว)       Coriander (เม็ดผักชี)

                       

           Sage            Basil (ใบบาซิล)          Thyme         Chamomile (ดอกคาร์โมมาย)           Quinine (ควีนนิน)          Juniper Berries (ผลจูนิเปอร์)

                 

            Hops                                  Wormwood                                    Mugwort

เหล้าเวอร์มูธ ได้แก่

Carpano Punt e Mes (คาปาโน เพิร์น เออ มิส) เป็นเหล้าเวอร์มูธของประเทศอิตาลี   กลั่นมาจากไวน์ ผสมกับสมุนไพร , ไม้หอม และน้ำเชื่อม รสขมเล็กน้อย สีแดงเข้ม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16% นิยมดื่มแบบเพรียวๆ หรือดื่มผสมกับช็อกโกแลต ผลิตที่เมืองตูริน ในประเทศอิตาลี จัดเป็นเหล้า Red Vermouth เช่น ยี่ห้อ Carpano

       

Cinzano (ซินซาโน่) เหมือนกับยี่ห้อมาร์ตินี่  เป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่เก่าแก่ผลิตมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1757 ของประเทศอิตาลี จัดเป็นเหล้าเวอร์มูธมีชื่อ เป็นที่รู้จักไปทั่วเช่นกัน ผลิตโดย สองพี่น้อง Giovanni Giacomo และ Carlo Stefano Cinzano ตัวแรกที่ออกมาคือ Cinzano Rosso โดยใช้สมุนไพรในท้องถิ่น และสมุนไพร เครื่องเทศ อื่นๆ อีก 35 ตัวรวมทั้ง marjoram , thyme และ Achillea  ในเวลาต่อมา เป็นที่นิยมดื่มกันมาก จนเรียกกันติดปากว่า Vermouth of Turin หมายถึงเหล้าเวอร์มูธที่ผลิตในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นก็มี  Cinzano Bianco โดยใช้สมุนไพรพวก Artemisia (wormwood) , อบเชย , cloves , ผลไม้รสเปรี้ยว และ gentian และตามมาด้วย Cinzano Extra dry  ในเวลาต่อมา ในปี  ค.ศ. 1890  ออกวางจำหน่ายหลายที่ เช่น อาเจนตินา , บราซิล , อเมริกา และที่อื่นๆ  ซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน เช่น

   

  • Cinzano Rosso สีแดงเข้ม กลิ่นสมุนไพร และกลิ่นส้ม ผลไม้รสเปรี้ยว  รสหวานอมขนนิดๆ ติดปลายลิ้น นิยมดื่มได้ทั้งแบบแช่เย็น หรือดื่มแบบ on the rock  หรือผสมน้ำแอปเปิ้ล

  • Cinzano Bianco สีขาวออกเหลืองนิดๆ รสฝาดปนหวาน มีกลิ่นเฝื่อนๆ คล้ายผิวมะนาว และเครื่องเทศ นิยมดื่มผสมกับเครื่องดื่ม Soft Drink เช่น โทนิก , โซดา หรือดื่มแบบ on the rock

  • Cinzano Extra Dry สีขาวใส  รสฝาด กลิ่นหอมฉุน น่าเย้ายวล  นิยมใช้ทำค็อกเทล หรือดื่มแบบแช่เย็น

  • Cinzano Rose สีชมพู หอมกลิ่นส้ม และสมุนไพรพวกอบเชย วานิลา และ Clove นิยมดื่มแบบแช่เย็น หรือผสมกับเครื่องดื่ม Soft Drink หรือผสมทำค็อกเทล

Dobonnet (ดูบอนเน่) เป็นเหล้าเวอร์มูธ สีออกแดง หอมฉุนกลิ่นสมุนไพร รสเข้มข้นออกหวานนิดๆ กลมกล่อม ร้อนแรง ผลิตที่ประเทศฝรั่งเศส มีดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16% โดยใช้ไวน์มากลั่นให้ออกมาคล้ายเหล้าบรั่นดี  แล้วนำไปหมักบ่ม กับสมุนไพร พวกควีนนิน เริ่มผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1846 โดยนาย Joseph Dubonnet  นิยมดื่มผสมกับ  lemonade (พวกสไปร์ท หรือ เซเว่น -อัพ) หรือ lemon bitter หรือผสมทำค็อกเทล บางทีก็เรียกกันว่า Fortified Wine  มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ Rouge และ  Blanc  Rouge รสไม่หวาน เหล้าดูบอนเน่ ดื่มแล้วช่วยในการบำรุงเลือดลม เจริญอาหาร จะเหมาะกับผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือน เพราะดื่มแล้วจะช่วยบำรุงเลือดด้วย

 

Lillet (ลิเลด) เหล้าเวอร์มูธที่กลั่นมาจากไวน์ขาวหรือไวน์แดง ผสมกับผิวส้มผิวมะนาว , ใบสาระแหน่ และน้ำผึ้ง เก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กนาน 12 เดือน รสออกหวานขม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17% ผลิตในประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.. 1800 คำว่า Lillet อ่านว่า ลี-เล (Lee-Lay) เหล้าชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 รส คือ Blanco สีเหลืองอ่อนใส และ Rouge สีแดง

                        

Martini (มาร์ตินี่) เป็นเหล้าเวอร์มูธ กลั่นจากสมุนไพร ไม้หอม (Wormwood) รากยารากไม้ รสชาติออกข่ม หอมกลิ่นสมุนไพร ดีกรี ประมาณ 16-18% มี 3 รส คือ Extra Dry สีขาวเหลืองอ่อน รสฝาดมากไม่หวาน , Dry (Bianco) สีเหลืองเข้มถึงอ่อน รสชาติฝาด หวานบางเล็กน้อย , Sweet (Rosso) สีแดงออกชมพู รสชาติหวาน ส่วนใหญ่ผลิตที่ประเทศอิตาลี

       

เมื่อนาย Antonio Benedetto Carpano , นาย Luigi Rossi  (ไวน์เมคเกอร์) และนาย Teofilo Sola ได้รวมกันเปิดบริษัท The Distilleria Nazionale di Spirito di Vino ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย จนเป็น  Martini , Sola & Cia. และ Martini & Rossi  ตั้งแต่ปี ค.ศ.  1879 จนถึงปัจจุบัน ต้องถือว่าเหล้าเวอร์มูธที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของอิตาลี (ของโลกด้วย) ก็คือ Martini ซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน เช่น

  • Martini Rosso - 1863  สีแดงเข้ม กลิ่นสมุนไพร รสหวาน อาจจะเรียกต่างกันไป เช่น Red vermouth , Sweet Vermouth หรือบ้างทีก็เรียกว่า Italian Vermouth คนอิตาลีนิยมดื่มพร้อมกับน้ำแข็ง หรือผสมกับน้ำเอปเปิ้ล มีสรรพคุณช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานเป็นปกติ  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ  16% 

  • Martini Bianco - 1910  สีขาวปนเหลือง รสฝาดปนหวานนิดๆ นุ่มกว่า Extra Dry  และหอมกลิ่นเครื่องเทศ และมีกลิ่นวนิลาหอมติดจมูก คำว่า  Bianco เป็นภาษาอิตาลี่ แปลว่า ขาวใส ดังนั้นบางคนจึงเรียกว่า White Martini นิยมดื่มผสมกับเครื่องดื่ม Soft Drink เช่น น้ำโทนิก หรือ สไปร์ท หรือผสมทำค็อกเทลได้ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16 %

  • Martini Extra Dry - New Year's Day 1900.   สีขาวใส  รสฝาดมากกว่าหวาน กลิ่นหอม นิยมใช้ทำค็อกเทล และยังมี  Martini Dry ด้วย มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 18 %

  • Martini Rosato  หรือ  Martini Rose สีชมพูอมแดง ทำจากองุ่นแดงผสมองุ่นขาว รสหวานนิดๆ ดื่มง่ายเป็นที่ชื่นชอบของนักดื่ม นิยมดื่มผสมกับโซดา หรือผสมทำค็อกเทล เหล้าตัวนี้ในบ้านเราหายาก ยังไม่ได้นำเข้ามา 

  • Martini D’Oro - 1998  สีเหลืองทอง ผสมด้วยสมุนไพร และเหล้าเบอร์เบิร์น รสนุ่มละมุน หอมกลิ่นผลไม้ วานิลา ผลลูกจันทน์ เม็ดผักชี , saffron และน้ำผึ้ง  เมื่อปี ค.ศ. 1998 ผลิต และออกจำหน่ายครั้งแรกที่ประเทศเดนมาร์ก , เยอรมัน และสวิสเซอร์แลนด์ ในบ้านเรายังไม่มีขาย 

  • Martini Fiero  สีแดงส้ม กลิ่นของผลส้มหลากหลายสายพันธุ์จากทะเล เมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่ผสมผสานระหว่างไวน์ชั้นดี กับผลไม้รสเปรี้ยว (ส้ม) ในบ้านเรายังไม่มีขาย เป็นตัวใหม่ล่าสุด 2008

                           

Noilly prat (นอรี่ พาร์ท) เป็นเหล้าเวอร์มูธ จากประเทศฝรั่งเศส ส่วนใหญ่จะนิยมชนิด Dry Vermouth สีขาวใส รสฝาด กลิ่นหอม กลั่นมาจากไวน์ Picpoul และไวน์ Clairette ผสมกับสมุนไพรต่างๆ กว่า 20 ชนิด เช่น ผิวส้ม , ผงลูกจันทน์ , ผักชี , กานพลู , แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น โดยจะหมักบ่มผสมกับไวน์นาน 3 สัปดาห์ และเก็บไว้ในถังไม้โอ๊กขนาดใหญ่ 2000 ลิตร อีก 8 เดือน ผลิตครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสทางตอนใต้ ตั้งแต่ปี ค.. 1813 โดยนาย Joseph Noilly และต่อมาในปี ค.. 1855 ลูกชายของเค้า Louis Noilly ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจากชื่อ Claudius Prat มาเป็น Noilly Part ตามชื่อเหล้า เหล้าเวอร์มูธชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 รส คือ Very Dry Vermouth (เหล้าเวอร์มูธที่มีรสค่อนข้างจะฝาดมากเป็นพิเศษ) มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15% สีขาวเหลือง และ Sweet Vermouth มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16% สีแดง และก็มีผลิตในประเทศอิตาลีด้วย

                      

Pimm’s No.1 Cup (พิมส์ นัมเบอร์ วัน คัฟ)  กลั่นมาจากเหล้าจิน ผสมกับเครื่องเทศ สมุนไพร และผลไม้ รสออกหวาน หอมกลิ่นสมุนไพร และผลไม้ สีชาแก่ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 25% จุดเริ่มต้นของเหล้า Pimm'm เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1820  คิดค้นโดยนาย James Pimm's ลูกชาวนาจากเมือง  Kent ที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษ ได้แยกตัวออกมาทำธุรกิจเปิดร้านชื่อ Oyster bar  หลังจากนั้นเขาได้ค้นคิดสูตรเหล้าขึ้น โดยนำแตงกวา และสมุนไพรต่างๆ มาแช่และหมักในเหล้าจิน (Gin)  ผสมกับน้ำโทนิก ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของคนที่ได้ลิ้มรส โดยในอังกฤษนิยมดื่มกันมาก หลังจากนั้นเขาจึงผลิตออกมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1823 ใช้ชื่อว่า "No. 1 Cup" Pimm's ต่อจากนั้นก็มีการพัฒนาสูตรการผลิตออกมาตามลำดับโดยใช้เหล้าสปิริตตัวอื่นๆ มาผลิตเพิ่ม จนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย นิยมดื่มผสมกับพวกเลมอนเนด (Lemonade) ได้แก่ สไปร์ท หรือ เซเว่น-อัพ หรือผสมทำค็อกเทลก็ได้ นอกจากนี้ยังมี Pimm’s No. อื่นๆ อีก สุรปได้ดังนี้

  • Pimm's No. 1 Cup กลั่นมาจากเหล้าจิน ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1823
  • Pimm's No. 2 Cup กลั่นมาจากเหล้าวิสกี้  ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1851 ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว.

  • Pimm's No. 3 Cup กลั่นมากจากเหล้าบรั่นดี ซึ่งบางทีก็เรียกว่า Pimm's Winter Cup เพราะมีจำหน่ายเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

  • Pimm's No. 4 Cup กลั่นมาจากเหล้ารัม ผลิตมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว.

  • Pimm's No. 5 Cup กลั่นมาจากเหล้าเบอร์เบิร์นวิสกี้ที่ทำมาจากข้าวไรน์ (Rye) ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1960 ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว.

  • Pimm's No. 6 Cup กลั่นมาจากเหล้าวอสก้า ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1960 ปัจจุบันยังมีผลิตอยู่บ้าง แต่หายากเพราะลดการผลิตลงเหลือน้อยมาก

                  

Bitter (บิตเตอร์) หรือเหล้ายาสมุนไพร รสขม บางชนิดก็มีรสขมอมหวานด้วย กลิ่นหอมฉุน ได้มมาจากการแช่สมุนไพร เครื่องเทศมากมายกว่าร้อยชนิด และผลไม้รสเปรี้ยว จึงมีสรรพคุณคล้ายเหล้ายา มากกว่าเหล้าชนิดอื่น นิยมดื่มได้ทั้งก่อนและหลังทานอาหาร แต่ปัจจุบันนิยมดื่มหลังทานอาหารกันมากขี้น เพราะช่วยย่อยอาหารได้ดีมากทีเดียว ชาวยุโรปนิยมดื่มเพื่อลดอาการของโรคกระเพาะ  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-45% เหล้าบิตเตอร์มีหลายตัวด้วยกัน ได้แก่

ปล.รู้จัก เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ผลิตเป็นเหล้า Bitter 

Abbotts Aged Bitter (แอบบอส เอด บิตเตอร์)  เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากไวน์ผสมกับผิวส้ม ตั้งแต่ปี ค.. 1865 ผลิตที่เมืองบอลติมอร์ รัฐเมอร์รี่แลนด์

       

Amaro Bitter (อมาโร่ บิตเตอร์) เหล้าของประเทศอิตาลี เรียกว่า Italian Bitter รสขม สีดำน้ำตาล กลั่นมาจากเหล้าไวน์ผสมสมุนไพร พืชต่างๆ เปลือกไม้ และรากยา มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 30-40% สรรพคุณดื่มเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เช่น ยี่ห้อ Ramazotti มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 30%

                 

Amer Picon (อเมอร์ พิคอน) เป็นเหล้าบิตเตอร์ของประเทศฝรั่งเศส กลั่นมาจากส้ม , Gentian , รากไม้รากยา , ควีนนิน และสมุนไพรต่างๆ รสขมปนหวาน สีน้ำตาลออกดำ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 21% คิดค้นโดย นาย Gaetan Picon ตั้งแต่ปี ค.. 1837 สรรพคุณดื่มเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เช่น ยี่ห้อ Torani Brand Amer ของบริษัทที่ผลิตกาแฟยี่ห้อโทรานี่

                      

Angostura Bitter (แองกอตทูร่า บิตเตอร์) เป็นเหล้ายา Aromatic Bitter กลั่นจากสมุนไพร รากไม้รากยา เครื่องเทศต่างๆ กว่า 100 ชนิด เช่น เปลือกส้ม , รากไม้หอม (Angelica Roots) , กระวาน (Cardamom) , อบเชย , กานพลู , Galangan , Gentian Roots , ควีนนิน  ดีกรีประมาณ 44.70% จากประเทศไตนิแดด (Trinidad and Tobagoโดย  House of Angostura คิดค้นโดยนายแพทย์ โยฮัน ซีเกิร์ต (Dr.Johann Siegert) ชาวเยอรมัน ศัลยแพทย์ประจำกองทัพปฎิวัติในไซมอน โบลิวาร์ ประเทศเวนเนซูเอล่า ทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1824 ถือเป็นเหล้าบิตเตอร์ตัวแรกของโลก ช่วงปี ค.. 1820-1824 ที่เมืองท่าแองกอสทูร่า ในประเทศเวนเนซูเอล่า เหล้าแองกอสทูร่าก็ถูกคิดค้นได้สำเร็จใช้เวลานานกว่า 4 ปีในการคิดค้นหาสูตร เดิมทีเหล้าชนิดนี้คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคไข้มาลาเลีย (Stomach Maladies) โดยนำสมุนไพรกว่าร้อยชนิดมาผสม และใช้ชื่อว่า เหล้ายาขมยี่ห้อ Dr.J.G.B. Seigert’s (Dr. Johann Gottlieb Benjamin Siegert) แต่ผู้คนมักจะนิยมเรียกติดปากกันว่า Angostura Bitter ตามสถานที่ที่ผลิต หลังจากนั้นจึงใช้ชื่อนี้เรื่อยมา ด้วยกลิ่นที่หอม รสขม เข้มข้นของเหล้าแองกอสทูร่า  คล้ายกฤษณากลั่น เวลาใช้ผสมค็อกเทลจะใช้เป็นหยดเท่านั้น  และเหล้าแองกอสทูร่ายังเป็นเหล้าสูตรเดียวก็ว่าได้ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ เนื่องจากสูตรผสมเหล้าตัวนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างดีเยี่ยม

           

Aperol (อเพียรโร) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากเหล้าองุ่น ผสมกับสมุนไพรต่างๆ เช่น ผิวส้ม , รากไม้ , Gentian และพืชที่คล้ายน้ำเต้า (Rhubarb) รสขมปนหวาน สีส้มออกแดง คล้ายกับเหล้าคัมพารีบิตเตอร์ นิยมดื่มก่อนทานอาหาร มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 11% ผลิตในปี ค.. 1919 ที่เมือง Padova ในประเทศอิตาลี

          

Boonekamp จัดเป็น Aromatic Bitter  ดีกรี ประมาณ 40% กลั่นจากเม็ดผักชี , ยี่เหร่า , ชะเอม , กานพลูขม , Poplarbuds , Valerian Root และ Wormwood

      

Branca Menta (บรางก้า เม้นท์ต้า) เป็นเหล้าบิตเตอร์ กลั่นจากใบสาระแหน่ (Peppermint) รสขมเย็นซ่า มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 38-40% ผลิตในประเทศอิตาลี

                    

Calisay Herbal Bitter (Cinchona) เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากสมุนไพรต่างๆ ผลิตในประเทศสเปน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 33% มีหลายยี่ห้อ เช่น ยี่ห้อ Certosa เหล้าบิตเตอร์สมุนไพร ของประเทศอิตาลี , Centerbe (Mentuccia) เหล้าบิตเตอร์สมุนไพรผสมเปปเปอร์มิ้นท์ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 30-42% ของประเทศอิตาลี , Mille Fiori เหล้าบิตเตอร์สมุนไพร มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 45% ของประเทศอิตาลี

                       ภาพจาก  www.cocktaildb.com

Campari Bitter (คัมพารี่ บิตเตอร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ กลั่นจากสมุนไพร รากไม้ เปลือกควีนนิน ขิง  ผิวส้ม กลิ่นผิวส้ม รสชาติหอมกลิ่นส้ม ขมฉุน สีส้มออกแดงทับทิม ผลิตโดยนาย Caspare Davide Campari เป็นพ่อครัว และนักปรุงเหล้า (Drink maker) ที่บาร์แห่งหนึ่งชื่อ Bass Bar ในนครมิลาน ประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 ตอนนั้นเขามีอายุแค่เพียง 14 ปี ได้ค้นคิดสูตรเหล้านี้ขึ้นมาเพื่อใช้ปรุงในอาหารจานเด็ดของเขา โดยการนำเอาสมุนไพรกว่า 60 ชนิด มาปรุงกับแอลกอฮอล์ คล้ายกับการนำไวน์มากลั่นในแบบที่เรียกว่า "Maceration"  เป็นเหล้าที่ดื่มเพื่อช่วยชูกำลัง ดีกรีร้อนแรง และยังมีความเชื่อว่า  สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย และยังเป็นเหล้าบิตเตอร์ที่นิยมดื่มกันแพร่หลายทั่วโลก  เริ่มต้นจากเมือง Novara ในอิตาลี เริ่มตั้งแต่ปี 1860-1867  นิยมดื่มกับโซดา เรียกว่า  Campari Soda หรือน้ำส้ม เรียกว่า Campari Orange นิยมดื่มกันมากในยุโรป และอเมริกา ส่วนในบ้านเราก็ดื่มกันบ้าง แต่ไม่นิยมมากเท่าไร

                 

Cynar (ไซนาส หรือซีนาส) เป็นเหล้าบิตเตอร์ของประเทศอิตาลี กลั่นมาจากเหล้ารัม ผสมกับพืArtichoke เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป มักนำมาปรุงอาหาร ในสไตส์เมดิเตอร์เรเนี่ยน ส่วนบ้านเรารู้จักกันในนาม "บัวหิมะ" และสมุนไพรรวม 13 ชนิด รสขม สีเหล้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16.50% คิดค้นโดยนาย Ernesto Calindri ตั้งแต่ปี ค.. 1960 นิยมดื่มหลังทานอาหาร ผลิตในประเทศอิตาลี และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ชื่อเหล้ามาจากภาษาละติน จากคำว่า Cynarum นิยมดื่มผสมกับ โซดา , โค้ก หรือน้ำโทนิค

       Artichoke  หรือ บัวหิมะ

Fee Brother (ฟี บรอสเธอร์) เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากสมุนไพรต่างๆ ผสมใบสาระแหน่ จัดเป็นเหล้า Mint Bitter หอมกลิ่นมิ้นท์ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35.80% ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.. 1864 นอกจากนี้ยังมั รสชาดอื่นด้วย เช่น Old Fashioned Aromatic (ดีกรี 17.50%) , Orange (ดีกรี 9%) Mint (ดีกรี 35.80%) และ Peach (ดีกรี 1.70%)

              

Fernet Branca (เฟอร์เน็ท บางก้า) รสขม กลิ่นหอมซ่าขึ้นจมูก  สีเหลืองเข้มเพราะแต่งสีด้วยคาราเมล กลั่นจากสมุนไพรกว่า 40 ชนิด เช่น myrrh , rhubarb,  คาโมมายด์ , cardamom , aloe , และ  saffron ดีกรีประมาณ 42% ครั้งแรกผลิตที่เมืองมิลาน ในประเทศอิตาลี มักเรียกกันว่า "Amaro" มีความหมายว่า รสขม   ค้นคิดโดยนาง Maria Scala เมื่อปี ค.ศ. 1845 ชื่อเหล้า ที่ใช้คำว่า "Branca" มันเป็นชื่อนามสกุลเก่าของนาง Maria ก่อนที่เธอจะแต่งงานไป คิดค้นเหล้าตัวนี้ขึ้นมาเพื่อทำเป็นยา มีการอ้างสรรพคุณว่า สามารถรักษาโรคอหิวาตกโรค ช่วยแก้อาการเสียดท้อง  แก้อาการเมาค้าง ได้ด้วย นิยมดื่มก่อน หรือหลังทานอาหารก็ได้ บางทีก็ดื่มผสมกับกาแฟ หรือดื่มแบบ ออนซ์ เดอะ ล็อก ก็ได้ ส่วนในประเทศอาเจนตินา นิยมดื่มกับโค้ก หรือที่ประเทศสาธารณรัฐเชค นิยมดื่มผสมกับน้ำโทนิก  แต่ในปัจจุบันมีผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

                   

Orange Bitter (ออเร้นท์ บิตเตอร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่ผลิตจากผิวส้มอีกตัวหนึ่ง ดีกรี ประมาณ 27% ของประเทศฮอลแลนด์ กลิ่นหอมผิวส้ม และผักชนิดมีก้านมีรสเปรี้ยว ผสม Rhubarb และ Cascara Sagrada รสข่ม

Peychaud Bitter เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากสมุนไพร คิดค้นโดยนาย Antoine Amedie Peychaud เกิดที่ไฮติ ในปี ค.. 1795 ต่อมาย้ายมาตั้งรกรากที่รัฐนิวออรีน ในประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี ค.. 1830 ก็คิดค้นเหล้าชนิดนี้สำเร็จ และออกวางจำหน่าย จัดเป็นเหล้ายาที่ผสมกับเหล้าบรั่นดี

              ภาพจาก  www.cocktaildb.com

Tropical Bitter (ทรอปริคอล บิตเตอร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นจากผลไม้

Suze (ซัวร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่ผลิตที่กลั่นมาจากผิวส้ม และ Gentian (เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามป่าในเทือกเขาแอล (Alps) ในแถบประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และที่ภูเขา Jura ในประเทศฝรั่งเศส) ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889  สีเหลืองใส รสฝาด มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16-20% ผลิตในประเทศฝรั่งเศส คล้ายกับเหล้า Gentiane ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และประเทศฝรั่งเศส , เหล้า Enzian ของประเทศเยอรมัน

         

Underberg (อันเดอร์เบิร์ก) เป็นเหล้าบิตเตอร์ กลั่นจากสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ กว่า 43 ชนิด คิดค้นโดยนาย Hubert Underberg ที่ประเทศเยอรมัน สามารถใช้ดื่มเพื่อแก้อาการเมาค้างได้ หรือช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี่กระเป่า ได้ด้วย และยังดื่มเพื่อแก้อาการปวดท้องบิด จุกเสียด แน่นเฟ้อ  ดีกรีประมาณ 44%  สีดำเข้ม ในประเทศเยอรมัน นิยมดื่มกันหลังทานอาหาร ช่วยย่อยอาหารได้อย่างดีเยี่ยม ขวดขนาดเล็กประมาณ 20 มล. ห่อด้วยกระดาษฟาง  

                                  

Unicum (ยูนิคัม) เหล้าบิตเตอร์ที่ผลิตในประเทศฮังการี ผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1790 กลั่นมาจากสมุนไพรต่างๆ กว่า 40 ชนิด และหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก กลิ่นหอม รสขมปนหวานนิดๆ เข้มข้น สีดำเข้ม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 42%

                

Anise (อนิซ) หรือเหล้าเครื่องเทศ บางทีก็เรียกว่า Pastis จัดอยู่ในกลุ่ม Aperitif นิยมดื่มก่อนทานอาหาร มีสีขาวใส กลิ่นหอมฉุน รสเฝื่อน ทำมาจากเครื่องเทศ Star Anise , Fennel และสมุนไพรต่างๆ คล้ายกับเหล้ายา มีผลเป็นยากล่อมประสาทอ่อนๆ นิยมดื่มกันมากในยุโรป เช่น อิตาลี่ ฝรั่งเศส และเยอรมัน และยังช่วยย่อยอาหารด้วย ถ้าดื่มหลังทานอาหาร  ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น 

ปล.รู้จัก เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ผลิตเป็นเหล้า Anise

              

                                            Anise ประกอบไปด้วย เมล็ด ดอก และต้น                                                  Fennel  (ยี่เหร่า)

แต่ถ้านำไปทำเป็นเหล้าหวาน (Liqueur) จะเรียกกันว่า Samuca ซึ่งเหล้าชนิดนี้จะคล้ายกับเหล้า Absinthe แต่ดีกรีแอลกอฮอล์น้อยกว่า   เมื่อเหล้าสัมผัสหรือผสมกับน้ำเปล่า หรือน้ำแข็ง หรือเหล้าชนิดอื่นที่มีสีขาว จะเปลี่ยนสีได้ เปลี่ยนเป็นสีขาวอมเหลืองขุ่น คล้ายสีของน้ำมะนาว มักนิยมดื่มผสมกับน้ำเปล่า ในอัตราส่วน 1:2  และยังนิยมดื่มเพื่อแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นเหล้าที่มีดีกรีค่อนข้างสูงมาก ประมาณ 35-40% ยี่ห้อที่เรารู้จักกันแพร่หลาย เช่น Pernod และ Ricard ได้แก่

Absinthe (แอปซินท์) เป็นเหล้าอนิซที่กลั่นมาจากเหล้าวอสก้า (ที่ทำจากเมล็ดข้าว หรือองุ่น) ผสมกับสมุนไพร เช่น ชะเอม , ผักชี , ไม้หอม Warmwood , Fennel , hyssop , Star Anise , เลมอน และน้ำเชื่อม รสขม สีเขียวใส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 60-85% คิดค้นโดย Dr.Pierre Ordinaire นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.. 1789 ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะพวกศิลปินจิตกรจะนิยมดื่มเหล้าชนิดนี้ในช่วงเวลา Green Hour ช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน (Happy Hour) จึงมีรูปเขียน งานศิลปะที่เกี่ยวกับภาพวาดของเหล้าชนิดนี้ออกมามากด้วยเช่นกัน ต่อมาในปี ค.. 1915 มีผลิตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และประเทศโปรตุเกส

วิธีดื่มแบบดั้งเดิม จะใส่เหล้าในแก้ว Sherry Glass แล้วเอาน้ำตาลทรายก้อนจุ่มเหล้ามาวางบนช้อนแอปซินท์ (Absinthe Spoon จะเป็นช้อนแบน เจาะรูเหมือนฉลุลายสาม-สี่ช่อง ตามรูปด้านล่าง) วางบนปากแก้ว จากนั้นจุดไฟแล้วปล่อยให้เปลวไฟไหลผ่านรูของช้อนไปเผาเหล้า แล้วจึงคนให้ละลาย อาจจะเติมน้ำเปล่าผสมเพิ่มลงไปด้วย 3 ใน 4 ของแก้ว แล้วคนดื่มกินได้ หรือจะดื่มอีกแบบคือ ใส่น้ำแข็ง 2-3 ก้อนในแก้วร็อค (Rock) เทเหล้าใส่แก้ว ประมาณ 1-2 จิกเกอร์ (25-35 มล.) แล้วเอาช้อนแอปซินท์ วางบนปากแก้ว แล้วเอาน้ำตาลทรายก้อนจุ่มเหล้าจุดไฟแล้ววางบนช้อน เผาจนน้ำตาลละลายเป็นคาราเมล แล้วหยดผ่านรอยฉลุของช้อนลงในแก้ว แล้วเอาช้อนออกเติมน้ำเย็นเพิ่มลงไปประมาณ 3 ใน 4 ของแก้ว ก็ดื่มกินได้ครับ คำเตือนครับ เป็นเหล้าที่ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากมีดีกรีแอลกอฮอล์สูงมากครับ ถ้าไม่แน่ใจศักยภาพตัวเอง อย่าไปลองดีกว่าครับ เพราะเมาเร็วมาก และอาจะมีผลที่ทำให้ร่างกายรับไม่ไหว อันตรายถึงชีวิตได้สำหรับผู้ที่ไม่เคยดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์มาก่อน เมาแล้วสนุก สนุกแล้วควรมีสิติด้วยนะครับ

เช่น ยี่ห้อ Absinth ของ Staroplzonecky (ดีกรี 70% ในทวีปยุโรปตะวันออก จะเขียนแบบไม่มีตัวอักษร e) , Pernod  (ผลิตปี ค.ศ. 1805 ดีกรี 68%) , La Fee Bohemian (ของสาธารณรัฐเชค ผลิตปี ค.ศ. 1920 สีฟ้าเขียว ดีกรี 70% รสเย็นซ่าคล้ายมิ้นท์) , La Fee Parsian (ปารีส ฝรั่งเศส สีเขียวอ่อนใส ดีกรี 68% รสคล้ายลูกอมแฮ็ค ออกเย็นๆ) , La Fee XS (ฝรั่งเศส ดีกรี 68%) , La Fee XS Suisse (สวิสเซอร์แลนด์ ดีกรี 53%) เป็นต้น   บางทีก็จัดแยกออกไปเป็นอีกตระกูลเหล้าหนึ่งด้วย เพราะมีอยู่เยอะมากๆ

                

Pastis (พาสติส) เป็นเหล้าอนิซ ใช้เหล้าสปิริตพื้นฐานพวกวอสก้ากลั่นผสมกับสมุนไพร  นิยมดื่มกันมากในฝรั่งเศส โดยผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน 1:2  เช่น Pastis Consendo , Pastis Prado , Pastis 51 , Ricard เป็นต้น

               

Pernod (เพอร์นอด) เป็นเหล้าอนิซ รสชาติข่ม เข้มข้น กลั่นจากไวน์ผสมไม้จันทร์หอม และยี่หร่าขม (Absinth) น้ำสีออกเหลืองนิดๆ ดีกรีสูง ประมาณ 40% มีประวัติการผลิตที่ยาวนาน ผสมผสานระหว่าง Star Anise และพืชที่มีกลิ่นหอมต่างๆ เข้าด้วยกัน ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 โดยนายแพทย์ Pierre Ordinaire เป็นชาวฝรั่งเศสที่ไปทำงานอยู่ที่สวิซเซอร์แลนด์ ได้ทดลองนำเอา Star Anise มากลั่นแล้วแต่งกลิ่นด้วยสมุนไพรต่างๆ ช่วงแรกก็ผลิตขึ้นเพื่อใช้ดื่มภายในครอบครัว และหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น จนเมื่อปี ค.ศ. 1805 นายเฮนรี่ หลุยส์ เพอร์นอต (Henri–Luois Pernod) ลูกบุญธรรมของนายแพทย์ปิแอร์ ได้เปิดโรงกลั่นเหล้า และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน เดิมทีเหล้าชนิดนี้ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงถึง 65-75% เลยทีเดียว แต่เมื่อปี ค.ศ. 1915 รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งห้ามผลิต และจำหน่ายเหล้า Pernod เพราะมีส่วนผสม “absinthe” ที่พบว่ามีโทษต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ทำให้บริษัท Pernod ต้องปิดกิจการลงไปชั่วคราว หลังจากนั้นผ่านมา 1 ปี เค้าจึงพยามยามปรับปรุงสูตรเหล้าขึนใหม่ โดยตัด absinthe ออกจากส่วนผสม ทำเหล้าเพอร์นอดสามารถกลับมาเป็นที่นิยมดืมกันทั่วโลกได้อีกครั้ง ส่วนกรรมวิธีการผลิตเหล้าชนิดนี้ เริ่มจากนำ Star Anise (เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมฉุน เผ็ดหวานในตัว และสารที่มีเฉพาะตัวที่ทำให้มีคุณลักษณะที่โดดเด่น เป็นพืชไม้ยืนต้น แหล่งกำเนิดอยู่ในแถบทะเลจีนใต้ แถบอินโดจีน เช่น ประเทศไทย เวียตนาม ลาว และจีน) มาหมักพร้อมกับยีสต์ และสมุนไพรต่างๆ จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ มีน้ำมันที่ได้จาก Star Anise ออกมาด้วย แล้วกลั่นเป็นเหล้า Anise ที่มีกลิ่นหอม นิยมดื่มผสมกับน้ำเปล่า เมื่อน้ำสัมผัสกับน้ำมันที่สกัดออกมาพร้อมตัวเหล้าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น มีกลิ่นหอมน่าดื่ม นี้ถือเป็นเคล็ดลับเฉพาะของบริษัท Pernod บางทีก็ดื่มผสมกับน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่ม Soft Drink หรือผสมทำค็อกเทล บางคนอาจจะนิยมดื่มหลังทานอาหารก็ได้ ช่วยกลิ่นอาหารพวกที่กลิ่น เช่น อาหารทะเล หรือเนื้อแลมป์ ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น

                       

Ojen (โอ เฮน)  อ่านออกเสียงว่า oh-hen เป็นเหล้าอนิซที่ผลิตในประเทศสเปน รสฝาดปนหวาน คล้ายกับเหล้า Ouzo และเหล้า Pastis

Ouzo (อูโซ่)  เป็นเหล้า Pastis กลั่นจากชะเอม (Locorice) และสมุนไพรหลากหลายชนิด หอมกลิ่นสมุนไพร ของประเทศกรีซ จัดเป็น Greek Brandy มีกรรมวิธีการกลั่นถึง 2 ครั้ง รสขมปนหวานนิดๆ หอมกลิ่นสมุนไพรพวกยี่หร่า และเม็ดผักชี สีเหล้าเป็นสีขาวใส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-40% ผลิตที่นครคอนสแตนติโนเปิล ในประเทศกรีก ตั้งแต่ปี ค.. 1880 เช่น ยี่ห้อ Ouzo12 (ดีกรี 40%) , Ouzo Nostalgia (ดีกรี 37.50%)

                  

Raki (เรกิ) เป็นเหล้าอนิซที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับไวน์ และสมุนไพรต่างๆ กลั่นในถังทองแดง 2 ครั้ง  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40-50% รสจะคล้ายกับเหล้า Ouzo จัดเป็นเหล้าประจำชาติของประเทศตุรกี และประเทศเลบานอน เวลาดื่มนิยมดื่มผสมกับน้ำเย็นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น 1:1 เมื่อผสมกับน้ำ เหล้าเรกิจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นคล้ายสีน้ำนม ในตุรกีจึงเรียกเหล้าเรกิที่ผสมน้ำเย็นนี้ว่า sütü  aslan แปลว่า น้ำนมสิงห์ "Lion's Milk" กลิ่นและนมรสชาดคล้ายกับอมลูกอมแฮ็ค รสเย็นซ่านิดๆ สีขาวคล้ายน้ำนม แรงกำลังดี ทานพร้อมกับอาหารทะเล arugula สด เนยขาวและแตงกวาตุรกี จะน่าลิ่มลองมากยิ่งขึ้น เมื่อดื่มขณะดูระบำหน้าท้องของตุรกีไปด้วย ได้บรรยากาศดีแท้ เช่น ยี่ห้อ Golden Horn , Yeni (ดีกรี 45% สีขาวใส ของตุรกี)

               

Ricard (ริชาร์ด) เป็นเหล้าอนิซคล้ายกับเหล้าเพอร์นอต ผลิตครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1932 โดยนาย Paul Ricard ที่เมือง Marseille ของประเทศฝรั่งเศส ผลิตขึ้นหลังจากที่ยี่ห้อ Pernod นิยมดื่มกันมาก แต่จะโฆษณาว่า ยี่ห้อนี้ใช่ส่วนผสมวัตถุดิบที่พิถีพิถันมากกว่า จนมีสโลแกนว่า “Ricard , The Real Pastis of Marseille” หลังจากนั้นบริษัทพยายามขยายกิจการ โฆษณาผ่านสื่อต่างๆ จนเริ่มมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น กลั่นและหมักมาจาก Star Anise ที่ได้มาจากทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามที่มีคุณภาพดี , Licorice ที่ช่วยให้เหล้ามีสีสวย กลิ่นหอม และ Root Beer ช่วยให้กลิ่นดีขึ้น นิยมดื่มผสมกับน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่ม Soft Drink ปัจจุบันได้รวมกับเหล้ายี่ห้อ Pernod เป็นบริษัทดียวกันแล้ว เรียกว่า PERNOD RICARD ขายแยกแบรนด์กัน และยังผลิตและจำหน่วยเหล้าอื่นอีกด้วย เช่น Chivas Regal , Martell , John Jameson’s , Larios , Wild Turkey เป็นต้น

                   

 

  •  Dessert Wine

เหล้าดิเซิร์ทไวน์ (Dessert  Wine) เป็นเหล้าที่นิยมดื่มพร้อมกับการทานอาหารว่าง จนมักจะเรียกกันว่า “เหล้าไวน์ขนม” ไม่ว่าจะดื่มก่อนหรือหลังทานอาหารก็ได้ โดยจะนำไปแช่เย็นก่อนที่จะดื่ม และยังนิยมดื่มแบบเพียวๆ โดยใส่ในแก้วลิเคียร์ (Liqueur Glass) หรือแก้วชอท (Shot Glass) หรือแก้วคลอเดี้ยน (Cordial Glass) จะได้รสที่หวานนุ่ม กลมกล่อมมากกว่าการดื่มแบบผสม และยังเหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มลำดับสุดท้ายของมื้ออาหารแทนการดื่มเหล้าหวาน หรือนำไปปรุงอาหารทำเป็นซอสต่างๆ ได้อีกด้วย นิยมดื่มก่อน หรือหลังทานอาหารก็ได้ หรือดื่มแบบแช่เย็น ส่วนใหญ่จะดื่มแบบเพียวๆ โดยใส่ในแก้วลิเคียร์จะได้รสชาดของเหล้าที่นุ่มนวลกลมกล่อมมากกว่าการดื่มแบบผสม และยังนิยมเสิร์ฟเป็นลำดับสุดท้ายของมื้ออาหารด้วย

กำเนิดเหล้าดิเซิร์นไวน์ ส่วนใหญ่เหล้าดิเซิร์ทไวน์ที่มีชื่อเสียง และรสอร่อย จะมีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรปทางตอนใต้ และผลิตมากในประเทศกรีก , ประเทศสเปน , ประเทศโปรตุเกส , ประเทศฮังการี , ประเทศอิตาลี มีแหล่งผลิตอยู่ที่โปลิเชลล่า ใช้เมล็ดองุ่นอบแห้งมาผลิตได้รสเหล้าที่มีรสหวานปนฝาดเข้มข้น กลิ่นหอม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง , ประเทศเยอรมัน มีแหล่งผลิตเหล้าอยู่ที่ เบียเรนอสเลส และทรอเคนเบียเรนอสเลส ในแคว้นมอเซลซาร์รูเวอร์ และไรน์โก , ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส อยู่ที่แหล่งชุมชนโซแตร์น ที่เมืองชีครงด์ แคว้นบอร์โดซ์ ถือว่าเป็นแหล่งผลิตเหล้าดิเซิร์นไวน์ที่ดีที่สุด และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และประเทศสหรัฐอเมริกา มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมเหล้าไวน์ประเภทนี้ไว้ว่า “เหล้าดิเซิร์ทไวน์ จะต้องมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 14% ตามแบบฉบับการผลิตแบบโบราณ โดยใช้องุ่นสุกงอกเต็มที่มาหมักบ่มตามกรรมวิธีการผลิตแบบเดียวกับเหล้าเทเบิ้ลไวน์ที่มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 12.50% ส่วนใหญ่จะหมักมาจากองุ่น หรือผลไม้ที่ใกล้จะเน่าเสีย จัดเป็นไวน์หางแถว รสคล้ายไวน์ แต่จะมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงกว่าไวน์ทั่วไป ประมาณ 15-22% มีรสค่อนข้างหวานบ้าง ฝาดอมเปรี้ยวนิดๆ บ้าง หอมกลิ่นสมุนไพร ซึ่งบางครั้งก็ถูกจัดไวน์ในตระกูลไวน์ด้วย จะอยู่ในกลุ่ม ฟอร์ติฟายด์ไวน์ (Fortified Wine) หรือไวน์ที่มีดีกรีสูงกว่าปกติ

คำว่า Fortified Wine  คนสเปนจะเรียกกันว่า Sherry (แชร์รี่) ส่วนคนโปรตุเกส จะเรียกกันว่า Vinho do Porto (วิโน โด พอร์โต้) หรือ Porto (พอร์โต้) หรือ Porto Wine (พอร์โต้ ไวน์) แต่สากลเรียกกันว่า Port (พอร์ท) ซึ่งฟอร์ติฟายด์ไวน์ มักจะมีรสเข้มข้น ออกหวานนิดๆ นิยมเติมเหล้าองุ่นกลั่นผสมลงไปด้วย มีดีกรี 7% แต่ถ้าผสมเหล้าบรั่นดีเข้าไปด้วย จะมีดีกรีเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% แล้วค่อยเติมความหวานเข้าไป 

กรรมวิธีการผลิต เหล้าดิเซิร์ทไวน์ เป็นเหล้าไวน์ที่มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงกว่าไวน์ธรรมดาทั่วไป กรรมวิธีการผลิตทำได้โดยนำองุ่นหรือผลไม้ที่สุกงอกเต็มที่จนใกล้จะเน่ามาหมักบ่ม ในช่วงที่หมักบ่มจะเกิดเชื้อราที่เรียกว่า Botrytis Cinerea (มีมากในเถาองุ่น เป็นเชื้อราสีเทา แต่ในทวีปยุโรปจะเรียกว่า Noble Rot เป็นเชื้อราเกรดสูง ที่ช่วยเร่งให้รสชาดของเหล้าดิเซิร์นไวน์อร่อยยิ่งขึ้น) มาหมักผสมกับสมุนไพร แล้วนำไปต้มกลั่นจนได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นด้วย จากนั้นนำเหล้าที่กลั่นได้นี้ไปเก็บหมักบ่มต่อไว้ในถังไม้โอ๊ก มีการแต่งเติมรส เพื่อเพิ่มความหวาน และกลิ่นให้มากขึ้น                

การแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ  ได้เแก่

Port (พอร์ท)  เป็นเหล้าองุ่นที่มีดีกรีสูงประมาณ 18-22%  ผลิตมาจากองุ่นแดง Douro Valley ในประเทศโปรตุเกสทางตอนเหนือ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17, ประเทศสเปน , ประเทศอิตาลี , ประเทศฝรั่งเศส และประเทศกรีก แต่ที่ประเทศสเปน ในเมือง Oporto เหล้าดิเซิร์ทไวน์จะเป็นเหล้าที่มีชื่อเสียงมากกว่า เนื่องจากเป็นเหล้าที่เพิ่มน้ำตาลจากองุ่น Eau-de-vie-de-vin และหมักบ่มเก็บไว้นานถึ ง 2 ปี ก่อนออกมาวางจำหน่าย รสหวาน สีเแดงทับทิมเข้ม หอมกลิ่นผลไม้ เหล้าพอร์ท ได้แก่

  • White Port เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้นาน 7 ปี ก่อนบรรจุลงขวด

  • Vintage Port (King of Port wine) เก็บไว้นานอย่างน้อย 10 ปี หรือไม่ก็มากกว่า

  • Late Bottled Vintage Port : LBV เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้นาน  4-6 ปี และเก็บไว้ในขวดอีก 1 ปี

  • Ruby Port สีแดงเข้ม กลิ่นหอมผลไม้ เก็บไว้แล้วแต่ไม่ระบุปี

  • Tawny Port คล้ายกับ Ruby Port เก็บหมักบ่มไว้นานในถังไม้โอ๊ก

  • Crusted Port

  • Wood Port เก็บไว้หลายปีในถังไม้ ก่อนบรรจุลงขวด

    

เหล้าพอร์ท     มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Cockburn's จัดอยู่ในประเภท Vintage Port  ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1991 ในประเทศโปรตุเกส สีแดงเข้ม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 20% ,  Commendador , Dow's Port  , Dela Force , Gonzalez , Graham's จัดอยู่ในประเภท LBV Port ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1989 ในประเทศโปรตุเกส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 20% , Graham's Six Grapes จัดอยู่ในประเภท Ruby Port ผลิตในประเทศโปรตุเกส , Old Friend , Old Invalid Port , Old Towny , Quady's  ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา , Quinta Do Crasto  จัดอยู่ในประเภท  LBV Port ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1988 ในประเทศโปรตุเกส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 19.50% , Sandeman Port , Taylor's 20 year old ผลิตในประเทศโปรตุเกส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 20% , Very Old Towny Port 

Sherry (แชร์รี่)  เป็นเหล้าองุ่นที่มีดีกรีค่อนข้างสูงประมาณ 15-20% และมีกลิ่นหอม จัดเป็น Fino Sherry ผลิตมาจากองุ่นขาว บริเวณที่มีชื่อว่า Jerez de La Frontera  , Puerto de Santa Maria และ Scanlucar de Barrameda ณ.เมืองแอนดาลูเซีย (Andalusia ของประเทศสเปนทางตอนใต้ ประมาณ 70% จะเป็นเหล้าองุ่นที่ผลิตที่  Jerez และเหล้าชนิดนี้นิยมเก็บไว้นานประมาณ 10-15 ปี จนมีรสชาดดีกลมกล่อม กลิ่นหอมละเมียดละไม น่าดื่มมากขึ้น นิยมดื่มก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ จัดเป็นเหล้า Mediterranean Wine มีรสฝาด สีเหลืองอ่อนใส

                      

เหล้าแชร์รี่    มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Amontillado มีรสฝาดปานกลาง สีเหลืองอำพัน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 18-25% , Bristol Cream (Harveys Bristol Cream)  สีน้ำตาลอมเหลือง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17.50% , Cream Sherry  เหล้าแชร์รี่ที่กลั่นมาจากองุ่น Pedro Ximinez หรือ Muscatel ผสมน้ำเชื่อม รสหวานมาก สีน้ำตาลเข้ม คล้ายเหล้า Oloroso , Dry Don , Dry Fly , Dry Sack ผลิตในประเทศสเปน มีรสฝาดปานกลาง (Medium Dry) มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15% , Emva Cream ที่ผลิตในประเทศอังกฤษ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15% , Malaga  ถ้าเป็น Dulce on the Label  จะมีรสหวานมากๆ และถ้าเป็น On the other Hand  ก็จะมีรสฝาด นิยมดื่มหลังทานอาหาร ผลิตในประเทศสเปน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17% , Manzanilla  ใช้องุ่นจากบริเวณ  Sanlucar de Barrameda  ในประเทศสเปน มีรสร้อนแรงปมรสขม กลิ่นหอมฉุนสดชื่น สีขาวเหลืองใส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15-16% , Oloroso (Raya) กลั่นมาจากวอทนัท รสนุ่ม กลิ่นหอม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 18-24% สีน้ำตาลออกดำ , Sandeman Sherry  , Tio Pepe' กลั่นและหมักบ่มมาจากไวน์ขาว สีขาวออกเหลืองอ่อน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15% บนฉลากขวดจะมีคำว่า "Fino"

นอกจากนี้ยังมีเหล้า Dessert Wine ตัวอื่นๆ อีก เช่น

Madeira (มาเดียร่า) มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17-18% รสฝาด สีน้ำตาลแดงออกเข้ม Madeira  เป็นชื่อเกาะในแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ในหมู่เกาะ Eponymous ของประเทศโปรตุเกส ใกล้กับฝั่งทะเลทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา (เกาะมาเดียร่าเป็นเกาะที่เกิดมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ) ส่วนใหญ่ไวน์ที่ส่งไปขายที่อินเดียตะวันออก นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมามักจะผ่านที่ท่าเรือของเกาะมาเดียร่าก่อน ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการค้าขายไวน์ในสมัยนั้น จากทวีปยุโรปทางตอนเหนือไปถึงทวีปแอฟริกา และทวีปอินเดีย หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ก็มีการผลิตไวน์ชนิดนี้ขึ้นที่เกาะแห่งนี้ และเรียกชื่อเหล้าตามชื่อเกาะ ส่งออกขายไปทั่วโลก  เหล้ามาเดียร่าจะกลั่นมาจากองุ่น 4 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

- องุ่นพันธุ์ Sercial (เซอร์เชียล) สีเหลืองอ่อน รสฝาดอมเปรี้ยวนำ

- องุ่นพันธุ์ Verdelho (เวอเดโล) รสหวานปนเปรี้ยว

- องุ่นพันธุ์ Bual (บูล) รสเข้มข้นออกหวานปานกลาง กลิ่นคล้ายขี้เถ้าภูเขาไฟ

- องุ่นพันธุ์ Malvasia or Malmsey (มาเวเซีย) รสหวาน นุ่มนวล เข้มข้น มีกลิ่นขี้เถ้าภูเขาไฟปนกลิ่นเถาองุ่น

วิธีผลิตเหล้ามาเดียร่า คือจะนำเอาองุ่นสุกมากๆ มาคั้นน้ำ และหมักคล้ายไวน์ จากนั้นจะเติมแอลกอฮอล์เพิ่มลงไป เพื่อให้มีดีกรีสูงมากขึ้น กลั่นออกมาแล้วเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กขนาดใหญ่ โดยบ่มแบบ Maderisation ในพื้นที่ที่เรียกว่า Estufas ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีแสงแดดจัดตามธรรมชาติ ช่วยให้เหล้าเกิดการทำปฏิกิริยาสนดาป มีรส สี กลิ่น คล้ายกับเหล้าพอร์ท  แล้วบ่มต่อในโรงเก็บหมักบ่มเหล้าที่เรียกว่า Canteiros ทำให้เหล้ามีคุณภาพดีขึ้น ช่วยเพิ่มความร้อนในการหมักบ่มมากขึ้น แล้วจึงเหล้ามาปรุงแต่งผสมกันอีกครั้ง เหล้ามาเดียร่าส่วนใหญ่จะผลิตออกมาจำหน่ายในรูปแบบ Vintage Madeira ที่หมักบ่มในถังไม้นานกว่า 20 ปี และอาจจะผสมกับเหล้าที่หมักบ่มไว้ 3 , 5 , 10 หรือมากกว่า 15 ปีด้วย ที่ฉลากเหล้ามักจะเขียนไว้ว่า "Harvest" และ "Garrafeira" หมายถึงเหล้าที่ผลิตจากปีพิเศษ ซึ่งหมักบ่มน้อยกว่าแบบ Vintage แต่ถ้าเห็นที่ฉลากเหล้าเขียนไว้ว่า "Rainwater" หมายถึงเหล้าที่ส่งไปขายเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น เนื่องมาจาก ในช่วงแรกที่ส่งไปขายที่เมือง Savannah ในรัฐจอร์เจีย จะขนส่งกันทางเรือ ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก ทำให้ถังบรรจุเหล้าเปียกไปหมด มีผลทำให้เหล้าเสียชาติไปบ้าง แต่กลับเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนที่นี่ หลังจากนั้นการที่จะส่งเหล้าไปขายที่นี้ จึงมีการปรับการผลิตใหม่ โดยนำถังเหล้าไปหมักบ่มไว้ในที่กลางแจ้ง ทำให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ ซึ่งมักจะทำมาจากองุ่นพันธุ์เวอเดโล (Verdelho) 

              

เหล้ามาเดียร่า    มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Rich Malmsey เก็บไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปี รสหวาน สีน้ำตาลแดง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17.50% ผลิตจากหมู่เกาะมาเดียร่าในประเทศโปรตุเกส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1811 , Sercial เก็บไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปี สีเหลือง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17.50% ผลิตในประเทศโปรตุเกส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1745 , Verdelho  เก็บไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปี รสฝาดปานกลางออกหวาน สีขาวออกเหลือง

Marsala (มาร์ซารา)  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17-19% ซึ่ง Marsala เป็นชื่อของเมืองในทวีปยุโรปทางตอนใต้ เป็นที่รู้จักของผู้คนโดยทั่วไป โดยพ่อค้าไวน์ที่ชื่อนาย John Woodhouse ช่วงปี ค.ศ. 1773 และเหล้าไวน์ชนิดนี้เป็นเหล้าที่เลียนแบบมาจากเหล้าแชร์รี่ เหล้ามาเดียร่า โดยกลั่นมาจากองุ่นขาวพันธุ์ Grillo , Inzolia และ Catarratto ผสมน้ำเชื่อม รสฝาด สีเหล้าเป็นสีน้ำตาลใสออกเหลืองอ่อน

                  

เหล้ามาร์ซารา   มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Curatolo Arini รสฝาด มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17% ผลิตในประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1875 , Superiore Doice  มีรสหวานนุ่ม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 18% ผลิตในประเทศอิตาลี  , Superiore Riserva  เก็บไว้นาน 4 ปี มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ  18% ผลิตในประเทศอิตาลี  , Superiore Secco มีรสฝาด มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ  18% ผลิตในประเทศอิตาลี  , Terre Arse  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 19% ผลิตในประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1883

Muscat & Moscatel (มูสเคท & มูสคาเดท) มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15-18% รสออกหวานหน่อยๆ สีเหล้าเป็นสีเหลืองอ่อนใส แต่ถ้ามาจากอิตาลี บ้างก็เรียกว่า Moscato (มูสคาโต้)

                          

เหล้ามูสเคท & มูสคาเดท    มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่   Australian Liqueur Muscats รสหวาน ผลิตที่ Rutherglen ในรัฐวิกตอเรีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเรีย , Jerepigo รสหวานมาก คล้ายกับเหล้า Moscatel de Valencia  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ  17.50% ผลิตในประเทศแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 , Moscatel de Valencia รสหวาน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15% ผลิตรอบๆ เมือง Anlencia ในประเทศฝรั่งเศส ใกล้กับทางทิศตะวันออกของประเทศสเปน เรียกเหล้าชนิดนี้ว่าเป็น Vin de Liqueur  , Muscat de Beaumes de Venise (Domaine de Coyeux) มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 15% ผลิตในประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 , Setubal Moscatel  เก็บไว้นานถึง 20 ปี มีรสหวาน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 18% ผลิตที่  Setubal Peninsula ทางทิศตะวันตกของประเทศโปรตุเกส และทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ Lisbon ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 คล้ายกับเหล้า Vin Doux Naturels ของประเทศฝรั่งเศส , Vin Doux Naturel Muscats  รสหวานธรรมชาติ ผลิตในประเทศฝรั่งเศสทางตอนใต้ จะผลิตคล้ายกับเหล้าพอร์ท

           :::::::::::::::::::::::::::::::::::::CocktailThai.com:::::::::::::::::::::::::::::::::::::

         

 

  เรียนทฤษฎีเหล้า สมัครได้

สนใจสมัครเรียนได้ครับ

   คอร์สเรียนภาคทฤษฎีเหล้า                                                    ( เรียน 2 ครั้ง )       900 บาท
    เรียนประวัติเครื่องดื่มค็อกเทล 
    เรียนความรู้เกี่ยวกับเหล้า และการแบ่งแยกประเภทเหล้า  
    เรียนการผลิตประวัติความเป็นมา เหล้าที่ใช้แทนกันได้ 
    เรียนรูปแบบการจัดบาร์ การคิดคำนวณต้นทุนสำหรับเปิดร้าน แหล่งซื้อเหล้า การเช็คสต็อก

    แจกตำราเรียนทฤษฎี 1 เล่ม 

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

K.เอ๋

Tel. :       08-9893-7614 , 0-2691-0515

e-Mail :   a8siripun@yahoo.com 

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม   *


เรียนรู้ค็อกเทล

The Cocktails article
Methods Techniques ... เทคนิคผสมค็อกเทล article
เช็คคอร์สเรียนสำหรับเดือนนี้ วันที่ 20 กพ. 53 เวลา 09.00-16.00 น. เรียนค็อกเทลและม็อกเทล 20-30 สูตร ค่าเรียน 2300 บ. สมัคร 2 คน ลดเหลือ 4000 บ. หรือวันที่ 10-12 กพ. 53 เวลา 18.00-20.30 น. เรียนค็อกเทล1 ค่าเรียน 1800 บ. article
อุปกรณ์ผสม article
กำเนิดเบียร์ เครื่องดื่มชนิดแรกสุดของโลก article
รู้จักไวน์ และแชมเปญ article
Color & Flavour of Spirits article
Glassware article
หน่วยตวงเหล้า article
รู้จักส่วนผสมอื่น article
Decorate or Garnishes...การตกแต่งแก้ว article
รูปแบบบาร์ article
รสนิยมในการดื่มค็อกเทล article
ตระกูลค็อกเทล article
Link to Web. about Spirits article
แนะนำหนังสือค็อกเทลน่าอ่าน
ติดต่อสอบถาม article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชมชอบในบรรยายกาศของการร่ำสุรา
hi5 smileys
Visitors : 480841
Ready Website Service