ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Us
bulletเช็คคอร์สเรียนสำหรับเดือนนี้
dot
งานของเรา
dot
bulletหลักสูตรอบรม
bulletขายอุปกรณ์ ทำค็อกเทล Cocktail Shopping
bulletรับจัดทำเครื่องดื่มในงานเลี้ยง
bulletรับทำค็อกเทล&ม็อกเทล พั้นช์ ผสมพร้อมดื่ม แบบแกลลอน
bulletรับทำค็อกเทลวุ้นหลอดฉีด
bulletรับทำ Box Set
bulletรับสั่งทำไม้จิ้มธงโลโก้ สำหรับจิ้มอาหารค็อกเทล
dot
เลือกรายการ
dot
bulletเลือก....รายการอาหาร Canape' & Finger Food
bulletเลือก....รายการเครื่องดื่ม Cocktail
bulletเลือก....รายการเครื่องดื่ม Mocktail, Punch, SPA Drink
dot
Gallery
dot
bulletภาพ....การจัดเลี้ยงเครื่องดื่มและอาหารค็อกเทล
bulletภาพ....บรรยากาศการเรียนที่ห้วยขวาง
bulletภาพ....บรรยากาศการเรียน Molecular Cocktail ที่ห้วยขวาง
bulletภาพ....บรรยากาศการอบรมผสมเครื่องดื่มนอกสถานที่
bulletภาพ....งานรับคิดค้นสูตร และรับทำเครื่องดื่มเพื่อถ่ายภาพ
dot
Drinks & Beverage
dot
bulletCocktail
bulletMocktail
bulletPunch
bulletSmoothies & Frappe
bulletSPA Drink
bulletMilk Shake
bulletTea & Coffee
bulletอยากเหล้า .... เรื่อง
bulletเทคนิคผสมค็อกเทล
bulletเบียร์ เย็น เย็น
bulletรู้จักไวน์ และแชมเปญ
dot
สูตรเครื่องดื่ม
dot
bulletสูตรค็อกเทล
bulletสูตรเหล้าปั่น
bulletสูตรม็อกเทล
bulletสูตรสมูธตี้ส์และเฟรปเป้
bulletสูตรคานาเป้
bulletสูตรไอศกรีม
dot
บทความน่า.....อ่าน
dot
bulletแนะนำหนังสือค็อกเทล
bulletคนชงเหล้า .... ปั้นน้ำเป็นเงิน
bulletคลิก! อ่านบทความ ที่น่าสนใจ
bulletองค์การสุรา กรมสรรพสามิต
dot
Links to Website Cocktail
dot
bulletLink to Web. about Spirits
bulletCocktail.com
bulletCocktail.uk.com
bulletKingcocktail.com
bulletCocktailtimes.com
bulletDrinksmixer.com
bulletBolsCocktail.com
bulletCocktaildreams.de
bulletDrinkboy.com
bulletBartender.com
bullet877Spirits.com
bulletIn-the-spirit.co.uk
dot
Link to The Best Web
dot
bulletAmazon.com
bulletAmazon.co.uk
bulletGoogle.co.th
bulletYahoo.com
bulletSanook.com
dot
อ่านข่าวจากสื่อออนไลน์
dot
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bullet88DB.Jobsdb.com
bulletGourmetthai.com
bulletThaihoteljob.com
bulletThaicabincrew.com
bulletร้านขาย แก้วพลาสติก และ น้ำเชื่อมต่างๆ
dot
Reserve
dot
bullet จองคอร์สเรียน
dot
Contact Us

dot
bulletติดต่อสอบถาม


งานโรงแรม
ข่าวโรงแรม
หางานบาร์ ตำแหน่งงานว่าง
ค้นหาสูตรค็อกเทล
สุดยอดเว็ปบอร์ดไทย
ค้นหาโดยกูรู
ค้นหาข้อมูลอาหารและเครื่องดื่ม


อยากเหล้า .... เรื่อง article

ข้อมูลในส่วนบทความนี้ถือเป็นกรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์ของ www.cocktailthai.com หากพบว่าผู้หนึ่ง ผู้ใดนำส่วนหนึ่งส่วนใด ไปตีพิมพ์ หรือเผยแพร่เพื่อการค้า หรือการอื่นๆ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ทางเราจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างถึงที่สุด

การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวของเว็ปฯ มีไว้เพื่อการศึกษา หาได้มีไว้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใด นำไปใช้เพื่อแอบอ้างเป็นสิทธิ์ของตน โดยไม่รู้จักคิดขึ้นเอง จึงเรียนมาเพื่อทราบ หากต้องการใช้ข้อมูลดังกล่าว ควรได้รับการอนุญาตจากทางเว็ปฯ ก่อน และควรอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของเว็ปฯ นี้ด้วย เพื่อเป็นการช่วยเผยแพร่เว็ปฯ ให้เป็นที่รู้จึกกันมากยิ่งขึ้น

และในส่วนของรูปภาพต่างๆ ไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ของเว็ปฯ ทางเรานำมาจากหนังสือต่างประเทศ และ Google หากภาพใดมีภาพหนึ่งมีลิขสิทธิ์อยู่ ทางเรา มิได้มีเจตนาล่วงละเมิดลิขสิทธิ์  ซึ่งถ้าต้องการให้ลบออก กรุณาแจ้งมาได้ทันที ทางเราจะลบออกโดยด่วน

**************************

การเรียนรู้เกี่ยวกับการผสมค็อกเทล หัวใจหลักคือ การทำความรู้จักเกี่ยวกับเหล้าหรือสุรา เพื่อเป็นพื้นฐานในการผสมเครื่องดื่มค็อกเทล จะได้รู้ว่ารสชาติของค็อกเทลที่เราผสมออกมานั้นเป็นเช่นไร สีสันแบบไหน ใช้วิธีผสมแบบใดจึงจะเหมาะสม

   

น้ำเมา หรือน้ำอมฤต จากความเชื่อดังเดิม ว่า มันเป็นดังเครื่องดื่มที่เป็นดังยา น้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมาให้ เนื่องด้วย ผู้ที่คิดค้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้กลับกลายเป็นกลุ่มนักบวช ด้วยความเชื่อส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มันช่วยต่อ หรือยืดอายุได้เมื่อได้สัมผัส ลิ้มรส เป็นดังยาอายุวัฒนะ ใช้บูชาเหล่าเทพเจ้า

     ความลี้ลับในการกลั่นเหล้าในยุคกลาง มีเพียงไม่กี่คนที่รู้กรรมวิธีการทำ

ณ. นครคอร์โดบา เมืองหลวงแห่งอาณาจักรอันดาลูเซีย ของชาวอาหรับ (ปัจจุบันคือทางตอนใต้ของประเทศสเปน) เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและเผยแพร่เทคนิคในการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้วิธีการที่คล้ายกับการกลั่น เริ่มจากกระบวนการทำให้น้ำร้อนกลายเป็นไอ แล้วทำการควบแน่นจนเกิดเป็นหยดน้ำ เพื่อแยกส่วนผสมที่บริสุทธิ์ออกมา หลักการนี้เป็น การกลั่นเบื้องต้น ซึ่งต่อมาช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์กาลจากบันทึกของชาวเมโสโปเตเมีย กล่าวว่าหลักการนี้มีไว้เพื่อ ทำน้ำหอม  หรือ อริสโตเติล ชาวกรีก เคยบันทึกไว้ เมื่อน้ำน้ำทะเลมาต้มกลั่น ไอน้ำที่ได้กลับไม่มีรสเค็ม  แต่ที่นครคอร์โดบานี้ ชาวอาหรับโบราณ นำมาใช้ในการกลั่นเหล้าไวน์ เกิดจาก จาบีร์ อิบ เฮยยาน เป็นบิดาแห่งวิชาเคมี ที่คิดค้นเครื่องกลั่นออกมาได้ดี สมบูรณ์แบบในขณะนั้น เพื่อให้นักเคมีในยุคต่อๆ มาใช้ในการกลั่นไวน์ และสารทดลองอื่นๆ  หลังจากนั้นความรู้เหล่านี้ก็ได้ถ่ายทอดจากภาษาอาหรับมาเป็นภาษาละติน

      เมโสโปเตเมีย

Alembic (อเล็มบิก) ภาชนะแก้วที่ใช้ในการกลั่นไวน์ของชาวอาหรับโบราณ เป็นคำที่มาจากภาษาอาหรับว่า Al-Ambiq (อัล-เอมบิก) และมาจากภาษากรีกว่า Ambix (อัมบิกซ์) เป็นแก้วที่มีรูปร่างพิเศษใช้ในการกลั่น จุดสังเกตของคำ คล้ายๆ คำว่า Alcohol (แอลกอฮอล์) โดยแผลงมาจากคำว่า Al-Koh'l (อัล-คอลห์) เป็นชื่อแร่พลวงบริสุทธิ์ เป็นผงสีดำ ใช้เป็นเครื่องสำอางค์สำหรับทาเปลือกตา แต่พวกนักเคมีจะใช้คำนี้สื่อความหมาย ถึง "ความบริสุทธิ์" เป็นเครื่องดื่มของเหลว ที่ผ่านขบวนการกลั่นที่ทำให้บริสุทธิ์  แต่ชาวอังกฤษจะเรียกไวน์ที่ผ่านการกลั่นนี้ว่า "ไวน์แอลกอฮอล์" (Wine Alcohol)

    Alembic (อเล็มบิก)  

เล่าสู้กันฟัง ค่ำคืนอันเหน็บหนาวของฤดูหนาวในปี ค.ศ. 1386 กษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ปกครองอาณาจักรนาแวร์ (ปัจจุบันอยู่ในสเปน) เกิดล้มป่วยลง เป็นอัมพาต เหล่าหมอหลวงได้นำยาวิเศษมารักษาให้ ยาที่ว่านี้ มันก็คือ "ไวน์กลั่น" นั้นเอง ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ หลังจากนั้นเปลี่ยนวิธีการรักษาใหม่ ภายใต้แสงเทียน พวกเขานำเอาผ้าชุบยานี้ (อควาวีไต) มาห่อตัวกษัตริย์ หวังว่าการสัมผัสกับของเหลววิเศษนี้จะช่วยบรรเทาอาการอัมพาตได้ แต่กลับเกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง เมื่อคนรับใช้ถือเทียนเข้าไปใกล้ผ้า เกิดการติดไฟลุกไหม้ขึ้น ทันใดนั้นร่างของกษัตริย์ก็โชติช่วงอยู่ในกองเพลิง ว่ากันว่า นี้เป็นคำพิพากษาจากพระเจ้าที่ลงโทษกษัตริย์ชาร์ลผู้ต่ำช้า ที่สั่งปราบปรามเหตุประท้วงเมื่อช่วงต้นรัชสมัยอย่างโหดเหี้ยม และยังสั่งเพิ่มอัตราภาษีขึ้นสูงลิ่วก่อนที่จะล้มป่วยลง 

ช่วงศตวรรษที่ 12 มิเชล ซาร์เลอนัส นักเล่นแร่แปรธาตุชาวอิตาลี ศึกษาค้นคว้าจากตำราอาหรับเกี่ยวกับการกลั่น เค้าได้บันทึกบันทึกไว้ว่า "เมื่อนำไวน์ที่มีฤทธิ์แรง 4 ส่วนมาผสมกับเกลือ 3 ส่วน แล้วนำไปกลั่นในภาชนะปกติ จะได้ของเหลวที่ลุกไหม้ติดไฟ เมื่อนำไปใกล้ไฟ" จึงมักเรียกของเหลวนี้ว่า Aqua Ardens (อควาอาร์เดนส์) หมายถึง "น้ำที่ลุกไหม้ติดไฟ" ด้วยความร้อนแรงในรสของไวน์นี้ ทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มรสกลืนไวน์นร่ลงไปในคอ เกิดอาการกระชุ่มกระชวย มีความสุข ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างแพร่หลาย ในตำราการแพทย์ในภาษาละติน บันทึกไว้ในชื่อ Aqua Vitae (อควาวีไต) หมายถึง "น้ำเพื่อชีวิต" แต่ชาวกอลจะเรียกอควาวีไตว่า "Uisge Beathe" (อุสเก เบตา) ที่เป็นที่มาของคำว่า "Whisky" (วิสกี้) และพื้นที่อื่นๆ ในยุโรปจะเรียก อควาวีไตนี้ว่า "Branntwein" (แบรนด์ไวน์) ตามภาษาเยอรมัน ส่วนในอังกฤษจะเรียกว่า "Brandywine" (บรั่นดีไวน์) หรือ "Brandy" (บรั้นดี) มีฉายาว่า "ไวน์แผดเผา"

ช่วงศตวรรษที่ 13 ศาสตราจารย์อาร์นัลด์ แห่งวิลลาโนวา ของโรงเรียนแพทย์เมืองมองเปลิเยร์ ฝรั่งเศส  ได้เขียนบันทึกไว้ว่า "น้ำเพื่อชีวิตที่แท้จริงนั้น จะค่อยๆ รินไหลออกมาทีละหยด หลังจากที่ได้กลั่นซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ถึงสามหรือสี่ครั้ง จะได้แก่นไวน์อันวิเศษ ทีเราเรียกว่า อควาวีไต ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับน้ำแห่งความเป็นอมตะนี้เยี่ยงไร มันช่วยยืดอายุ ช่วยขจัดของเหลวที่เป็นโทษ กระตุ้นหัวใจ และรักษาความอ่อนเยาว์ไว้"

ศตวรรษที่ 15 "Aquavitae" (อควาวีไต) เปลี่ยนฐานะจาก ยา เครื่องดื่มทางการแพทย์มาเป็นเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ มีการพิมพ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1478 และแพร่หลายไปทั่วในช่วงปี ค.ศ. 1500 โดยกล่าวถึงกรรมวิธีการกลั่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเทคนิคต่างๆ ซึ่ง Hieronymus แห่ง Brunswick ในเยอรมัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1450-1512 ได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการกลั่น และรูปแบบของเครื่องกลั่น (Liber de arte distillandi. Das buch der rechten kunst zu distillieren) ตีพิมพ์ไว้ใน Strassburg เมื่อปี ค.ศ. 1500

      Hieronymus

  

  เครื่องกลั่นแบบปิดทรงคอคอดและเครื่องรับ          เครื่องกลั่นภายในแบบหางเสือ          เครื่องกลั่นแบบอเล็มบิก (alembic) 2 แบบ

  

      เครื่องกลั่นทรงน้ำเต้าแบบง่ายๆ          Moor's หัวของเครื่องกลั่นที่มีน้ำหล่อเย็น      เครื่องกลั่นแบบต่อเนื่องและแท่นเผาเชื้อเพลิง

  

หอกลั่นคู่ที่ใช้น้ำระบายความร้อน         การกลั่นต้องใช้เวลาทางโหรศาสตร์                        ใช้สมุนไพรที่เก็บได้มากลั่น

หมายเหตุ : ภาพจาก www.alchemywebsite.com

สุรา คือ เครื่องดื่มที่มีปริมาณของแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย ใครจะคาดคิดถึงความเป็นมาของสุราได้ ว่าก่อนที่มันจะมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ มอมเมา เคยเป็นเครื่องดื่มที่จัดเป็นยาอมตะ ดื่มกินเพื่อให้อายุยืนยาว ช่วยรักษาสมดุลให้ร่างกาย มีความเชื่อว่าใสสะอาดบริสุทธิ์กว่าน้ำดื่มทั่วไป เรามาศึกษาความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ผสมผสมอยู่ ที่เรียกกันว่า สุรา โดยเจ้าสุรา หรือเหล้านี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ

1.สุราที่ได้จากการหมักบ่ม (Fermentation) เป็นสุราที่ได้จากการหมักวัตถุดิบ เข้ากับเชื้อราหรือยีสต์ โดยไม่ได้กลั่น หรืออาจจะรวมถึงสุราแช่ที่ได้จากการผสมกับสุรากลั่นแล้วด้วย เช่น ไวน์ แชมเปญ เบียร์ สาโท อุ กระแช่ น้ำตาลเมา สาเก ไวน์คูลเลอร์ สปาร์คกลิ้งไวน์ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ค่อนข้างต่ำ ประมาณ 5-17%

   

2.สุราที่ได้จากการต้มกลั่น (Distillation) เกิดจากการนำเอาสุราหมักมากลั่น เพื่อให้ได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น อาจจะหมายถึงสุรากลั่นที่ผสมกับสุราแช่แล้วด้วย เช่น เหล้าหวาน (ลิเคียวร์) สุรากลั่น พวกเหล้าบรั่นดี เหล้าวิสกี้ เหล้ารัม เหล้ายิน เหล้าวอดก้า เหล้าเตกีล่า มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง ประมาณ 18% ขึ้นไป

     

เครื่องกลั่นสุรา มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ

        คลิกที่รูปขยายใหญ่ได้

                   Pot Still                                                      Column Still

หมายเหตุ : ภาพจากหนังสือ Whisky: The definitive world guide to scotch, bourbon and whiskey ; Michael Jackson

- Pot Still  เป็นหม้อต้มกลั่นสุราแบบทับ ที่มีลักษณะคล้ายกาต้มน้ำ โดยใส่ของเหลวต้มกลั่นด้วยความร้อน จนกลายเป็นไอน้ำระเหยไปผ่านน้ำเย็น เพื่อหล่อเย็นทำให้เกิดการควบแน่น กลายเป็นหยดน้ำ จะได้เป็นแอลกอฮอล์ที่มีดีกรีสูงไม่มาก ประมาณ 60-70% แต่สามารถต้มกลั่นได้ทีละรอบ (Batch) เท่านั้น ไม่ต่อเนื่อง การต้มกลั่นด้วยวิธีการแบบนี้จะได้สุราที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ทั้งกลิ่นและรส แถมยังมีราคาสูงด้วย

- Column Still เป็นหม้อต้มกลั่นสุราแบบต่อเนื่อง บางทีก็เรียกว่า Partent Still ที่มีลักษณะเป็นหอคอย เป็นลักษณะกลั่นซ้ำต่อเนื่อง เรียกว่า Continuous Still คือ จะกลั่นถึง 4 ขั้นตอนได้แก่ Primary Distillation กลั่นใช้ความดันต่ำทำให้ของเหลวกลายเป็นไอ เรียกว่า Maltose ในหม้อกลั่น ขั้นต่อไป Second Distillation กลั่นใช้ความดันสูง แล้วค่อยๆ ลดให้ต่ำลง โดยผ่านน้ำ และความร้อน จะทำให้ของมีความบริสุทธิ์ขึ้น เรียกว่า Purifiation และขั้นสาม Third Distillation กลั่นซ้ำๆ ทำให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เรียกว่า Rectification ส่วนขั้นสุดท้าย Fourth Distillation ทำให้ไอน้ำผ่านซึมซับกลิ่นที่ผสมเพิ่มเข้าไป

รูปแบบการดื่มกินสุรา ได้แก่

1. สุราที่สามารถดื่มได้ทันที เรียกว่า "Ready to Drink (RTD)" เครื่องดื่มสำเร็จพร้อมดื่ม ไม่ต้องมานั่งผสมปรุงแต่งให้ยุ่งยาก เช่น สปายไวน์คูลเลอร์ บาร์คาดี้บริสเซอร์ วอดก้าครุยเซอร์ หรืออาจจะรวมถึงพวก ไวน์ บรั่นดี คอนยัค เบียร์ ด้วยก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้เลยเช่นกัน

2. สุราที่ต้องมีการเตรียมการก่อนดื่ม (Prepared Beverage) เป็นสุราที่นำมาผสมปรุงแต่ง หรือผสมกอนดื่ม เช่น เหล้าวิสกี้ เหล้ารัม เหล้ายิน เหล้าเตกีล่า เหล้าลิเคียวร์ ผสมเป็นเครื่องดื่มค็อกเทล

3.  สุราที่นิยมดื่มก่อนอาหาร (Aperitif) เป็นสุราที่นิยมดื่มเพื่อดับกระหาย หรือเรียกน้ำย่อย ดื่มกินก่อนการรับประทานอาหาร เช่นเหล้าเวอร์มูธ เหล้าบิตเตอร์ เหล้าอนิซ

4. สุราที่นิยมดื่มหลังอาหาร (Digestif) เป็นสุราที่มักมีรสหวาน นิยมดื่มหลังอาหาร เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ที่เรียกกันว่า เหล้าหวาน เช่น เหล้าลิเคียวร์

5. สุราที่นิยมดื่มได้ทุกเมื่อทุกเวลา (Spirits) เป็นสุราที่นิยมดื่มได้ทุกโอกาส เพื่อการสังสรรค์ เป็นพวกสุรากลั่น ที่เรียกกันว่า เหล้าสปิริต เช่น เหล้าบรั่นดี เหล้าวิสกี้ เหล้ารัม เหล้ายิน เหล้าวอดก้า เหล้าเตกีล่า เหล้าเอล-เดอ-วิค

โดยปกติแล้ว สุราที่เราจะต้องเรียนรู้มีอยู่มากมายหลากหลายชนิด หลากหลายรสชาติ แต่ในที่นี้ขอแนะนำให้รู้จักกับสุรากลั่น ซึ่งได้แก่

        

  •  Spirits

เหล้าสปิริตตัวหลักๆ ได้แก่ 

  • Brandy
  • Gin
  • Rum
  • Tequila
  • Vodka
  • Whisky

เหล้าเหล่านี้ จัดอยู่ในกลุ่มเหล้า Spirits (เหล้าสปิริต) ที่สามารถเลือกดื่มได้ทุกโอกาสทุกเมื่อ ตามต้องการ เกิดจากการนำวัตถุดิบไปหมัก แล้วกลั่นเป็นเหล้าออกมา เรียกว่า Distilled Beverages หรือ Spirits ที่มีแอลกอฮล์ผสมอยู่ในตัวได้จากการกลั่นออกมาจากพืชหรือผลไม้ โดยเฉพาะพวกเมล็ดข้าว ดีกรีแอลกอฮอล์จะเริ่มต้นที่ ดีกรี 35%

ซึ่งการกลั่นสุรามีการพัฒนามาเรื่อย เริ่มต้นตั้งแต่ หลักฐานที่ค้นพบ ในยุคสมัยบาบิโรเนีย แถบอาณาจักรเปอร์เซีย มีการต้มเครื่องดื่มกัน โดยใช้หม้อต้มที่เรียกว่า "Alembic" ทำเครื่องดื่มที่เรียกว่า "เบียร์" ในปัจจุบัน ภายหลังเบียร์เข้าไปเผยแพร่ในอียิปต์ เริ่มมีการต้มเบียร์กันมากขึ้น เพื่อฆ่าเชื้อ ปรับให้ดีกรีสูงขึ้นบ้าง เก็บได้นานขึ้น โดยหมักใส่ไว้ในไหดิน ใช้ผ้าคลุม เวลาจะดื่ม จะใช้หลอดที่มาจากต้นกก เจาะแล้วดูดกินจากไหได้เลย จนกระทั่งจักรวรรดิโรมันเข้าครอบครองอียิปต์ นำเบียร์กลับไปเผยแพร่ในแถบยุโรป (โรมัน) แต่ด้วยว่าในยุโรป ไม่นิยมปลูกข้าวกัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเบียร์ จึงมีกลุ่มนักบวช ทดลองทำเครื่องดื่มเลียนแบบเบียร์บ้าง โดยเปลี่ยนจากข้าวมาเป็น "องุ่น" ได้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตัวใหม่ที่เรียกว่า "ไวน์" นั่นเอง หลังจากนั้นเริ่มมีการเผยแพร่วิธีการทำเหล้าไวน์ไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นที่ฝรั่งเศส สเปน อังกฤษ โปรตุเกส ร่วมถึงเยอรมันด้วย จากจุดนี้เองที่เยอรมัน มีการคิดค้นเครื่องต้มกลั่นได้สำเร็จสมบูรณ์แบบ เป็นชาติแรกในแถบนี้ โดยพัฒนามาจากหม้อต้มเหล้าของอังกฤษ ซึ่งนักบวชชาวสก็อตแลนด์เป็นทดลองนำมาใช้กลั่นเหล้าดู จึงเกิดเป็นสุรากลั่นขึ้นมา จะว่าไปนัยๆ ก็คือ นำเบียร์หมักกลั่น ได้เป็น Whisky และนำไวน์หมักมากลั่น ได้เป็น Brandy ต่อมาภายหลังมีการทดลองเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการหมักทำเหล้าเป็น พืชหรือผลไม้อื่นๆ อีกมากมาย จึงได้ สุราหรือเหล้ากลั่น แตกรายเพิ่มมากขึ้น

       

หลายตัวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เช่น วอสก้า รัม จิน เตกีล่า แอปซินท์ (Absinthe) เดิมบางทีก็จัดอยู่ในเหล้าตระกูล Aperitif เป็นต้น โดยจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่สูง ตั้งแต่ 35-160 ดีกรี มีหลายประเทศที่ผลิตออกมาขาย รวมถึงประเทศไทยด้วย

                     

มารู้จักเหล้าสปิริต ชนิดต่างๆ กัน ได้แก่

Aguardiente (อากลันเดียเต้) ผลิตจากอ้อย หรือองุ่น หรือมันฝรั่ง หรือข้าวฟ่าง หรือผลไม้อื่น ผสมเครื่องเทศพวกชะเอมเทศ Licorice มีกลิ่นหอมฉุน สีขาวใส รสแรง นิยมดื่มกันมากในสเปน แต่ในโปรตุเกสจะเรียกว่า Aguardente มีดีกรี ประมาณ 29-60% คำว่า Aguardiente มีความหมายว่า "Firewater" น้ำไฟลุก หรือน้ำติดไฟ บ้างก็ว่าคล้ายกับเหล้ารัม เหล้าวอดก้า เหล้าสาเก เหล้าปิโก้

                   

Akvavit or Aquavit (เหล้าอะควอวิท) หมายถึงน้ำแห่งชีวิต (Water of life) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากข้าวสาลี (Wheat) มันฝรั่งถึง 96%  หรือเมล็ดข้าวต้มบดละเอียด และเครื่องเทศต่างๆ มีสีขาวใส  ออกโทนเหลืองซีดๆ คล้ายสีฟางเส้น  มีกลิ่นหอมของเมล็ดยี่หร่า (Caraway Seed) , กานพลู (Coloves) , อบเชย , ผักชี (Coriander) , dill (เป็นพืชพวกยา) , Fennel , Cumin , ผิวเลมอน , ยี่เหร่า (Anise) ดีกรี ประมาณ 40–45% สีเหลืองทองอำพัน ถ้าเป็นของเดนมาร์ก มีดีกรี ประมาณ 40-42% แต่ถ้าเป็นของเยอรมัน มีดีกรี ประมาณ 38-40% นิยมดื่มกันมากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ เวลาดื่มจะนำไปแช่เย็นไว้ก่อนในถังใส่น้ำแข็ง บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie
 
                   

"Aquavit" เป็นเหล้าที่กลั่นมาจากสมุนไพร นิยมดื่มกันมากในแถบสแกนดิเนเวีย เขียนว่า "Aquavit" แต่ถ้าในสวีเดน และเดนมาร์ก  จะเขียนว่า "Akvavit"  ส่วนในนอร์เวย์ จะเขียนว่า "Akevitt" และยังมีอีกหลายคำที่เขียนแตกต่างกัน เช่น "Aquavite" หรือ "Akvavit" ซึ่งส่วนใหญ่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คือ "Aquavitae" ที่มีความหมาย ในภาษาอังกฤษว่า "Water of Life" เหล้าอะควอวิทนี้ มีรสชาติรุนแรงบาดคอ ชาวสแกนดิเนเวียบางก็เรียกว่า ชแน็ป (Schnapps) ซึ่งถ้าหากเจอคำว่า Schnaps หรือ Snaps ก็คือตัวเดียวกันครับ

ในปี ค.ศ. 1500 ที่นอร์เวย์ นิยมดื่มเหล้านี้กันมาก จนเริ่มเป็นที่แพร่หลาย และเรียกเหล้าชนิดนี้ว่า "Akevitt" จนอาจจะกล่าวได้ว่าที่นอร์เวย์นี้เอง ที่เป็นแหล่งที่ทำให้เหล้าชนิดนี้โด่งดังเป็นที่รู้กันทั่วไป นิยมเรียกว่า "Linie Aquavit" เนื่องจากการขนส่งเหล้าในสมัยนั้น ต้องส่งที่ออสเตรเลีย และขากลับจะข้ามเส้นศูนย์สูตร (Equator) หรือที่เรียกว่า "Line" และการขนส่งระหว่างทางจะบรรจุไว้ในถังไม้โอ๊ค เพื่อทำให้มีรสชาติหอมหวล น่าจิบมากยิ่งขึ้น แต่ที่ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย นิยมดื่มกันแบบแช่เย็น โดยไม่ผสมอะไรเลย ในแก้วใบเล็กที่แช่เย็นไว้จนเย็นจัดด้วยเหมือนกัน แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด คล้ายกับการดื่มกินเหล้าวอดก้าที่แช่เย็นจัด จนกลายเป็นประเพณีการดื่มที่สืบทอดต่อๆ กันมา  โดยเฉพาะในช่วงวันคริสต์มาส มักดื่มคู่กับเบียร์  จะช่วยให้กระเพาะอาหารขยายตัวดีในระหว่างทานอาหาร แต่ในบ้านเรานิยมดื่มเหล้าชนิดนี้ กันน้อยมาก  

Arrak (เหล้าอารัค) สามารถเขียนตัวสะกดได้หลายแบบ  เช่น Arak , Arrack , Araki , Raki และ Rakija เป็นเหล้าสปิริตที่กลั่นจากน้ำตาลอ้อย คล้ายกับเหล้ารัม ผสมกับข้าวต่างๆ รากไม้ เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก ผลิตที่ Batavia ในอินโดนีเซีย ส่วนผสมอื่นๆ ก็มาจากประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา ไทย และประเทศในแถบอเมริกาใต้  เหล้าชนิดนี้นิยมดื่มกันมากในแถบหมู่เกาะสุมาตรา, เกาะบอร์เนียว, นิวกีนี และบางเขตที่ใกล้เคียง

                 
Brandy   (เหล้าบรั่นดี) เป็นเหล้าที่ทำมาจากองุ่น รสชาติหอมนุ่มนวล ชวนดื่ม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-50% เดิมทีคำว่า Brandy มาจากคำว่า "Branderwijn" ในภาษชาวดัชช์ หมายถึง ไวน์ที่ถูกเผาจนร้อน (Burnt Wine) กรรมวิธีการผลิต นำองุ่นมาหมักบ่มคล้ายไวน์ แล้วนำไปเผาให้ร้อน จากนั้นนำมาต้มกลั่น ในอังกฤษจะเรียกกันว่า "Brandywine" ต่อมาภายหลังเรียกสั้นๆ ว่า "Brandy" โดยเหล้าบรั่นดียังมีอีกสองประเภท คือ Cognac คอนยัค เป็นเหล้าบรั่นดีที่ผลิตขึ้นในแคว้นคอนยัค ของประเทศฝรั่งเศส และ Armagnac อาร์มายัค เป็นเหล้าบรั่นดีที่ผลิตขึ้นในแคว้นอาร์มายัค ของฝรั่งเศส ซึ่งทั้งเหล้าคอนยัค และเหล้าอาร์มายัค ก็ถือว่าเป็นบรั่นดีเช่นกัน เพียงแต่จัดเป็นเหล้าบรั่นดีเกรดพรีเมี่ยม   
 
Cognac ถือว่าเป็น King of Brandy ราชาแห่งบรั่นดี ส่วนใหญ่จะผลิตจากเมืองคอนยัค ในฝรั่งเศส เป็นเหล้าที่ผลิตจากองุ่นที่ปลูกในอาณาเขต Charente เท่านั้น และจะมีใบรับรอง “ I Accguit Jaune Dor “ ติดตราที่ขวด รสชาดหอมนุ่มคอ กรรมวิธีในการผลิตจะกลั่นออกมาเป็นสีขาว และหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก และเก็บไว้ในห้องใต้ดินอย่างน้อย 5 – 10 ปี ผ่านการกลั่นถึง 2 ครั้ง ซึ่งพื้นที่ที่ปลูกองุ่นในแคว้นนี้จะมีอยู่ 7 แห่ง ด้วยกัน คือ Grande Champagne , Petite Champagne , Borderies , Fins Bois , Bons Bois และ Bois Ordinaries

         

แต่เหล้าคอนยัคที่มีคุณภาพดีเยี่ยม จะมาจากองุ่นที่ปลูกใน 2 พื้นที่ คือ Grande Champagne และ Petite Champagne เช่น ยี่ห้อ  Martell , Courvoisier , Hennessy , Remy Martin , Camus , Otard , Napoleon , Salignac , Bisquit 

Armagnac ถือว่าเป็น Queen of Brandy ราชนีแห่งบรั่นดี เป็นเหล้าที่ผลิตจากองุ่นที่ปลูกในอาณาเขต Cascony เมือง Armagnac มีกรรมวิธีในการผลิตจะอย่างพิถีพิถัน มีการคัดเลือกองุ่นที่ใช้ผลิต และหมักบ่มในถังไม้โอ๊กที่ได้ชื่อว่า Hart of Oak และกลั่น 1 ครั้ง มีสีเหล้าค่อนข้างดำ กลิ่นหอมรสนุ่มไม่บาดคอ เช่น ยี่ห้อ Chateau Labate , La Fontane , Reinhart , Chabot , Cles De Ducs , Chateau De Malliac , Kressmann

เหล้าบรั่นดี สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1. เหล้าบรั่นดีพื้นเมือง (Domestic Brandy) เป็นที่รู้จักในวงแคบ เช่น Regency Brandy (บรั่นดีไทย) , German Brandy.
2. เหล้าบรั่นดีมาตรฐาน (Regular Brandy) ส่วนมากเป็นบรั่นดีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เช่น Napoleon หรืออย่างรีเจนซีบรั่นดีไทยก็เริ่มมาจัดไว้ในกลุ่มนี้แล้ว เริ่มเป็นที่รู้กันกันมากขึ้นทั่วโลก
3. เหล้าบรั่นดีเกรดสูง (Premium Brandy) เป็นบรั่นดีราคาแพงที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กเป็นเวลานาน พวกเหล้าบรั่นดีเกรดสูง เช่น Hennessy , Martell , Courvoisier ,Remy Martin , Camus มีการระบุคุณภาพเป็นอักษรย่อ หรือชื่อพิเศษ เรียกว่า คอนยัค (Cognac) หรืออาร์มายัค (Armagnac)

นอกจากนี้ยังมีพวก Fruit Brandy (บรั่นดีรสผลไม้) เป็นเหล้าบรั่นดีที่ทำมาจากผลไม้อื่นๆ นอกจากองุ่น ซึ่งจะให้ได้กลิ่น รส ที่แตกต่างกันออกไป แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
- White Fruit Brandy (เหล้าบรั่นดีผลไม้สีขาว) ผลิตโดยกลั่นมาจากผลไม้ โดยไม่ต้องหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก จะได้กลิ่นหอม และรสของผลไม้ตามนั้น นิยมแช่ให้เย็นก่อนดื่ม โดยไม่ผสม หรือนำไปผสมเป็นเครื่องดื่มค็อกเทลก็ได้
- Colour Fruit Brandy (เหล้าบรั่นดีผลไม้ที่มีสี) ผลิตโดยกลั่นมาจากผลไม้ แล้วนำไปเก็บหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊ก ผลไม้ที่นำมากลั่นหมักบ่ม เช่น จากแอปเปิ้ล เรียกว่า Apple Brandy,Calvados หรือ Apple Jack , จากลูกเชอรี่ เรียกว่า Kirschwasser,Kirsch , จากลูกพลัม เรียกว่า Slivovits,Prunelle,Quetsch , จากลูก แพร์ เรียกว่า Poire William , จากลูกราสเบอร์รี่ เรียกว่า Flamboise นอกจากนี้ยังสามารถทำจากผลไม้อื่นๆ ได้อีกมากมาย บางทีเรียกเหล้าบรั่นดีผลไม้ประเภทนี้ว่า “Eau-de-Vie” ซึ่งอาจจะจัดไว้ในกลุ่มเหล้าหวานก็ได้ด้วย เนื่องด้วยมักจะมีรสหวานปนอยู่ด้วยนิดๆ
   

ปล. ตามข้อมูลมีการแบ่งเกรดเหล้าบรั่นดีไว้ 4 เกรด ได้แก่

* * * (สามดาว) : แบบธรรมดา อายุน้อย ราคาถูกที่สุด หมักบ่มประมาณ 5 ปี นิยมดื่มแบบผสมมากกว่าดื่มเพรียวๆ  

V.O. = Very Old หรือ V.O.P. = Very Old Pale หรือ V.S.O.P. = Very Superior Old Pale หรือ V.S. = Very Superior หมักบ่มในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปีขึ้นไป กรรมวิธีการผลิตจะผสมผสานละเอียดอ่อนมากกว่าแบบระดับสามดาว

X.O. หรือ Extra Old หรือ V.V.S.O.P. = Very very Superior Old Pale : หมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานเกือบ 10 ปี เป็นเหล้าบรั่นดีเก่าเก็บ สีเข้มข้น สีเหลืองเข้ม กลิ่นจูงใจ การดื่มต้องให้ความพิถีพิถันมากขึ้น

E = EXTRA of  Especial :  หมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานกว่า 10 ปีขึ้นไป เป็นเหล้าบรั่นดีชนิดพิเศษ สีเข้มเหลืองอำพัน เก็บไว้ได้นานกว่าปกติ จัดเป็นบรั่นดีชั้นสูง คุณภาพยอดเยี่ยม กลิ่นหอมอบอวลมากกว่า และราคาก็แพงตามไปด้วย  การดื่มก็ต้องดื่มอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ

ความหมายของตัวอักษรย่อ มีดังนี้

E = Especial

F = Fine

V = Very , Vintage

S = Superior , Soft หรือ Special

O = Old

P = Period , Pale

X = Extra

Cachaca (เหล้าคาซาค่า) เป็นเหล้าสปิริตประจำชาติของบราซิล กลั่นจากน้ำตาลอ้อยคุณภาพดี ที่คั้นครั้งแรก และไม่ได้เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้  คล้ายกับเหล้ารัม แต่บ้างครั้งจัดอยู่ในตระกูลเหล้าบรั่นดี (Brandy) คล้ายกับเหล้าอะกาวร์เดนเต้ (Aguardente) ของโปรตุเกส ที่กลั่นมาจากน้ำองุ่น เหล้าคาซาค่า น่าจะมีผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ในยุคแรกเป็นเหล้าที่นิยมดื่มกันในหมู่คนยากจนของชาวบราซิเลี่ยน และต่อมาในปี ค.. 1888 มีการพัฒนากรรมวิธีการผลิตใหม่ จนได้เหล้าคาซาค่าที่มีรสเลิศ และเหล้าคาซาค่ายิ่งเป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มกันมากขึ้น เมื่อนำเหล้านี้ไปผสมสูตรค็อกเทลชื่อดัง คือ Caipirinha และในปี ค.. 1920 เหล้าคาชาค่าก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของบราซิลไป เป็นเหล้าที่มีรสนุ่ม กลิ่นหอม น้ำสีใส ดีกรี ประมาณ 40-41% ตามสไตล์สีสันของชาวบราซิเลี่ยน และในปีหนึ่งๆ เหล้าคาชาค่าส่งออกไปขายกว่า 2 พันล้านลิตรทีเดียว ในบราซิลจะนิยมดื่มเหล้าคาชาค่าแบบเพียวๆ ตามภาษาท้องถิ่นเรียกว่าปิงก้า “Pinga” จะดื่มกันในงานพิธีทางศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก

                      

Calvados (เหล้าคาวาโดซ์) กลั่นจากเหล้าบรั่นดีหมักผสมกับผลแอปเปิ้ล เก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก ผลิตที่เมืองคาลวาโดส ในแคว้นนอร์มังดี ของฝรั่งเศส เรียกว่า Eau-de-vie ที่สเปน เรียกว่า Eau-de-vie de pomme , Apple Brandy หรือ Aquardiente di sidre  และที่สหรัฐอเมริกา เรียกว่า Applejack คาลวาโดสเป็นเหล้าที่ยิ่งเก็บไว้นานรสชาติจะยิ่งกลมกล่อม กลิ่นหอมมากขึ้น นิยมดื่มหลังอาหาร ฉลากบนขวดมีการระบุสัญลักษณ์จำนวนปีที่เก็บหมักบ่มเหมือนเหล้าคอนยัค และอมายัค

          
 
Eau-De-Vie (เหล้าเออ-เดอ-วี) เหล้าสปิริตจากฝรั่งเศส กลั่นจากเหล้าบรั่นดีผสมผลไม้ต่างๆ เช่น เชอรี่ , พลัม , แอปริคอต และพีช รสออกหวานธรรมชาติเล็กน้อย ดีกรี ประมาณ 40%  เป็นเหล้ามีความหมายตามชื่ออีกอย่างว่า "Water of Life"  มีความหมายในภาษาลาตินว่า "Aquavitae" ในยุคแรกของการผลิตนั้น เหล้าชนิด มีรสชาดที่ไม่ค่อยนุ่มนวล เท่าไร รสชาติยังบาดคออยู่มาก กลิ่นและรสของแอลกอฮอล์แรงแหลม โดดออกมาคนจึงนิยมเรียกอีกชื่อว่า "Burning Water" ในฝรั่งเศสเองก็มีการผลิตเหล้าชนิดนี้กันอย่างแพร่หลาย และมีชื่อเสียงมาก มักจะมาจากแคว้นอัลซาส เป็นเหล้าที่มีลักษณะสีขาวใส ไม่มีสีใดๆ เจือปนอยู่เลย
                   
Genever (Genievre , Jenever , Junever , Jeniever : เจนนีเวอร์) เป็นเหล้าสปิริตประจำชาติของฮอล์แลนด์  ชื่อเหล้ามีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส Genievre (Juniper) การหมักบ่มจะเก็บไว้นานหลายปีในถังไม้โอ๊ก จนน้ำเป็นสีเหลืองทอง ดีกรี ประมาณ 38-43% คล้ายกับเหล้ายินเพียงแต่ผลิตในฮอล์แลนด์ มีรสหวานนิดๆ มากกว่าเหล้ายิน และนิยมดื่มน้อยกว่าเหล้ายินจากอังกฤษ
เหล้าตัวนี้คิดค้นขึ้นมาโดย Dr. Sylvius de Bouve ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เพื่อเป็นยารักษาโรคไต แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ โดยกลั่นมาจาก Maltwine (moutwijn ในภาษาชาวดัชช์) ดีกรี ประมาณ 37.50-50% ABV  ลูกเบอรี่ของต้นสนที่เรียกกันว่า Juniper Berry หลังจากนั้นยาตัวนี้ก็ได้ถูกพ่อค้าหัวใสซื้อสูตรไปผลิต และปรับปรุงสูตรใหม่ขายในรูปแบบเหล้า ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ Oude Jenever (Old) และ Jonge Jenever (Young)

               

Gin (เหล้ายิน หรือเหล้าจิน) เป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์ผสมกับผลจูนิเปอร์ และสมุนไพรต่างๆ ประเทศต้นตำรับที่คิดค้นผลิตขึ้นมา คือ ชาวดัชช์ (ฮอล์แลนด์) แต่ปัจจุบัน จะนิยมดื่มเหล้ายินที่มาจาก ลอนดอน อังกฤษกันมากกว่า เนื่องจากรสชาติหอมหวล ชวนดื่มมากกว่า เป็นเหล้าที่ดื่มกินแล้วดีต่อสุขภาพ ช่วยขับปัสสาวะได้ดี สำหรับเหล้ายินที่มีคุณภาพดี กลิ่นหอม ราคาก็จะสูงตามไปด้วย เวลาเลือกซื้อจึงควรดูคุณภาพ และราคาด้วย เหล้าจินมีหลายเกรดหลายระดับ ถ้าราคาแพงหน่อยรสชาดจะดี มีกลิ่นหอมสมุนไพร และกรรมวิธีการผลิตจะพิถีพิถันกว่า ดื่มแล้วจะดีต่อสุขภาพมากกว่า เพราะกลั่นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่เหลือ สารฟลูเซลออยล์ เป็นน้ำมันที่ปนอยู่ในเหล้า และเป็นสารที่ทำให้เมาค้าง ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นเหล้ายินที่มีคุณภาพดีดื่มแล้วจะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

เหล้ายิน แต่เดิมเป็นเหล้าพื้นฐานของฮอล์แลนด์ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35–47% มีสีขาวใส กลิ่นหอมรากไม้และสมุนไพร ไม่มีรสหวาน ข่มนิดหน่อย สีขาวใสบริสุทธิ์ กลั่นมาจากข้าวบาร์เลย์ ผสมกับผลจูนิเปอร์ (Juniper Berry or Baie De Genievre ที่เป็นไม้สนพุ่ม ที่มีกลิ่นหอม และมีอยู่มากในทวีปยุโรป) , เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ โดยที่น้ำมันที่กลั่นได้จากผล Juniper Berry ได้จากการคิดค้นของเภสัชกรชาวดัชช์ (ฮอลันดา) เนเธอร์แลนด์ ด็อกเตอร์ฟรานซิส เดอลาบัวร์ ซิลวิอัส  (Dr.Franciscus delaboe Sylvius ชื่อรองคือ Dr.Sylvius) และกลุ่มนักวิจัยในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเลเดน (University of Leyden) เมื่อปี ค.ศ. 1650 ที่ได้ทำการทดลองกลั่นแอลกอฮอล์ชนิดใหม่ ที่มีราคาถูก และมีประสิทธิภาพในการช่วยขับปัสสาวะ เพื่อให้การทำงานของไตเป็นปกติ  เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร หลังจากนั้นก็ใช้ชื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดนี้ว่า “ Genivre “ (ในภาษาฝรั่งเศส จะหมายถึง ผลจูนิเปอร์)

           

   Dr.Franciscus delaboe Sylvius                                       Juniper Berry or Baie De Genievre

และในปี ค.. 1675 สูตรเหล้ายินก็ถูกพัฒนาต่อไปอีก โดยนาย Lucus Bols นักผลิตเหล้าตัวยงในสมัยนั้น จนถึงมีการตั้งโรงงานกลั่นเหล้าชนิดนี้ขึ้นที่กรุงฮัมสเตอร์ดัม และเรียกชื่อเหล้ายินตัวแรกนี้ว่า “Bols Gin” หลังจากนั้นเหล้ายินก็เผยแพร่ไปยังฝรั่งเศส  

             Lucus Bols

ในสมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 3 (William III) ช่วงปี ค.. 1650-1702 มีการสั่งห้ามนำเข้าเหล้าบรั่นดีจากประเทศฝรั่งเศส ทำให้คนอังกฤษหันมาดื่มเหล้ายินแทนกันมากขึ้น ในปี ค.. 1710 เหล้ายินถูกผลิตเพื่อส่งออกไปขายมากกว่า 18 ล้านแกลลอน ทำให้เหล้ายินเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรป ถือเป็นยุคทองของเหล้ายินในอังกฤษก็ว่าได้ ต่อมาในปี ค.. 1743 ก็มีการส่งเสริมให้ผลิต และดื่มเหล้ายินเพิ่มมากขึ้นไปอีก พร้อมกับมีการพัฒนาคุณภาพ และกรรมวิธีการผลิตให้พิถีพิถันขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 สูตรผลิตเหล้ายิน ได้ถูกลักลอบไปผลิตในอังกฤษ แต่ด้วยราคาของเหล้ายินที่ถูกกว่าเหล้าบรั่นดี และเบียร์มาก ทำให้ชาวอังกฤษเริ่มหันมาสนใจนิยมดื่มเหล้าชนิดนี้กันมากขึ้น จนมีการพัฒนากรรมวิธีการผลิตขึ้นใหม่ โดยเพิ่มปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ รส และกลิ่นของผลจูนิเปอร์ สมุนไพรต่างๆ นานาชนิดเข้าไปอีก ทำให้ได้เหล้ายินที่มีคุณภาพดี ยอดเยี่ยม ยิ่งกว่าเหล้ายินสูตรต้นตำรับเดิมเสียอีก นี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เวลาเราจะเลือกซื้อเหล้ายิน ควรจะเลือกเหล้าที่ผลิตจากอังกฤษ เพราะจะได้เหล้ายินที่มีคุณภาพดีเยี่ยม กลิ่นหอม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40–47% เหล้ายินในอังกฤษในยุคแรกๆ จะเรียกชื่อว่า “Dutch Courage” ต่อมาเรียกว่า "Geneva" เรียกไปเรียกมาเพี้ยนไปเป็น "Gineva" และเรียกสั้นๆ จนเหลือแค่คำว่า "Gin" จากนั้นอีกไม่นาน เหล้ายินก็แพร่หลายไปทั่วในทวีปยุโรปตะวันตก

ในปี ค.. 1820 นายเจมส์ เบอร์โรว์ (James Burrough) เภสัชกรชาวอังกฤษ ได้คิดค้นเหล้ายินแบบ ดรายยิน (Dry Gin) ที่มีรสฝาดไม่มีน้ำตาลผสม โดยกลั่นในหม้อกลั่นแบบ Pot Still และจัดตั้งโรงงานขึ้นเพื่อผลิตเหล้ายินยี่ห้อ Beefeater สำเร็จในปี ค.. 1831 ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (ปี ค.. 1914-1918) หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ยุติลง การผลิตเหล้ายิน แบบดรายยิน ก็มีการพัฒนากรรมวิธีการผลิตขึ้นใหม่อีกครั้ง จนทำให้เหล้าดรายยินที่ผลิตจากอังกฤษ ถือเป็นสุดยอดแห่งเหล้ายิน จนมักจะเรียกติดปากกันว่า "London Dry Gin" จากจุดนี้ทำให้เหล้ายินเป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มกินกันไปทั่วโลก

ในปี ค.. 1880 ในนครนิวยอร์ค สูตรค็อกเทลใหม่ๆ ที่ใช้เหล้ายินผสมกว่า 50 สูตร ถูกคิดค้นขึ้นโดยบาร์เทนเดอร์ชาวอเมริกันผู้หนึ่งที่เปิดบาร์เหล้าอยู่ในย่านที่มีธนาคารของอังกฤษตั้งอยู่ สูตรเหล้าค็อกเทลที่ใช้เหล้ายินผสมเหล่านี้ โดนใจ และเป็นที่นิยมดื่มกันมากของคนอังกฤษในย่านนนั้น

ต่อมาในปี ค.. 1911 สูตรค็อกเทลที่ใช้เหล้ายินผสมเหล่านี้ก็ข้ามไปโด่งดังในแถบทวีปยุโรป พร้อมกับเกิดบาร์เหล้าสไตล์อเมริกันด้วย โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส มีบาร์เหล้าสไตล์อเมริกันแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก คือ Newyork Bar ที่ขายเหล้าผสมเหล่านี้ ในปี ค.. 1951 เกิดสูตรค็อกเทลที่ใช้เหล้ายินผสม ชื่อ Dry Martini และ Cosmopolitan ทำให้สูตรค็อกเทลที่ใช้เหล้ายินผสมเป็นที่นิยมดื่มกันแพร่หลายไปทั่ว

เหล้ายิน เป็นเหล้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอีกตัวหนึ่งเช่นกัน ด้วยคุณสมบัติที่มีสรรพคุณเชิงเหล้ายา ช่วยในการรักษาสมดุลของระบบขับถ่าย ทำให้ไตทำงานเป็นปกติ ทั้งยังมีกลิ่นที่หอมชื่นใจ เป็นกลิ่นของน้ำมันที่สกัดมาจากผลจูนิเปอร์ และสมุนไพรนานาชนิดมากมาย สีเหล้ามีสีขาวใสบริสุทธิ์ ปราศจากรสหวาน ออกรสฝาดข่มนิดหน่อย เมื่อดื่มจะมีกลิ่นหอมขึ้นจมูก ทำให้ลมหายใจสดชื่น ส่วนใหญ่จะมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-47% ถ้าอยากดื่มเหล้ายินที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ควรจะต้องเลือกซื้อเหล้าที่มีความหอมของกลิ่นเหล้า ระดับราคา และที่สำคัญต้องมีคำว่า “London Dry Gin” แต่ถ้าอยากลิ่มลองรสเหล้ายินต้นตำรับ ก็ต้องเลือกเหล้ายินที่ผลิตจากฮอล์แลนด์

           

กรรมวิธีการผลิตเหล้ายิน จะใช้วิธีการกลั่น โดยหมักพวกเมล็ดข้าวต่างๆ ที่เรียกว่า “Cereal Grains” (เมล็ดธัญญพืช) ได้แก่ เมล็ดข้าวบาร์เลย์ , เมล็ดข้าวโพด , เมล็ดข้าวไรย์ , เมล็ดข้าวสาลี และเมล็ดข้าวอื่นๆ จากนั้นนำมาต้มกลั่นแล้วปรุงแต่งกลิ่น ด้วยการผสมน้ำมันที่สกัดมาจากผลจูนิเปอร์ (Juniper Berries) มีรสเผ็ด กลิ่นหอมมาก รวมถึงกลิ่นของสมุนไพรต่างๆ จากนั้นนำไปกลั่นซ้ำ จนได้ออกมาเป็นเหล้าจินที่หอมน่าดื่ม

สมุนไพรต่างๆที่ใช้ผลิตเหล้ายิน ได้แก่


                  

         ผิวสัม (Orang Peel)             โป๊ยกั๊ย , นทน์แปดกลีบ (Anise)              เม็ดยี่หร่า (Caraway)          หวายเทศ (Calamus)           ออร์ริส (Orris) 

                         

        โกฎน้ำเต้า (Rhubarb)                ถั่วอัลมอนด์ (Almond)              คาลัมบา (Calumba)          ผลจูนีเปอร์ (Juniper)             กระวาน (Cardamom)     

                  

 เปลือกกระถิน (Cassia Bark)   เมล็ดผักชี (Coriander Seed) รากไม้หอมแอลเจลิกา (Angelica Root)    อบเชย (Cinnamon)       ชะเอมเทศ (Licorice) 

    

    ผิวมะนาวและเลมอน (Lime Peel & Lemon Peel)      

                  
ผิวสัม (Orang Peel) ให้กลิ่นหอม และรสซ่าๆ
โป๊ยก๊ย หรือจันทน์แปดกลีบ (Anise) ทำให้กลิ่นหอมยั่วยวนชวนใจ
เมล็ดยี่หร่า (Caraway Seed) เป็นยากระตุ้นพลัง ช่วยขับเลือดขับลม
เครื่องเทศทวาย (Calamus) เป็นยาอายุวัฒนะ
รากไม้ออร์ริส (Orris Root) ต้นลานที่มีรากหอม และเป็นยาแก้โรคสารพัดชนิด
โกฎน้ำเต้า (Rhubarb) เป็นยารักษาสารพัดโรค
ถั่วอัลมอนด์ (Almond) เมล็ดถั่วกลิ่นหอม
คาลัมบา (Calumba) รากไม้ขมชนิดหนึ่ง ที่ใช้เป็นยารักษาโรค
ผลจูนิเปอร์ (Juniper) ลูกต้นสนสีน้ำเงิน รสเผ็ดและหอมหวาน เป็นส่วนผสมหลัก ที่ทำให้เหล้าจินมีกลิ่นหอมกว่าเหล้าตัวอื่น
กระวาน (Cardamom) บำรุงเลือด
เปลือกกระถิน (Cassia Bark) ช่วยสมานแผล ห้ามเลือด
เมล็ดผักชี (Coriander Seed) 
รากไม้หอมแอลเจลิกา (Angelica Root) 
อบเชย (Cinnamon)
ชะเอมเทศ (Licorice)
ผิวมะนาวและเลมอน (Lime Peel & Lemon Peel)

การผลิตเหล้ายินจะมีการเติมผลจูนิเปอร์เพื่อให้ได้กลิ่นหอม ที่เรียกว่าเติม "Botanical" ลงไป ทำได้ 3 วิธีคือ

  • เติม Botanical ผสมรวมกับแอลกอฮอล์ในขั้นตอนสุดท้ายของกลั่น จะได้เหล้ายินที่มีคุณภาพดี และราคาแพง
  • ผสมสารสกัดหรือน้ำมันของ Botanical พร้อมกับเหล้าหลังการกลั่น จะได้เหล้ายินที่มีคุณภาพรองลงมา
  • แช่ Botanical ลงไปในเหล้าแล้วนำไปกลั่น จะได้เหล้ายินที่มีคุณภาพต่ำ ราคาถูก

ส่วนการกลั่นแบบ Continuous Still คือ จะกลั่นถึง 4 ขั้นตอนได้แก่

  • Primary Distillation กลั่นใช้ความดันต่ำทำให้ของเหลวกลายเป็นไอ เรียกว่า Maltose ในหม้อกลั่น 
  • Second Distillation กลั่นใช้ความดันสูง แล้วค่อยๆ ลดให้ต่ำลง โดยผ่านน้ำ และความร้อน จะทำให้ของมีความบริสุทธิ์ขึ้น เรียกว่า Purifiation
  • Third Distillation กลั่นซ้ำๆ ทำให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เรียกว่า Rectification
  • Fourth Distillation ทำให้ไอน้ำผ่านซึมซับกลิ่นของสมุนไพร ในถังกลั่นแยกทองแดง จะได้ของเหลวที่เรียกว่า “Old Tom” คือ ไม่มีรสหวาน ปราศจากน้ำตาล

การต้มกลั่นเหล้ายินแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. การกลั่นแบบ Distilled Gin หรือการกลั่นแบบอังกฤษ (English Dry Gin) คือจะหมักคล้ายกับการทำเหล้าวิสกี้ โดยจะหมักผสมเมล็ดข้าวต่างๆ ในอัตราส่วน เมล็ดข้าวโพด 75% , เมล็ดข้าวบาร์เลย์ 15% และเมล็ดข้าวอื่นๆ เช่น เมล็ดข้าวไรย์ , เมล็ดข้าวสาลี อีก10% จากนั้นนำไปต้มกลั่นในระบบหม้อต้มสูญญากาศ (Column Still) ก็จะได้เหล้าแอลกอฮอล์ที่บริสุทธิ์กว่า 90% (Pure Spirit) และจะนำไปกลั่นอีกครั้ง เพื่อเติมแต่งกลิ่นของผลจูนิเปอร์ และสมุนไพรต่างๆ จนได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40-47% สีเหล้าเป็นสีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์

  2. การกลั่นแบบ Compounded Gin หรือการกลั่นแบบอเมริกา (American Dry Gin) เริ่มต้นจะหมักและต้มกลั่นเหมือนปกติ เมื่อได้เหล้าสีขาวใส แล้วนำไปผ่านความร้อน กลายเป็นไอน้ำ ซึมซับผ่านตะกร้ากรอง (Percolator Basket) ที่ใส่หัวเชื้อของผลจูนิเปอร์ และสมุนไพรต่างๆ (Gin Head) ไว้ เหล้าจะดูดกลิ่นเหล่านี้ไว้ ทำให้มีกลิ่นหอมขึ้น จากนั้นนำไปผ่านการควบแน่น จะได้เหล้ายินที่มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40% แต่รสและกลิ่นจะมีคุณภาพด้อยกว่าเหล้ายินที่กลั่นแบบอังกฤษมาก ดังนั้นเวลาเลือกซื้อเหล้ายิน ควรจะสังเกตบนฉลากเหล้าด้วย จะต้องมีคำว่า “Distilled” ติดอยู่ จะได้เหล้ายินที่มีคุณภาพดีมากกว่า

      

ประเภทของเหล้ายิน แบ่งออกได้ เป็น 4 ประเภท ได้แก่

  • Dry Gin เป็นเหล้ายินที่พบเห็นมากที่สุด ส่วนใหญ่บนฉลากจะพิมพ์คำว่า “Dry Gin" หรือ "Very Dry Gin" หรือ "Extra Dry Gin" หรือ "London Dry Gin" เป็น English Gin มาจากอังกฤษ  จะหมายถึงปราศจากรสหวาน ไม่มีน้ำตาล รสออกฝาดนิดๆ ซึ่งรสชาดเหล้ายินแต่ละชนิดก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก มักจะนิยมกลั่น 3 ครั้ง และจะเขียนบนฉลากว่า "Distilled" กลั่นครั้งแรกจะได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงประมาณ 92-94% Proof แล้วกลั่นซ้ำอีกครั้งในหม้อต้มกลั่นแบบเก่า Column Still โดยผสมน้ำมันจากผลจูนิเปอร์ , รากไม้รากยา และสมุนไพรต่างๆ เพิ่มเข้าไปเพื่อแต่งเติมกลิ่น แล้วกลั่นต่อจนเหลือปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40-47% และยังมี American Gin  จากอเมริกา ผลิตแบบเดียวกับอังกฤษ นิยมผลิต 2 แบบ คือ กลั่นแบบ Distilled Gin (แบบอังกฤษ) ฉลากบนขวดใช้คำว่า “Distilled“ และกลั่นผสมแบบ Compounded Gin กลั่นโดยการผสมเหล้าสีขาวที่กลั่นออกมาได้กับหัวเชื้อของผลจูนิเปอร์ และสมุนไพรต่างๆ วิธีนี้ได้เหล้ายินที่มีคุณภาพด้อยกว่า ราคาถูก มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40% รสนุ่มแรง
  • Plymouth Gin เป็นเหล้ายินที่ออกรสหวาน และกลิ่นเข้มกว่าเหล้าจินแบบ Dry Gin
  • Old Tom Gin เป็นเหล้ายินที่มีรสหวานนิดหน่อย
  • Dutch Style เป็นเหล้ายินที่มาจากฮอลแลนด์ ที่มีรสและกลิ่นของผลจูนิเปอร์ และกลิ่นของเมล็ดข้าวมอลต์ปนอยู่ด้วย ออกหวานนิดๆ และมักจะไม่เขียนว่า Gin แต่จะใช้คำว่า "Genever" แทน บางทีก็เรียกว่า Schiedam หรือ Holland Gin ผลิตจากเมล็ดข้าวบดหลายชนิด ที่นำมาหมักและกลั่นในหม้อต้มแบบ Pot Still 2 ครั้ง โดยในการกลั่นครั้งที่ 2 จะผสมน้ำมันที่สกัดมาได้จากผลจูนิเปอร์ลงไป เพื่อลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้ไม่สูงมากนักประมาณ 35-40%

การเสิร์ฟ เหล้ายินสามารถดื่มกินได้ทั้งแบบดื่มเพียวๆ , ดื่มแบบออน-เดอะ-ล็อก , ดื่มแบบผสมเครื่องดื่ม Soft Drink หรือดื่มแบบผสมค็อกเทลก็ได้ แต่ถ้าจะดื่มให้ได้รสชาดแท้ของเหล้า ควรจะดื่มแบบเพียวจะได้รส และกลิ่นที่หอมชวนน่าดื่มมากกว่า

เหล้ายิน   ที่ผลิตจากอังกฤษ และเป็นที่นิยมดื่มกิน ได้แก่  บอม์เบย์ ยิน (Bombay Gin) , กอร์ดอน ยิน (Gordon's Gin) , บีฟีทเทอร์ ยิน (Beefeater Gin) , ซีแกรม ยิน (Seagram's Gin) , บูท ยิน (Booth's Gin) , แทนควิเรย์ ยิน (Tanquerey Gin) , เบอร์เนท ยิน (Burnett's Gin) , วอล์กเกอร์ ยิน (Walker Gin) , โบว์ส ยิน (Bols Gin) , กิลเบย์ ยิน (Gilbay Gin) , โบสฟอร์ด ยิน (Bosford Gin) , คาลเวิร์ด ยิน (Calvert Gin) , โบรกเกอร์ ยิน (Bokker Gin)

นอกจากนี้ยังมีเหล้ายินที่ผลิตจากประเทศอื่นๆ เช่น เยอรมัน จัดเป็น Genever Gin เรียกว่า Dornkaat , สเปน จัดเป็น London Dry Gin , เบลเยี่ยม จะคล้ายกับฮอล์แลนด์ เรียกว่า Jenever , ฝรั่งเศส , รัสเซีย , สก็อตแลนด์ , อินเดีย เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย เหล้าจินที่ผลิตได้ คือ ยี่ห้ออังเคิล ทอม จี (Uncle Tom-G) คุณสมบัติพอใช้ได้ ราคาถูก แต่กลิ่นอาจจะไม่หอมเหมือนของอังกฤษ เราอาจจะใช้ของฟิลิปปินส์ได้เหมือนกัน ยี่ห้อ Ginerbra แต่ยังไงก็ช่วยอุดหนุนของคนไทยด้วยนะครับ

Grappa (เหล้าเกร็ปป้า) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากกากองุ่นที่เหลือจากการทำไวน์ เรียกว่า "Pomance Brandy" เช่น เปลือก , ลำต้น , เมล็ด และกากองุ่น ผสมกับสมุนไพร (Rue) จัดเป็นบรั่นดี น้ำสีขาว ดีกรี ประมาณ 40%  ของอิตาลี เรียกว่า White Brandy (บรั่นดีสีขาว) บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie  นิยมดื่มหลังทานอาหารเพื่อช่วยย่อยอาหาร

           

Kirsch (เหล้าเคียร์) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากลูกเชอรี่  โดยนำเนื้อของลูกเชอรี่มาบดให้ละเอียด แล้วผสมกันทั้งเนื้อและน้ำ แล้วนำไปหมักและกลั่นต่อไป ส่วนคำว่า "Kirsch" นี้ มาจากภาษาเยอรมัน แปลว่า ลูกเชอรี่ ผลิตในเยอรมัน ฝรั่งเศส และสวิสเซอร์แลนด์ รสหอม หวานเล็กน้อย น้ำสีขาวใส รสเข้มจัดจ้าน แรงด้วยดีกรีแอลกอออล์ ประมาณ 35-40%  บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie  ชาวยุโรป นิยมดื่มแบบค่อยๆ จิบ หลังจากทานอาหารมือค่ำ

                

Kirschwasser (เหล้าเคียร์วาสเซอร์) ผลิตจากเชอรี่แดงผสมเหล้าบรั่นดี น้ำเหล้าสีขาวใส รสแรง ดีกรี 45% ของเยอรมัน

                   

Klarer (เหล้าคราเรอร์) เป็นเหล้าสปิริต ที่กลั่นมาจากมันฝรั่ง ข้าวโพด และข้าวเดือยหรือข้างฟ่าง (Millet) รสชาติอ่อน ไม่มีสี มีดีกรี ประมาณ 32%

          

Korn Schnapps (เหล้าคอร์น เชอแนท) เหล้าสปิริต กลั่นมาจากข้าวสาลี (Wheat) , ข้าวไรย์ (Rye) , ข้าวบาร์เลย์ (Barley) , ข้าวโอต (Oats) หรือ Buckwheat ไม่มีกลิ่น นิยมดื่มกันมากในเยอรมัน ดีกรี ประมาณ 32-38% เก็บหมักบ่มไว้นานอย่างน้อย 6 เดือน         

                  

Marc (เหล้ามาร์ค) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากกากผลไม้ องุ่น แอปเปิ้ลที่เหลือจากการทำไวน์ แล้วมาหมักรวมกันอีกครั้ง กลั่นออกมาจะได้น้ำเหล้าสีใส รสชาติออกหวานปนฝาดนิดๆ แรงบาดคอ ดีกรี ประมาณ 40-45% ขึ้นอยู่กับว่าใช้กากที่เหลือจากการทำไวน์ขาว หรือไวน์แดง ของฝรั่งเศส เหล้าชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อย่างเช่น ที่อิตาลี จะเรียกกันว่า Grappa ส่วนที่โปรตุเกส จะเรียกว่า Bagaciera และที่สเปน จะเรียกว่า Aguardiente
       
Metaxa (เหล้าเมคตาซ์)  เหล้าสปิริตที่กลั่นจากองุ่นดำ ผสมผลไม้แห้ง กลิ่นดอกไม้พวกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ และเครื่องเทศพวก พริกไทย ใบกระวาน อบเชย และลูกจันทน์เทศ ดีกรีประมาณ 40% ฉลากบนขวดจะมีสัญลักษณ์ "ดาว" ติดอยู่ มีความหมายว่า 1 ดาว คือเก็บไว้นาน 1 ปี (3 ปี , 5 ปี , 7 ปี , 12 ปี และ Grand Reserve) ของกรีซ ผลิตโดย Spyros Metaxas ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 ที่เกาะ Kefalonia โดยผสมผสานระหว่างเหล้าบรั่นดีและไวน์ หมักบ่มในถังไม้โอ๊ก
                    
Pisco (เหล้าปิโก้)  เป็นเหล้าบรั่นดีที่ไม่มีสี สีขาวใส รสจัดร้อนแรง กลิ่นฉุน กลั่นจากองุ่นดำ หมักบ่มในถังดินเหนียว ของชิลี ผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ดีกรี ประมาณ 40% ปัจจุบันนิยมในโบลิเวีย ชิลี และเปรู
 
                          
Rum  (เหล้ารัม) เป็นเหล้าที่ทำมาจากกากน้ำตาลอ้อย (Molasses) ผลิตกันมากในแถบประเทศทะเลแคริเบี้ยน (Caribbean) จากหมู่เกาะคูราโซ ไปถึงปานามา คิวบา จาไมก้า เปอโต้ริโก้ ไตนิแดต บาร์บาโด๊ส และบียอน (Beyond) แต่เดิมเหล้ารัมถูกคิดค้นโดยพวกพ่อมดหมอผี ในเผ่าอินเดียนแดง โดยผสมน้ำเชื่อมจากผลไม้ ทำเป็นเหล้าหมักที่ต้มมาจากน้ำศักดิ์สิทธิ์บนยอดภูเขาสูง ไว้สำหรับดื่มกินเลี้ยงฉลองกันในวันที่มีพิธีการสำคัญ  คำว่า "Rum" มาจากภาษาละติน เรียกว่า "Sac-charum Officinarum" แต่เรียกสั้นๆ ว่า "Rum" ถ้าอ่านออกเสียงแบบสเปน อ่านว่า Rum (รุม) , ถ้าอ่านออกเสียงแบบสเปน อ่านว่า Ron (รอน) , ถ้าอ่านออกเสียงแบบสวีเดนและรัสเซีย อ่านว่า Rom (โรม) แต่ถ้าออกเสียงแบบฝรั่งเศส อ่านว่า Rhum (รัมม) มีรสนุ่มละมุน กลิ่นหอมแต่น้อยกว่าเหล้ายิน มีดีกรี ประมาณ 35-40% แต่มีบางยี่ห้อที่ผลิตให้มีดีกรีสูงมากๆ ถึง 75.50% (จะเขียนว่า 151 %Proof) เพื่อให้เครื่องดื่มผสมมีความแรง Soft ลง นิยมผสมกับโค้ก หรือน้ำผลไม้ ก็จะได้ค็อกเทลที่มีรสอร่อยชวนดื่ม หรือจะผสมทำน้ำพั้นช์ผลไม้ก็ได้
        
                                                                                                           Saccharum Officinarum (Sugar Cane : อ้อย)
 
เหล้ารัมมีสีขาวใส กลิ่นหอม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-40% กลั่นมาจากน้ำอ้อย หรือกากน้ำตาลอ้อย และน้ำเชื่อมของน้ำผลไม้ หมักผสมกับเชื้อยีสต์ส่าเหล้า ที่เรียกว่า “Molasses” เหล้ารัมถือว่าเป็นเหล้าสปิริตตัวแรกของทวีปอเมริกาใต้ และในปี ค.ศ. 1493 หลังจากที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ออกสำรวจค้นหาโลกใหม่ ไปทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นครั้งที่ 2 ได้ค้นพบหมู่เกาะเวสต์ อินดิส ที่เมืองอโซเรส (Azores) บนเกาะบาร์บาโดส (Barbados) เค้าได้มีโอกาสลิ้มลองรสเหล้ารัมของที่นี้  แล้วนำต้นอ้อย มาทดลองปลูกในหมู่เกาะ เวสต์ อินดีส (West Indies) หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตกไดเเป็นผลสำเร็จ เพื่อผลิตน้ำตาลทราย แต่ผลพลอยได้ที่ได้จากการผลิตน้ำตาล ได้ถูกนำมาผลิตเป็นเหล้ารัมในเวลาต่อมา เนื่องจากมีผู้สังเกตุเห็นว่า กากน้ำตาลเหล่านี้ เกิดการหมักบ้มตัวเองขึ้นตามธรรมชาติ และพัฒนาวิธีการผลิตจนได้ออกมาเป็นเหล้ารัมนั้น  อย่างในปัจจุบันนี้ เรียกกันว่า "Rumbellion" (รัมเบลเลี่ยม) หรือ "Rum" เหล้ารัม นั่นเอง หลังจากนั้นเหล้ารัมก็เป็นที่รู้จักแก่โลกตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มโลกเก่า
 
ต่อมาในปี ค.. 1635 เกิดกลุ่มประเทศที่เรียกว่า “โลกใหม่” (New World) ได้แก่ บราซิล , บาร์บาโดส , คิวบา , จาไมก้า เป็นต้น ส่วนเหล้ารัมนั้นเริ่มผลิตอย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 ประมาณปี ค.. 1676 ที่บาบาร์โดส เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศโลกใหม่นี้เอง
 
           Caribbean Sea (ทะเลแคริเบี้ยน)
 
ในยุคที่มีการเดินเรือเฟื่องฟู เหล้ารัมถือเป็นเหล้าประจำในเรือเดินสมุทร ด้วยคุณสมบัติของเหล้ารัมที่ช่วยแก้อาการเมาเรือได้ ชาวเรือจึงนิยมดื่มเหล้ารัมกันมาก โดยเฉพาะเหล้ารัมดำ ในปี ค..1609 เรืออังกฤษลำหนึ่งที่มีกัปตันเรือชื่อ เซอร์จอห์น ซัมเมอร์ ขณะเดินเรือผ่านเกาะเมอร์มูดา เจอกับพายุเฮอริเคนเข้า กัปตันจึงสั่งให้ลูกเรือดื่มเหล้ารัมแทนน้ำ เพื่อแก้อาการเมาคลื่น จนสามารถพาเรือกลับไปถึงอังกฤษได้อย่างปลอดภัย จากนั้นมาเหล้ารัมจึงกลายเป็นเหล้าที่ดื่มกันในระหว่างเดินเรือ จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมา ถึงกับถือเป็นคติประจำใจว่า "ถ้าไม่อยากเมาคลื่น ก็ต้องเมารัมเข้าไว้" ประมาณว่า เมาเหล้ารัมดีกว่าเมาเรือ
 
และในช่วงที่ประเทศในแถบหมู่เกาะเวสต์ อินดิส ของทวีปอเมริกาใต้ ได้ตกเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งทางการอังกฤษได้พัฒนาการทำไร่อ้อยขึ้นที่นี้ใหม่ เพื่อส่งวัตถุดิบไปผลิตเหล้ารัมในอังกฤษ แต่เดิมเหล้ารัมเป็นเหล้าพื้นเมืองที่มีการต้มเหล้าที่หมู่เกาะนี้อยู่แล้ว แต่ระยะแรกพวกผู้ดีชาวอังกฤษ ไม่นิยมดื่มเหล้ารัมเท่าใด เนื่องจากเห็นว่าเหล้ารัมเป็นเหล้าที่พวกกรรมกร คนงาน ทาสดื่มกินกัน แต่หลังยุคล่าอาณานิคมหมดไป ด้วยเอกลักษณ์เด่นของเหล้ารัม คือ สามารถเปลี่ยนรสได้ ทำให้บาร์เทนเดอร์นิยมที่จะนำเหล้ารัมไปเป็นส่วนผสมหลักในการทำค็อกเทล ซึ่งรสของเหล้ารัมจะแปลงเปลี่ยนรสชาดไปตามส่วนผสมอื่นที่ใช้ผสม และเหล้ารัมยังผสมเข้าได้ดีกับน้ำผลไม้ด้วย จึงทำให้เหล้ารัมเป็นที่รู้จักมากขึ้น และนิยมดื่มกันมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา
 
และด้วยรสของเหล้ารัมที่เข้มข้น แต่ไม่ร้อนแรงมากจนเกินไป มีกลิ่นหอมชื่นใจของน้ำตาลอ้อย สีเหล้าเป็นสีขาวใส สามารถจุดติดไฟได้ง่าย เหล้ารัมนำมาผสมค็อกเทลมากมายหลายสูตร ในปี ค.. 1950 เกิดสูตรค็อกเทลชื่อดัง คือ "Cuba Libre" (เหล้ารัมผสมกับโค้ก) และสูตรค็อกเทลอื่นๆ ที่ใช้เหล้ารัมผสม เช่น Mai-Tai , Daiquiri , Zombie , Sex On The Beach เป็นต้น
 
เหล้ารัมมีอยู่หลายเกรด หลายระดับ ซึ่งรสชาด กลิ่นก็จะแตกต่างกันตามกรรมวิธีการผลิตของแต่ละหลาย ถ้าเป็นเหล้ารัมเกรดต่ำราคาจะถูก รสชาดก็ไม่ได้เรื่อง รสฝาดๆ เฝื่อนๆ รสหยาบไม่นุ่มนวล มีกลิ่นหอมฉุนๆ แต่ถ้าเป็นเหล้ารัมเกรดดี จะมีกลิ่นหอมหวลชวนน่าดื่ม รสนุ่มกลมกล่อม รื่นคอ แต่ราคาจะแพงกว่าเท่าตัว และขอรับรองว่าดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ และได้อรรถรสมากกว่าเหล้าเกรดต่ำแน่นอน 

                
  
กรรมวิธีการผลิตเหล้ารัม จะกลั่นมาจากกากน้ำตาลอ้อย “Molasses” หรือน้ำเชื่อมของผลไม้ เหตุที่เหล้ารัมมีรสที่แตกต่างกันไปนั้นเนื่องมาจากกรรมวิธีในการผลิตที่แตกต่างกัน และรวมถึงวัตถุดิบที่เลือกใช้ด้วย โดยส่วนใหญ่กรรมวิธีในการผลิตเหล้ารัมจะแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ
  • การผลิตเหล้ารัมตามแบบจาไมก้า (Jamaica) คือจะใช้น้ำอ้อย หรือกากน้ำตาลอ้อย ผสมด้วยฟองน้ำตาล และเชื้อยีสต์ส่าเหล้า แล้วหมักให้เกิดแอลกอฮอล์อย่างช้าๆ เพื่อให้เหล้ารัมมีรสนุ่มนวล กลมกล่อม ในบราซิล เรียกว่า  "Cachaca" (คาซาค่า) 

  • การผลิตเหล้ารัมตามแบบเดเมอราร่า (Demerara) คือจะใช้กากน้ำตาลที่ทำน้ำตาลทรายมาละลายน้ำ แล้วหมัก

ขั้นตอนการผลิตเหล้ารัม มีดังนี้

  1. การปลูกต้นอ้อยจะใช้ระยะเวลานานประมาณ 12-18 เดือน จนต้นอ้อยโตเต็มที่ จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กพ.-มิย. จากนั้นจะตัดใบออกเอาแต่ลำต้นมาปลอกเปลือกออก แล้วบด บีบคั้นเอาน้ำอ้อยมาหมัก

  2. การหมัก (Fermentation) คือนำเอาน้ำอ้อย หรือกากน้ำตาลอ้อยมาหมักผสมกับเชื้อยีสต์ส่าเหล้า "Molasses" ที่ได้จากการตกผลึกของกากน้ำตาล ในถังไม้ หรือถังสแตนเลส เมื่อเชื้อยีสต์ตามธรรมชาติ (ส่าอ้อย) เริ่มทำงาน จะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนน้ำตาลในอ้อยให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ที่เรียกว่า เอธานอล แอลกอฮอล์ (C2H5OH) หลังจากนั้นจะเติมน้ำเข้าไป เพื่อลดปริมาณน้ำตาลลงจาก 55% จนเหลือ 15% จะเรียกของเหลวที่ได้นี้ว่า "Live Wash” และจะหมักต่อไปอีกจนครบ 30-48 ชั่วโมง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นแอลกอฮอล์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทมากขึ้น สุดท้ายจะได้ของเหลวที่เรียกว่า "Dead Wash”

  3. การต้มกลั่น (Distillation) คือนำเอาของเหลวที่ได้จากการหมักที่เรียกว่า Dead Wash มาต้มกลั่น เพื่อแยกน้ำออกให้เหลือไว้แต่แอลกอฮอล์ (เหล้ารัม) โดยต้มกลั่นแบบต่อเนื่อง คือ ต้มกลั่นใน Pot Still หม้อต้มกลั่นที่ต้มจากทองแดง แบบดั้งเดิมจะได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 86-97% และต้มกลั่นต่อใน Column Still หม้อต้มกลั่นแบบสูญญากาศ จนเหลือปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40-60%

  4. จากนั้นก็นำเหล้ารัมที่ได้จากการต้มกลั่นแล้วไปเก็บหมักบ่มในถังไม้ หรือถังไม้โอ๊กต่อ จะเก็บนานตั้งแต่ 1 ปี ไปจนถึง 10 กว่าปี ตามแต่ว่าจะต้องการทำเป็นเหล้ารัมประเภทไหน อาจจะมีการปรุงแต่งสี รส กลิ่นด้วยตามแต่กรรมวิธีการผลิตของแต่ละที่

การเสิร์ฟ เหล้ารัมสามารถดื่มกินได้ทั้งแบบดื่มเพียวๆ , ดื่มแบบออน-เดอะ-ล็อก , ดื่มแบบผสมเครื่องดื่ม Soft Drink หรือดื่มแบบผสมค็อกเทลก็ได้ ส่วนใหญ่นิยมดื่มแบบผสมค็อกเทล เพราะได้รสชาดที่หอมกลมกล่อมกว่า แต่ถ้าจะดื่มแบบเพียวๆ ก็ไม่ว่ากัน ควรจะเติมมะนาวสักหน่อยจะได้รสชาดที่ชวนน่าดื่มเพิ่มขึ้นอีก และที่นิยมกันมากๆ ก็คือ เหล้ารัมผสมกับโค้ก ที่เรียกกันว่า Rum Coke

ประเภทของเหล้ารัม

  • เหล้ารัมขาว (White Rum) บางครั้งเรียกว่า Silver Rum หรือ Light Rum หรือ Rum เฉยๆ เป็นรัมที่มีสีขาวใสบริสุทธิ์ จัดเป็น Light-Bodied รสเฝื่อนนิดหน่อย กลิ่นหอมนิดๆ มีดีกรี ประมาณ 35–40% บางชนิดไม่ต้องเก็บบ่ม แต่บางชนิดต้องเก็บบ่มในถังสเตนเลสหรือถังไม้นาน 1 ปี เหมาะสำหรับนำไปผสมค็อกเทลที่ไม่ต้องการให้สีค็อกเทลเปลี่ยน
  • เหล้ารัมทอง (Gold Rum) บางครั้งเรียกว่า Amber Rum เป็นรัมที่มีสีเหลืองอัมพัน จัดเป็น Medium-Bodied ได้จากการเก็บบ่มในถังไม้นาน 3 ปี เพื่อให้ดูดซึมซับสีทองจากเนื้อไม้ หรือผสมสี กลิ่น รสชาติ ด้วยคาราเมล (Caramel) ที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาล จนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เพื่อให้ได้เหล้ารัม ที่มีกลิ่น สี รสชาติเข้มมากขึ้นกว่าเดิม มีดีกรี ประมาณ 35–40%
  • เหล้ารัมดำ (Dark Rum) บางครั้งเรียกว่า Black Rum หรือ Red Label Rum  เป็นรัมที่มีสีเกือบดำ ได้จากการเก็บบ่มไว้ในถังไม้นานถึง 7 ปี เพื่อให้เกิดสีดำเข้ม จัดเป็น Heavy-Bodied โดยผสมคาราเมลที่เคี่ยวจนเป็นสีดำเกือบไหม้ จะได้กลิ่นหอม และรสชาติแรงมากขึ้น ถ้าเก็บหมักบ่มอย่างดี มีรสคงที่จะ เขียนที่ฉลากว่า "Anejo" มีดีกรี ประมาณ 35–40%

นอกจากนี้ยังมีเหล้ารัมที่แต่งเติมกลิ่น และรสอีกด้วย เรียกว่า "Rum Flavour" เช่น Coconut Rum , Kuya Fusion Rum , Mango Rum , Vanila Rum (Vanille Rum) , Limon Rum , Apple Rum , Raspberry Rum เป็นต้น 

กลุ่มประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิตเหล้ารัม ส่วนใหญ่อยู่ในแถบทะเลแคริเบียน ได้แก่ เปอโตริโก้ , คิวบา , เดเมอราร่า , บาร์บาโด๊ส , ไตนิแดต , เฮติ , แซนโตโดมิงโก้ , จาไมก้า , กีอานา (ในเครือสหรัฐราชอาณาจักรอังกฤษ) และกีอานา (ในเครือฝรั่งเศส) ซึ่งเหล้ารัมที่มีชื่อเสียงดังๆ ล้วนหมัก และกลั่น ส่งออกมาจากภูมิภาคแถบนี้ทั้งสิ้น

  • Puertorico Rum เหล้ารัมจากเปอโตริโก้ มีกลิ่นหอม และรสอ่อนๆ มีหลายชนิดแตกต่างกันทั้งสี กลิ่น และรส จะกลั่นมาจากกากน้ำตาลอ้อย แล้วเก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก

  • Cuban Rum เหล้ารัมจากคิวบา ใช้น้ำตาลอ้อยมาหมักผสมกับเชื้อยีสต์ส่าเหล้า แล้วกลั่นแบบ Continuous Still กรองด้วย Sand Filtered เช่น ยี่ห้อ Bacardi , Havana Club

  • Jamaica Rum เหล้ารัมจากจาไมก้า มีกลิ่นหอม รสเข้มข้น และปรุงแต่งสีเหล้าด้วยคาราเมล เหล้ารัมจาไมก้าจะหมักมาจากกากน้ำตาลอ้อย ผสมกับยีสต์ตามธรรมชาติ แล้วกลั่นให้มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงประมาณ 40-43% แต่บางชนิดอาจจะสูงถึง 75.50% ก็มี แล้วเก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนานประมาณ 5–7 ปี

  • Demerara Rum เหล้ารัมจากเดเมอราร่า สีเหล้าเป็นสีเข้มข้น กลิ่นหอมแต่น้อยกว่าเหล้ารัมจากจาไมก้า

  • Barbados Rum เหล้ารัมจากบาร์บาโด๊ส ถือเป็นเหล้ารัมตามแบบฉบับดั้งเดิม ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.. 1676 เช่น ยี่ห้อ Mount Gay

  • Australia Rum เหล้ารัมจากออสเตรเลีย ผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ส่วนใหญ่ส่งออกไปขายที่สหรัฐอเมริกา มีทั้ง 3 สี คือ เหล้ารัมสีขาว , เหล้ารัมสีทอง และเหล้ารัมสีดำ

  • British Virgin Islands Rum เหล้ารัมจากหมู่เกาะบริสติส เวอร์จิน (ในเครือสหรัฐราชอาณาจักรอังกฤษ) เป็นเหล้ารัมที่นำเหล้ารัมบาร์บาโดส , เหล้ารัมไตนิแดต และเหล้ารัมกัลยน่า มาผสมกัน มีรสชาดคล้ายเหล้าพั้นช์ เช่น ยี่ห้อ Pusser’s Rum

  • U.S. Virgin Islands Rum เหล้ารัมจากหมู่เกาะยู.เอส. เวอร์จิน (ในเครือสหรัฐอเมริกา)

  • Martinique Rhum เหล้ารัมจากมาร์นิไกว เป็นเหล้ารัมที่กลั่นคล้ายกับการทำเหล้าคอนยัคของฝรั่งเศส จะใช้น้ำอ้อยผสมเชื้อยีสต์ส่าเหล้า แล้วกลั่นแบบ Pot Still และเก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก

  • นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ อีกที่ผลิตเหล้ารัม ได้แก่ ไตนิแดต , กลัวลัวเป้ , กัวอน่า , เฮติ , ฝรั่งเศส , นิกาลากัว , กัวเตมาลา , ไทย , เวนเนซูเอล่า , สาธารณรัฐโดมินิกัน เป็นต้น

เหล้ารัม    ที่นิยมดื่มกัน ได้แก่ บาร์คาดี้ รัม (Barcadi Rum) , ฮาวานา คลับ รัม (Havana Club Rum) , กัปตัน มอร์แกน รัม (Captan Morgan's Rum) , รอนริโก้ รัม (Ronrico Rum) , มอนเกย์ รัม (Mount Gay Rum) , ซาน เจมส์ (Saint James Rum) , เมเยอร์ รัม (Myer's Rum)
 
สำหรับในประเทศไทย เหล้ารัมที่ผลิตได้ คือ ยี่ห้ออังเคิล ทอม อาร์ (Uncle Tom-R) คุณสมบัติใช้ได้ ราคาถูก รสชาติดีใช้ได้ เป็นเหล้ารัมสีขาวใส เรียกว่า ไวท์รัม (White Rum) ส่วนพวก เหล้าแม่โขง แสงโสม หงษ์ทอง มังกรทอง จัดเป็นโกล์ดรัม (Gold Rum) 
 
Tequila (เหล้าเตกีล่า หรือเหล้าตากิวล่า) เป็นเหล้าที่ทำมาจากต้นกระบองเพชร พันธุ์อกาเว้ (Agave) หรือเรียกกันว่า "บูล อกาเว้" (Blue Agave) เป็นพืชในตระกูลป่าน คล้ายกับสับปะรดยักษ์ ที่มีลักษณะแกนกลางของลำต้นอวบใหญ่ เต็มไปด้วยแป้ง และน้ำหล่อเลี้ยงมีรสหวาน ใบสีฟ้าเข้มเรียวยาว มีขนาดใหญ่หนักกว่า 80-120 กิโลกรัม ใช้เวลาปลูกนานถึง 8-12 ปี อกาเว้มีอยู่มากในเม็กซิโก รสชาติร้อนแรง บาดคอ นิยมดื่มกินพร้อมกับมะนาว และเกลือ เหล้าเตกีล่ามีอยู่ 2 สี คือ สีขาวหรือสีเงิน และสีทอง ดีกรี ประมาณ 38-40% ส่วนแมซเคิล Mezcal จัดเป็นเหล้าเตกีล่าเกรดพรีเมี่ยม ใช้อกาเว้ 100% ในการผลิต
 
         หนอนในเหล้า Mezcal
 
Mezcal (เหล้าแมซเคิล) เป็นเหล้าที่กลั่นมาจากต้นอะกาเว่ที่ปลูกในรัฐ El Moraleno , Espadin de Oaxaca , Sigguin , Bermejo , Zopilote , Bacanora และที่อื่นๆ ในเม็กซิโก เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเหล้าชนิดนี้คือ จะมีสีเหลืองทองอำพัน ภายในขวดจะใส่หนอน (Agave Worm) ลงไปด้วย 1 ตัว หนอนตัวนี้สามารถกินได้เหมือนหนอนรถด่วนของบ้านเรา ส่วนใหญ่จะมีปริมาณความเข้มข้นของ Agave ถึง 100% และมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงประมาณ 40% เช่น ยี่ห้อ Lajita , Miguel de La , Monte Alban , Gusano Rojo
         

เหล้าเตกีล่าเป็นเหล้าพื้นเมืองของเม็กซิโก บางทีก็เรียกว่า “เหล้าหมวก” มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 38-40% กลั่นมาจากต้นกระบองเพชรพันธุ์ Agave Azul หรือที่คนไทยเราคุ้นเคยและรู้จักในชื่อว่า ต้นดอกโคม คล้ายกับต้นป่านศรนารายณ์ นั่นเอง เดิมทีในยุคที่โคลัมบัส ชาวสเปน ได้ค้นพบทวีปอเมริกานั้น ก็เจอพืชชนิดนี้ด้วย แต่เรียกชื่อว่าต้น Maguey (เมชคอล) ต่อมานักพฤษาศาสตร์ชาวสวีเดน ก็เปลี่ยนเรียกชื่อใหม่เป็นต้น Agave (อะกาเว่) โดยปกติแล้วต้นอะกาเว่นี้จะปลูกกันมากในแถบพื้นที่ ที่ใกล้ทะเลทรายในประเทศเม็กซิโกเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะลำต้นจะคล้ายกับสับปะรดแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60-90 เซนติเมตร เปลือกหนา มีหัวฝังอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแผ่นหนาสีเขียวอมม่วงอ่อน เรียวยาว ปลายแหลม มีหนามเล็กอยู่รอบๆ ใบ ใบเรียงตัวขึ้นมาเป็นกอ ส่วนภายในแกนหัวจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสีน้ำเงิน มีรสหวาน เรียกว่า น้ำบลูอะกาเว่ (Blue Agave) ที่นำมาใช้หมักบ่มกลั่นเป็นเหล้าเตกีล่า ที่มีรสเฝื่อนร้อนแรงบาดคอกลิ่นหอมฉุน (จริงๆ แล้วเหล้าเตกีล่าไม่จำเป็นต้องเก็บหมักบ่มก็ได้ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่มีหลายยี่ห้อที่นิยมเก็บหมักบ่มด้วย เพื่อให้ได้รสชาตินุ่มนวลขึ้น) 

เหล้าเตกีล่า ถือกำเนิดมานานกว่า 1,000 ปีแล้ว (ตั้งแต่ ค.ศ. 250-300) ในดินแดนจังโก้ของทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเม็กซิโกแถบบริเวณที่ติดกับทะเลทราย โดยในสมัยนั้นชาวแอซเทคส์ (Aztecs) ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนที่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกก่อนหน้าที่ชาวสเปนจะมาล่าอาณานิคม เป็นผู้คิดค้นเหล้าเตกีล่าชนิดนี้ขึ้นมาเรียกว่า เหล้าปักกี้ (Pulque) โดยนำเอาต้นอะกาเว่มาหมักบ่มทำเหล้าพื้นเมืองที่มีรสร้อนแรง กลิ่นหอมฉุน นิยมดื่มกินกันในงานเลี้ยง งานรื่นเริงต่างๆ จนกลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา

  

      อินเดียแดง ชาวแอซเทคส์ (Aztecs) ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนที่อาศัยอยู่ในประเทศเม็กซิโก

จนกระทั้งในศตวรรษที่ 16 ประมาณปี ค.ศ. 1521 ที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ค้นพบทวีปอเมริกา จากนั้นประเทศสเปนก็ได้ยึดเม็กซิโกเข้าเป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของตน และในปี ค.. 1595 ได้มีการพัฒนาวิธีการต้มกลั่นเหล้าแบบสมัยใหม่ที่เรียกว่า “Mexcalli” ทำให้เหล้าพื้นเมืองกลายเป็นเหล้าที่มีรสชาดยอดเยี่ยม โดดเด่นไม่เหมือนใคร และเป็นที่นิยมดื่มกันไปทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 20 นี้เอง ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่า “ใครที่ไม่รู้จักเหล้าเตกีล่า ก็ถือว่าเชยที่สุดในโลกแล้ว” 

ส่วนในศตวรรษที่ 18 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกจาก เหล้าปักกี้ (Pulque) ไปเป็น เหล้าเตกีล่า (Tequila) แทน โดยใช้ชื่อเหล้าตามชื่อเมืองที่ผลิต และในปี ค.ศ. 1945 เหล้าเตกีล่าก็ส่งออกจำหน่ายไปทั่วโลกครั้งแรก 

กรรมวิธีการผลิตเตกีล่า ในยุคแรกที่ชาวสเปนทดลองต้มกลั่นเหล้าปักกี้ ที่เมืองเตกีล่า (Tequila) ในเขตกัวดาลาฮาร่า (Guadalajara) รัฐฮาลิสโก้ (Jalisco) เม็กซิโก ในบริเวณพื้นที่แถบนี้จะได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดน Moutain of Fire ที่เป็นเขตสงวนสำหรับการปลูกต้น Agave ที่ดีที่สุดของโลก เทียบได้กับบริเวณแถบเขตเมืองบอร์โดซ์ ของประเทศฝรั่งเศส ที่มีการปลูกองุ่นพันธุ์ดีที่สุดของโลกเลยก็ว่าได้

  

ส่วนเหล้าที่กลั่นมาจากต้นอะกาเว่ จะใช้ชื่อว่าเหล้าเตกีล่า "Tequila" ได้นั้น จะต้องปลูกในเม็กซิโกเท่านั้น โดยเฉพาะในรัฐ Jalisco และรัฐอื่นๆ ได้แก่ Guanajuato , Michoacan , Nayarit และ Tamaulipas ส่วนเหล้าที่กลั่นมาจากต้นอะกาเว่จากรัฐอื่นนอกเหนือจากนี้ในเม็กซิโก จะใช้ชื่อเรียกว่า "Mazcal" (อ่านว่า Mascal) แทน ดังนั้นเหล้า Tequila อาจจะเรียกว่าเหล้า Mazcal ก็ได้ แต่เหล้า Mazcal ทั้งหมดจะไม่สามารถเรียกเป็นเหล้า Tequila ได้ โดยข้อกำหนดนี้มีกำหนดไว้ตั้งแต่ปี ค.. 1995

   การดูดกิน Honey Water จากต้นอะกาเว่

วัตถุดิบที่ใช้ผสมเหล้าตากีล่า มี 4 ชนิด คือ

  • น้ำหวานจากต้นอะกาเว่ (Honey Water) โดยจะเลือกต้นอะกาเว่ที่กำลังออกดอกบาน ถือว่าโตเต็มที่แล้ว เพื่อคั้นเอาน้ำหวานที่อยู่ในแกนหัวเอาไปทำเหล้าตากีล่า น้ำหวานที่คั้นได้ ถือว่ามีคุณภาพดีกว่าช่วงที่ยังไม่ออกดอก

  • น้ำหวานจากต้นเซ็นจูรีพลานท์ (Century Plant) เป็นต้นไม้ที่ใน 100 ปี จะออกดอกครั้งหนึ่ง และต้นไม้ชนิดนี้ยังมีเฉพาะที่เม็กซิโกเท่านั้น น้ำหวานที่จะคั้นออกมาได้ ก็ต้องรอให้เจ้าต้นนี้ออกดอกเสียก่อนจึงจะใช้ได้

  • ต้นยาดำ (America alro) มีอยู่ในทะเลทรายในแถบทวีปอเมริกากลาง

  • ดอกเมชคอล (Maguey) หรือต้นดอกโดมที่มีสีน้ำเงิน (Agave) เป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีแกนไส้ดอกที่ยาวประมาณ 20-30 ฟุต

    

                                                                                                                          Maguey (เมชคอล) หรือ Agave (อะกาเว่)

กรรมวิธีการผลิตเหล้าเตกีล่า จะมีขั้นตอนดังนี้

  1. การเพาะปลูก จะเริ่มตั้งแต่การปลูกต้นกระบองเพชรพันธุ์อะกาเว้ (Agave) ในพื้นที่แห้งแร้งใกล้แถบทะเลทราย (ที่เป็นดินสีแดงจากลาวาภูเขาไฟเก่า) เมื่อต้นอะกาเว่โตเต็มที่จนกระทั้งสุกงอม จะต้องใช้ระยะเวลา 8-12 ปี โดยที่มีผู้ดูแลที่ทำหน้าที่ขุดและตัดใบของต้นอะกาเว่ (Pencas) ออก จะเรียกว่า Jimador ในการขุดและตัดใบออก โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Coa (เป็นมีดเหล็กคล้ายจอบ) ตัดใบออกจนหมดเหลือไว้แต่แกนหัวขนาดใหญ่เรียกว่าหัว Pinas (คำว่า Pina ในภาษาสเปนจะหมายถึงแกนหัวที่คล้ายกับสับปะรด) ที่มีน้ำหนักประมาณ 40-180 กิโลกรัม จากนั้นทิ้งตากแดดไว้ประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงนำไปอบด้วยความร้อนในเตาเผาหินเรียกว่า Hornos  (โดยผ่าหัว Pinas แบ่งครึ่งเป็นสองซีก) นานประมาณ 24-36 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 80-90 องศาเซนเซียส สีของหัว Pinas จะเปลี่ยนสีจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีส้มน้ำตาล ซึ่งในขั้นตอนนี้เองจะช่วยเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลเร็วขึ้น แล้วไปบดในหลุมขนาดใหญ่ที่มีลูกหินกลิ้ง เรียกว่า "Tahona Stone" บดให้แหลกละเอียด  แล้วจึงนำไปหมักบ่มต่อ (แต่ในปัจจุบันจะใช้เตาเผาแบบไอน้ำขนาดใหญ่แทนเนื่องจากประหยัดพลังงานมากกว่า)

  2. การหมักบ่ม ก็จะนำหัว Pinas มาตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดให้ละเอียดจะได้กากใย และน้ำหวาน ที่เรียกว่า Aguamiel (Honey Water) จากนั้นก็นำไปต้มกรอง และนำไปหมักผสมกับยีสต์ในถังหมัก ใช้เวลา 34-48 ชั่วโมง อากาศในถังหมักจะช่วยทำให้เกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ จากนั้นก็หมักต่อไปอีก 12 วัน จะได้ปริมาณแอลกอฮอล์ในถังหมักเพิ่มมากขึ้น จะรู้สึกได้ว่าตัวถังหมักจะอุ่นขึ้นก็ให้หมักบ่มต่อไปอีก 2-5 วัน แล้วจึงนำไปกลั่นต่อ แต่ถ้าเป็นการหมักแบบวิธี Artesian Tequilla จะบดหัว Pinas ด้วยล้อหินกลมที่เรียกว่า Tahona เพื่อแยกกากใย และน้ำหวานออกมา จากนั้นจึงนำไปหมักบ่มในถังไม้เพื่อช่วยเพิ่มรสและกลิ่นให้มากขึ้น (ปกติจะใช้หัวอะกาเว่หนัก 7 กิโลกรัม จะสามารถทำเป็นเหล้าเตกีล่าได้ 1 ลิตร)

  3. การต้มกลั่น เมื่อได้น้ำเหล้าปักกี (Pulque) จากการหมักบ่มที่ได้ที่แล้วก็จะนำไปต้มกลั่นต่อในถังทองแดง หรือถังสแตนเลส การกลั่นครั้งแรกจะได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างต่ำ จากนั้นก็กลั่นอีกครั้งจนได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่สูงเพิ่มขึ้นประมาณ 40% น้ำจะเป็นสีขาวใส กลิ่นหอม ปกติกระบวนการกลั่นเหล้าเตกีล่าจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • วิธีกลั่นแบบ Pot Stilled จะได้เตกีล่าที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ราคาค่อนข้างจะแพง เพราะต้องกลั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้ง จนได้รสชาดที่หอมอบอวล

  • วิธีกลั่นแบบ Continuous Stilled เป็นการกลั่นแบบต่อเนื่อง ได้เหล้าเตกีล่าที่มีคุณภาพลดต่ำลง

     

    

   

   

   

นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเหล้าเตกีล่าไปหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊กอีกประมาณ 1 ปีขึ้นไป ทำให้ได้รสชาดเหล้าที่นุ่มนวล กลมกล่อม กว่าเหล้าที่ไม่ได้ผ่านการหมักบ่มต่อที่เรียกว่า “Young Tequila” แต่บางทีก็มีการแต่ง รส สี กลิ่นของเหล้าด้วยคาราเมล หรือน้ำตาลอ้อยก็มี

           

การกำกับดูแลควบคุมคุณภาพของเหล้าเตกีล่า

การผลิตเหล้าเตกีล่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้เหล้าเตกีล่าที่มีสีขาวใส รสชาดนุ่มบาดคอ กลิ่นหอมหวลติดจมูกยาวนาน ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเหล้าเตกีล่า โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลคือ NORMAS อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลเม็กซิโก และในปี ค.ศ. 1978 มีการออกกฎหมายกำหนดให้การผลิตเหล้าเตกีล่า จะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลเม็กซิโกก่อน เหล้าที่ผ่านการตรวจสอบได้มาตรฐานตามที่กำหนด ที่ฉลากบนขวดจะสามารถพิมพ์คำว่า NOM CRT **** ได้ (NOM ตามด้วย CRT และตัวเลขจดทะเบียน 4 หลัก และอักษรอื่นๆ) ส่วนคำว่า "NOM" ย่อมาจาก Norma Official Mexican ถือเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพของเหล้าเตกีล่าด้วย โดยกำหนดไว้ว่า

  • เหล้าที่ผลิตจากต้นอะกาเว่จะสามารถตีตราเป็นเหล้าเตกีล่าได้ จะต้องมีปริมาณความเข้มข้นของ Agave อย่างน้อย 51% และจะบรรจุขวดที่ใดก็ได้ นอกจากรัฐ Jalisco ในเม็กซิโก จะเรียกว่า Mixto (มิกโต้)

  • เหล้าที่ผลิตจากต้นอะกาเว่ ที่มีปริมาณความเข้มข้นของ Agave ถึง 100% จะตีตราเป็นเหล้าเตกีล่าได้ ถือว่าเป็นสุดยอกเหล้าเตกีล่า และจะต้องบรรจุขวดในเม็กซิโกเท่านั้น จะเรียกว่า Anejo (อะนีโฮ)

  • เหล้าเตกีล่า จะต้องมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 38%

  • เหล้าที่ผลิตจากต้นอะกาเว่ จะใช้ชื่อว่าเหล้าเตกีล่าได้นั้น จะต้องปลูกในเม็กซิโกเท่านั้น ในรัฐ Jalisco , Guanajuato , Michoacan , Mayarit และ Tamaulipas

  • ในกระบวนการกลั่น จะต้องกลั่นอย่างน้อย 2 ครั้ง

  • ฉลากบนขวดที่ตีตราว่า Hecho en Mexico หมายถึง เหล้าเตกีล่าที่ผลิตในเม็กซิโก และจะต้องกำกับด้วยเครื่องหมาย NOM CRT ตามด้วยเลขทะเบียน 4 หลัก และระบุอายุการหมักบ่ม เช่น Blanco , Oro , Resposado และ Anejo

เหล้าเตกีล่าจะแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

Blanco หรือ Plata (White or Silver) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีขาวใส รสฝาด แรงบาดคอ โดยจะมีอายุการเก็บหมักบ่มในถังสแตนเลส อย่างน้อย 60 วัน แล้วนำไปผสมน้ำก่อนทำให้เจือจางเพื่อให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์ตามต้องการ และพักไว้ 15-20 วัน จึงจะบรรจุขวดได้ จะมีทั้งแบบ Agave 100% และแบบ Mixto (Agave 51%)

Joven หรือ Abocado Young (Gold or Oro or Dorado) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีทอง เกิดจากการนำเอาเหล้าเตกีล่าชนิด Blanco มาปรุงแต่งสีและกลิ่นเพิ่มด้วยคาราเมล หรือน้ำตาลอ้อย ทำให้เป็นสีเหลืองทอง รสฝาดน้อยลง ปกติแล้วจะไม่มีอายุการเก็บหมักบ่มต่อ จะเป็นแบบ Mixto (Agave 51%) บางทีก็มีเกรดที่คล้ายกับเหล้าเตกีล่าชนิด Anejo

Reposado (Rested) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีทอง รสนุ่มสุขุมมากกว่าเหล้าเตกีล่าชนิด Blanco โดยจะมีอายุการเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กขนาดใดก็ได้ อย่างน้อย 2-11 เดือน จนได้เหล้าเตกีล่าที่มีสีทองอ่อนๆ ที่เรียกว่า  "Reposado Tequila" จะมีทั้งแบบ Agave 100% และแบบ Mixto (Agave 51%)

Anejo or Especial (Aged) : เป็นเหล้าเตกีล่าที่มีสีทองอำพัน รสอ่อนนุ่มกลมกล่อม ออกหวานนิดๆ (Mellow) โดยจะมีอายุการเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กขนาดเล็ก ไม่เกิน 600 ลิตร (Oak Barrels เป็นถังไม้โอ๊กที่ผลิตจากฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา) อย่างน้อย 1 ปี คือจะหมักบ่มเต็มที่ จนเหล้าซึมซับสีจากเนื้อไม้โอ๊ก ทำให้รสชาตินุ่มนวล ซึ่งได้มาจากการหมักบ่มที่ได้ที่ และเป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด จะมีทั้งแบบ Agave 100% และแบบ Mixto (Agave 51%) 

การดื่มเหล้าเตกีล่า ทำได้หลายแบบ เช่น

  • ดื่มแบบเป็น Shot เป็นการดื่มเพียวๆ ในแก้วช็อตขนาดเล็ก
  • ดื่มแบบเพียวๆ เป็นช็อต แล้วตามด้วยน้ำส้มคั้นที่ปรุงด้วยเครื่องเทศ
  • ดื่มแบบ Shooters คือ เลียเกลือที่ทาไว้ที่ง้ามมือ แล้วดื่มเหล้าเตกีล่าตามด้วยการบีบมะนาวสดชิ้นเล็กๆ ใส่ปากหลัง เรียกว่า "A lick of Salt,A shot of Tequila,A bite of Lime"
  • ดื่มแบบผสม Cocktail เช่น Margarita  , Tequila Sunrise
  • ดื่มแบบ (Slammers) บางทีเรียกว่า เหล้าป๊อบ หรือ ป๊อบเปอร์” (Pop or Popper) โดยใส่เหล้าในแก้ว Shot แล้วเติมเกลือ และเซเว่น-อัพ หรือสไปร์ทตาม ในสัดส่วนที่น้อยกว่าเหล้าเล็กน้อย ใช้มือปิดปากแก้วด้วย แล้วยกตบกระแทกกับพื้นเบาๆ ทำให้เกิดฟองฟู่ขึ้น ดื่มได้ทันที

 

การเสิร์ฟ เหล้าเตกีล่าเป็นเหล้าที่สามารถดื่มได้ทุกเมื่อตามต้องการ ไม่ว่าจะดื่มแบบเพียวๆ , ดื่มแบบออนซ์ เดอ ร็อค หรือแบบผสมค็อกเทลก็ได้ แต่ถ้าดื่มแบบต้นตำรับของชาวเม็กซิกันแล้ว จะนิยมดื่มเพื่อความสนุกสนาน เมามัน สร้างความเร้าใจ และสิ่งแปลกใหม่ ส่วนวิธีการดื่มแบบเพียวๆ นั้นคือ จะดื่มเหล้าเตกีล่าพร้อมกับเกลือ และมะนาว โดยทามะนาว และเกลือที่ง่ามมือระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จากนั้นก็ดูดมือที่ทาเกลือไว้ แล้วกระดกแก้วเหล้าเตกีล่ารวดเดียวหมด ตามด้วยการบีบมะนาวตาม จะเป็นวิธีการดื่มเหล้าเตกีล่าที่ได้รสชาดความเมามัน แบบดังเดิมจริงๆ หรืออีกรูปแบบหนึ่งเป็นวิธีการดื่มที่นิยม มากๆ ในยุคหนึ่งที่อเมริกา เมื่อ 50-60 ปีก่อน โดยจะต้องมีสาวสวยที่แต่งตัวเย้ายวล โป๊นิดๆ ใส่เพียงชุดบิกินี่ และที่สำคัญหน้าอกต้องอวบอึ๋ม ยิ่งใหญ่ยิ่งดี โดยจะนำเหล้าเทใส่แก้วช็อทใบเล็กไปวางไว้ตรงร่องอก แล้วนำเกลือโรยไว้ที่หัวไหล่ และมะนาวชิ้นใส่ไว้ในปาก วิธีดื่ม ผู้ดื่มจะก้มลงไปคาบแก้วที่ร่องอกด้วยปาก และกระดกซดด้วยปาก (โดยห้ามใช้มือจับ) จากนั้นเควี่ยงแก้วทิ้ง แล้วไปเลี่ยเกลือที่หัวไหล่ ตามด้วยจูบปาก เพื่อเอามะนาวในปาก ก็จบวิธีการกินแบบทะลึ่งๆ เฮฮา แต่วิธีการแบบนี้ ในปัจจุบันได้เลือนลางหายไปแล้วถ้าสนใจก็ลองไปดื่มด้วยวิธีแบบนี้ดูได้ครับ น่าตื่นเต้นดีแท้

เหล้าเตกีล่า    ที่นิยมดื่มกัน ได้แก่ เอล โตโร่ เตกีล่า (El Toro Tequila) , ซัวว์ซ่า เตกีล่า (Sauza Tequila) , เปเป้ โรเปซ์ เตกีล่า (Pepe Lozpe Tequila) , อารันดัส เตกีล่า (Arandas Tequila) , เซียร่า เตกีล่า (Sierra Tequila) , เฮอร์ราดูล่า เตกีล่า (Herradura Tequila)
 
Vodka (เหล้าวอดก้า) หรือ Wodka คำว่า "Vodka" เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในรัสเซีย ที่ไหลผ่านไปทั่วแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งสองฟากฝั่งของแม่น้ำนี้ ล้วนเคยเป็นสมรภูมิรบมาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน จึงใช้ชื่อนี้แทนชื่อเหล้าวอดก้าที่เป็นเหล้าประจำชาติของรสเซีย โดยมาจาก คำว่า "Zhiznennia Voda" แปลว่า "Water of Life" หรือบางทีก็แปลว่า "Little Water" สายน้ำอมฤตแห่งชีวิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อชีวิต เหล้าวอดก้าเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์ผสมกับมันฝรั่ง หรือเมล็ดข้าวชนิดอื่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะถือได้ว่าเหล้าวอดก้า เป็น “เหล้าวิสกี้สีขาว” ก็ได้ เพราะมีส่วนผสมทำมาจากเมล็ดข้าวเช่นกัน และยังใช้กรรมวิธีการกลั่นที่เหมือนกันด้วย จะต่างกันก็แค่ขั้นตอนในการปรุงแต่งบรรจุขวดที่เน้นที่ระดับปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ระดับสูงๆ เท่านั้นเอง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงถึง 90% Vol. (180% Proof) รสชาติร้อนแรง บาดคอบาดใจนิดๆ  ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เรียกว่า "Neutral Spirit" เป็นเหล้าที่มีความเป็นกลาง เมื่อเราดื่มลมหายใจที่ออกมาจะไม่มีกลิ่นเหม็นแอลกอฮอล์เลย เนื่องจากส่วนใหญ่จะกลั่นอย่างน้อย 3 ครั้ง บางชนิดก็กลั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนบางทีมีดีกรีเกิน 100% ก็มี
 
ในช่วงปี ค.ศ. 1946 ชาวอเมริกันนิยมดื่มเหล้าวอดก้ากันมาก  ส่วนยุโรป คำว่า "It will leave you breathless" ที่ชาวยุโรปพูดกันจนติดปาก หมายถึงเมื่อดื่มเหล้าวอดก้าแล้วจะไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ติดค้างตอนหายใจออกมา ซึ่งเหล้าวอดก้ายังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อดื่มแล้วจะไม่มีอาการเมาค้างในวันรุ่งขึ้น หรือเกิดอาการนี้น้อยที่สุดในบรรดาเหล้าทั้งหลาย
  
ประเทศที่เป็นต้นตำรับในการผลิตวอดก้า คือ รัสเซีย นิยมดื่มเหล้าวอดก้าแบบเพียวๆ โดยนำเหล้าวอดก้าไปแช่ให้เย็นจัดก่อนนำมาดื่มพร้อมกับกินไข่ปลา (คาเวียร์) หรือปลาแซลมอนรมควัน และดื่มแบบดวนกันคว่ำแก้ว จะเรียกว่า "Napazachok" ดื่มเพื่อแก้ความหนาวเย็น แต่ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ผลิตเหล้าวอดก้าออกมามากมาย เช่น โปรแลนด์ , ฟินแลนด์ , สหรัฐอเมริกา , สวีเดน , อังกฤษ , ฝรั่งเศส , ฮอล์แลนด์ , ลิทัวเนีย รวมถึงประเทศไทยด้วย (เหล้าวอดก้าของรัสเซีย  และโปรแลนด์บางยี่ห้อ นิยมแช่หมักในสมุนไพรเครื่องเทศด้วย แต่ไม่ได้นำเข้ามาในบ้านเรา) 
 
        
จะเห็นได้ว่าเหล้าวอดก้ามีผลิตในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นเหล้าที่นิยมดื่มมากพอๆ กับเหล้าบรั่นดี และเหล้าวิสกี้ ซึ่งเหล้าวอดก้าก็มีหลายเกรดหลายระดับราคา ในความเป็นจริงแล้ว เหล้าวอดก้าไม่ว่าจะเป็นยี่ห้ออะไรก็ตามค่อนข้างจะเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะราคาถูกหรือแพง ด้วยคุณสมบัติที่กำหนดไว้ว่า “ไร้สี ไร้รส ไร้กลิ่น” ดังนั้นเวลาเลือกซื้อก็ไม่จำเป็นต้องเลือกดูที่ราคาเหล้าเสมอไป ส่วนใหญ่รสคล้ายกันหมด เพียงแต่ถ้าเป็นเหล้าที่มีราคาแพงหน่อย กรรมวิธีการผลิตก็จะพิถีพิถันมากกว่า จะกลั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อไม่ให้มีกลิ่นแอลกอฮอล์ที่เหม็นเหลืออยู่ ถือว่าเป็นเหล้าวอดก้าที่มีคุณภาพดียอดเยี่ยม ดื่มแล้วไม่ทำลายสุขภาพ รสจะนุ่ม บาดคอแบบมีระดับ แต่ถ้าเป็นเหล้าวอดก้าที่มีราคาถูก รสจะหยาบ ร้อนแรงเถื่อนบาดคอแบบไม่ปราณี ขมติดปลายลิ้น จะทำลายสุขภาพ ทำให้เกิดอาการเมาค้าง ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน เรียกได้ว่าไม่มีคุณภาพเหลือให้จัดอันดับได้เลย 
 
กรรมวิธีการผลิตเหล้าวอดก้า จะหมักมาจากข้าวบาร์เลย์ หรือเมล็ดข้าวชนิดอื่นๆ ผสมกับมันฝรั่ง แล้วนำไปกลั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อไม่ให้มีกลิ่นแอลกอฮอล์ แล้วเติมน้ำกลั่น เพื่อลดปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ลง จากนั้นกรองผ่านถ่าน Activated Charcoal หรือกรองผ่านทรายละเอียดพวก Silicon หรือทราย Quartz ใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง และนำไปหมักบ่มต่อในถังสเตนเลส หรือถังกระเบื้องเคลือบ หรือถังแก้ว แล้วบรรจุลงขวด ก็จะได้วอดก้าคุณภาพดี  
    ข้าวบาร์เลย์ เมล็ดข้าวอื่นๆ และมันฝรั่ง 

แต่ถ้าวอดก้ามีการเติมเครื่องเทศต่างๆ รากไม้ รากยาลงไป เพื่อเพิ่มสี กลิ่น และรส จะเรียกว่า "Flavoured Vodka" เช่น รสเลมอน รสแบล็คเคอเรน รสราสเบอรี่ รสแอปเปิ้ล รสพีช เป็นต้น

      

การเสิร์ฟ เหล้าวอดก้าเป็นเหล้าที่สามารถดื่มได้ทุกเมื่อตามต้องการ ไม่ว่าจะดื่มแบบเพียวๆ , ดื่มแบบออนซ์ เดอ ร็อค หรือแบบผสมค็อกเทลก็ได้ แต่ถ้าดื่มแบบต้นตำรับของชาวรัสเซีย ต้องแช่ให้เย็นจัด แล้วดื่มเพียวๆ รวดเดียว พร้อมไข่ปลา หรือเนื้อปลา ส่วนวัยรุ่นในบ้านเราจะนิยมดื่มกินเพื่อความสนุกสนาน โดยเทเหล้าวอดก้าใส่ในแก้วช็อท (Shot) ครึ่งแก้ว แล้วใส่เกลือนิดหน่อย และบีบมะนาวใส่ เทตามด้วยสไปรท์ที่แช่เย็นไว้ แล้วเอามือจับปิดปากแก้ว ตบลงกับโต๊ะ ดื่มรวดเดียวหมด เรียกว่า "Poper" หรือ "Pop" ออกเสียงพูดเพี้ยนกันไปเป็น "Pok" (ป็อก)

เหล้าวอดก้า    ที่นิยมดื่มกัน ได้แก่ ไบร์ซัน วอดก้า (Borzoi Vodka) , สมินอฟฟ์ วอดก้า (Smirnoff Vodka) , กอร์ดอน วอดก้า (Gordon's Vodka) , กิลเบย์ วอดก้า (Gilbay Vodka) , นิโคไล วอดก้า (Nikolai Vodka) , วูลฟ์สมิดต์ วอดก้า (Wolfschmidt Vodka) , คราวน์ รัสซี่ วอดก้า (Crown Russe Vodka) , ฟินแลนด์เดีย วอดก้า (Finlandia Vodka) , มอสโคคายา วอดก้า (Moskovakaya Vodka) , แอปโซลูป วอดก้า (Absuolut Vodka) , สกาย วอดก้า (Skky Vodka)

สำหรับในประเทศไทย เหล้าวอดก้าที่ผลิตได้ คือ ยี่ห้ออังเคิล ทอม วี (Uncle Tom-V) และอังเคิล ทอม เบอร์ 9 (Uncle Tom No.9) คุณสมบัติใช้ได้ดี ราคาถูก รสชาติดีใช้ได้ มีสีขาวใส

Weinbrand (เหล้าแวนแบรน) เป็นเหล้าบรั่นดี ดีกรี ประมาณ 38% เรียกกันว่า ไวน์ติดไฟ (Burned Wine) ของเยอรมัน ใช้องุ่นจากประเทศข้างเคียงมาผลิต แต่มีข้อกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศอย่างน้อย 85% การหมักบ่มจะหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 6 เดือน แล้วนำมากลั่นถึง 2 ครั้ง การดื่มกิน นิยมดื่มที่อุณหภูมิห้อง
 
Whisky,Whiskey (เหล้าวิสกี้) คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาเซลติกของสก็อตแลนด์ คำว่า "Uisgebaugh" แปลว่า สายน้ำแห่งชีวิต ภายหลังออกเสียงยากจึงเรียกแค่ "Uisge" อ่านว่า วิสกี้ เหล้าวิสกี้ทำมาจากข้าวต่างๆ  (Grain) เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด ข้าวไรน์ เป็นต้น จากนั้นนำไปเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กต่อเพื่อให้ได้สี กลิ่น รสที่ดีขึ้น ก่อนจะนำมาบรรจุขวด อาจจะมีการปรุงแต่ง สี กลิ่น รสอีกครั้งก็ได้ เพื่อให้ได้มาตรฐานตามความนิยมของผู้บริโภค สีเหลืองทองอำพัน รสนุ่ม กลิ่นหอมละมุ่น แรง ดีกรี ประมาณ 35-45%

เหล้าวิสกี้มีวิธีการผลิตที่ดี กล่าวได้ดังนี้ เหล้าวิสกี้ทุกชนิดที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป จะมีขั้นตอนในการผลิตที่เหมือนกันหมด แต่อาจจะมีวิธีการและเทคโนการผลิตแตกต่างกันไปบ้าง จึงทำให้ได้วิสกี้ที่มีคุณภาพแตกต่างกันไป สำหรับขั้นตอนในการผลิตวิสกี้ทุกชนิดมีอยู่ 5 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นที่ 1 การทำมอลติ้ง (Malting) เป็นขั้นตอนที่นำเมล็ดข้าว (Grain) เช่น ข้าวบาร์เลย์ ตัดยอดร่วงข้าวมาอบแล้วบดให้ละเอียด เพื่อทำให้ได้เป็นข้าวมอล์ต (Malt)
ขั้นที่ 2 การทำแมซซิ่ง (Mashing) เป็นขั้นตอนที่นำข้าวมอล์ตที่ได้มาละลายต้มกับน้ำ ซึ่งสารละลายที่ได้เรียกว่า วอร์ด
(Wort)
ขั้นที่ 3 การหมัก (Fermenting) เป็นขั้นตอนที่เติมเชื้อยีสต์ (Yeast) แล้วปล่อยให้เกิดการหมัก ได้แอลกอฮอล์เกิดขึ้น

ขั้นที่ 4 การกลั่น (Distilling) เป็นขั้นตอนที่ทำการกลั่นเพื่อให้ได้วิสกี้ที่ดีตามต้องการ
ขั้นที่ 5 การบ่ม (Maturing) เป็นขั้นตอนที่นำวิสกี้ที่ได้มาทำการบ่มในถังไม้โอ๊กเพื่อให้ได้วิสกี้ที่มีรสชาติดีขึ้น

การผลิตวิสกี้ นิยมนำข้าวมอล์ตที่ได้มาอบแห้งแล้วบดให้ละเอียดจนเป็นแป้ง แล้วนำไปหมักกับเชื้อยีสต์ คือ S.Cereviceae เมื่อหมักทิ้งไว้สักระยะหนึ่งจะทำให้เกิดปฎิกิริยาที่เรียกว่า เฟอร์เมนเตชั่น (Fermentation) ซึ่งเป็นปฎิกิริยาที่ยีสต์จะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล และน้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ (Alcohol) ต่อจากนั้นนำไปกลั่น (Distillation) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้เหล้าวิสกี้ที่มีสีขาวใส แต่ยังเป็นเหล้าวิสกี้ที่ยังมีรสชาติและกลิ่นไม่ดีพอ จึงต้องนำไปหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊ก เพื่อทำให้เหล้าวิสกี้ที่ได้มีสี กลิ่น และรสชาติดีขึ้น สำหรับการหมักบ่มเหล้าวิสกี้นั้น ยิ่งหมักบ่มนานเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เหล้าวิสกี้มีสี กลิ่น และรสชาติดีขึ้นมากตามไปด้วย โดยนิยมหมักบ่มนานอย่างน้อยประมาณ 3 – 5 ปี นอกจากนี้เหล้าวิสกี้ที่มีการผลิตตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีเหล้าวิสกี้อีกชนิดหนึ่ง ที่เอาเหล้าวิสกี้หลายๆ ชนิด มาผสมกัน จนได้สี กลิ่น และรสเฉพาะตัว เรียกว่า เบลนวิสกี้ (Blended Whisky) ซึ่งเหล้าวิสกี้ที่นิยมดื่มกันมีอยู่ 4 ประเทศด้วยกัน คือ สก็อตแลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และไอซ์แลนด์

            
 
มีผลิตในหลายประเทศ แต่หลักๆ จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
  
วิสกี้ที่มาจากสก็อตแลนด์ Scotch Whisky (เหล้าจอห์นี่ วอลเกอร์ , เหล้าชีวาส) เหล้าสก็อตวิสกี้ยังแบ่งออกเป็น Single Malt Whisky ส่วนใหญ่ผลิตมาจากข้าวบาร์เลย์ และยังมี Scottish Grain Whisky ผลิตจากเม็ดข้าว ที่ได้จากการกลั่นในหม้อต้มกลั่นแบบ Continous Still ได้น้ำเหล้าสีขาวใส แล้วนำไปหมักบ่มในถังไม้โอ้ก นาน 3 ปี บางทีก็เรียกว่า “Grain Whisky” ซึ่งแตกต่างจาก Malt Whisky ที่ได้จากการกลั่นแบบ Pot Still โดยปกติแล้วสก็อตวิสกี้จะผลิตกันในหลายพื้นที่ของสก็อตแลนด์ ได้แก่ เขต Lowland , Highland , Orkney , Skye , Speyside , Mull , Jura , Islay , Campbeltown และ Arran

กำเนิดสก็อตวิสกี้ สก็อตวิสกี้ (Scotch Whisky) เป็นเหล้าที่มีชื่อเสียง รู้จักกันเป็นอย่างดีไปทั่วโลก สก็อตวิสกี้ได้กำเนิดมาบนที่ราบสูงของสก็อตแลนด์มาช้านานแล้ว คำว่า "Whisky" เป็นรากศัพท์มาจากคำว่า Uisge beatha (ยูธ บีทธา) ที่เป็นภาษา Gaelic (ภาษาแกลลิก) ภาษาที่เก่าแก่ของชาวเซลท์ (Celt) ในสก็อตแลนด์ทางภาคเหนือที่ใช้พูดกัน และมีความหมายแปลได้ว่า "น้ำอมฤตแห่งชีวิต" เหล้าสก๊อตวิสกี้ คิดค้นโดยนักบวชในศาสนาคริสต์ ในชนบทของอังกฤษแต่เก่าก่อน เรียกกันได้ว่าแอบต้มเหล้าเถื่อนไว้ดื่มกินกันเอง จนเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปตามชนบท ส่วนชาวเมืองชาววังส่วนใหญ่ก็ยังสนใจแต่การดื่มไวน์ จนเหล่าทหารของอังกฤษได้มีโอกาสลิ่มรสเหล้าสก็อตวิสกี้ ก็ติดใจในรสชาติ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสก็อตวิสกี้ กล่าวกันว่าเหล้าสก็อตวิสกี้เริ่มมีการกลั่นด้วยเครื่องกลั่นที่ทันสมัย และถูกพัฒนามาโดยนักอุตสาหกรรมมืออาชีพมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1494 ทางภาคเหนือของสก็อตแลนด์ แถบถิ่นที่ถูกเรียกขานว่า "ไฮท์แลนด์" (Highland) และเริ่มมีการเก็บภาษีสรรพสามิตเหล้าสก็อตวิสกี้ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1944

สำหรับวิธีการกลั่นเหล้าวิสกี้ของสก็อตแลนด์นั้น มีวิธีการกลั่นแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ
1.
การกลั่นแบบ The Pot Still Process
2.
การกลั่นแบบ The Patent Still Process

เหล้าสก็อตวิสกี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

Malt Whisky (มอล์ตวิสกี้) เป็นสก็อตวิสกี้ที่หมักกลั่นจากวัตถุดิบประเภทข้าวบาร์เลย์ที่ถูกเพาะแล้วอบแห้งด้วยถ่านจากไม้พีช เป็น มอล์ตล้วน ๆ ทำให้มีกลิ่นควันไฟตกค้างอยู่หลังจากการกลั่นแล้ว และถูกปรุงแต่งด้วยหัวเชื้อคอนเซนเตรต (Concentrate) สำหรับกรรมวิธีในการผลิต จะกลั่นแบบ The Pot Still Process  มีขั้นตอนในการผลิตสุรุปได้ดังนี้ คือ
1.
คลีนนิ่ง (Cleaning) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวบาร์เลย์มาทำความสะอาดเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมที่อาจติดมาด้วยออกให้หมด
2.
มอลติ่ง (Malting) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวบาร์เลย์ที่ได้คัดเลือกแล้วมาทำให้ชุ่มด้วยน้ำประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นจึงนำเอาไปผึ่งแดดบนพื้นคอนกรีตเพื่อทำการเพาะเชื้อ และจะได้กรีนมอล์ต (Green Malt)
3.
ดรายอิ้ง (Drying) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวมอลท์ที่ได้มาทำให้เตาไฟที่ใช้ถ่านไม้ และเกิดควันซึ่งเป็นตัวให้กลิ่นกับแป้งที่ได้ จากนั้นจะนำข้าวมอล์ตที่ได้ไปบดให้ละเอียด

4.
แมชชิ่ง (Mashing) เป็นขั้นตอนที่นำเอาข้าวมอล์ตที่ได้จากการบดละเอียดแล้วมาผสมกับน้ำร้อน ซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนแป้งที่ละลายไปเป็นน้ำตาลมอลโทส (Maltose) สารละลายที่ได้เราเรียกว่า วอร์ด (Wort)
5.
การหมัก (Fermentation) เป็นขั้นตอนที่นำเอาวอร์ด (Wort) ที่ได้มาทำให้เย็นลง แล้วทำการหมักด้วยเชื้อยีสต์ ซึ่งในขั้นนี้จะมีปฎิกิริยาเคมีเกิดขึ้นโดยเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและจากน้ำตาลจะเปลี่ยนไปเป็นแอลกอฮอล์ สารละลายที่ได้หลังจากการหมักเรียกว่า วอซ
(Wash)
6.
การกลั่น (Distillation) เป็นการกลั่นโดยวิธี The Pot Still Process ถึง 2 ครั้ง หลังจากการกลั่นแล้วจะได้นิววิสกี้
(New Whisky)
7.
การบ่ม (Maturation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นำเอาวิสกี้ที่กลั่นได้มาทำการบ่มใส่ถังไม้โอ้ก เพื่อให้วิสกี้มีกลิ่น สี และรสชาติดีขึ้น

Grain Whisky (เกรนวิสกี้) เป็นสก็อตวิสกี้ที่หมักกลั่นจากวัตถุดิบประเภทข้าวบาร์เลย์ที่เพาะเป็นมอล์ทส่วนหนึ่งนำ ไปผสมกับธัญญาพืชอื่นๆ  เช่น ข้าวเมช (Maize) , ข้าวไรย์ (Rye) ซึ่งไม่ได้ใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว  เหล้าวิสกี้ประเภทนี้ จะผลิตและจำหน่ายมากกว่า มอล์ตวิสกี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบคุณภาพแล้ว มอล์ตวิสกี้จะมีคุณภาพดีกว่ามาก เพราะวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตมอล์ตวิสกี้ จะดีกว่า และระยะเวลาในการหมักบ่มก็มากกว่าด้วย  ซึ่งขบวนการผลิตเหล้าเกรนวิสกี้ (Grain Whisky) นั้น จะใช้การกลั่นแบบ The Patent Still Process ซึ่งการกลั่นแบบนี้จะใช้เวลาเร็วกว่า และได้ปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า

Blended Whisky (เบรนเดสวิสกี้) เป็นสก็อตวิสกี้ที่หมักกลั่นผสมระหว่าง มอล์ตวิสกี้ และเกรนวิสกี้ เพื่อให้ได้รสชาติที่แตกต่างกันไป บางทีก็มีการเติมกลิ่น สี รส เพิ่มเข้าไป แล้วหมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานไม่น้อยกว่า 4 ปี แล้วนำมาเติมน้ำเพื่อเจือจาง หมักบ่มทิ้งไว้อีก 7 เดือน ก่อนที่จะกรอง และบรรจุลงขวด ส่วนใหญ่จะเป็นวิสกี้ที่มียี่ห้อดังๆ ที่เห็นอยู่ในบ้านเรา เช่น ชีวาส รีเกิล (Chivas Regal) ,  จอห์นนี่ วอล์กเกอร์  (Johnnie Walker) , โอล พาร์ (Old Parr) , บอลเลนไทน์ (Ballentine's) , วาท 69 (Vat 69) ,  เบลล์ (Bell's) ,  เฮค (Haig) ,  เดอร์วา ไวน์ เลเบล (Dewar's White Label) , แม็กคอลลัม (McCallum's) , ไวท์ ฮอร์ส (white Horse) ,  แบล็ค แอนด์ ไวท์ (Black & White) , คิง จอร์จ โฟร์ (King George IV) , ไฮแลนด์ ควีน (Highland Queen) , ซัมดิ้ง สเปเชียล (Something Special) , เฟมัส เกราส์ (Famous Grouse) , เกลนฟิดดิช (Glenfiddich) , ซันโดรี่ วิสกี้ (Suntory Whisky) , เจ แอนด์ บี (J & B) , ทีชเชอร์ (Teacher's) , ซีแกรม วันฮันเดรด ไปเปอร์ (Seagram's 100 Pipers) , คีทดี ซาร์ก (Cutty Sark) , บิกที (Big "T") , แกรนด์ (Grant's) , พาสพอร์ตสก๊อต (Passport Scotch) เป็นต้น

เหล้าสก็อตวิสกี้เมื่อกลั่น และเก็บหมักบ่มไว้ก่อนจะบรรจุในขวดวางขาย อย่างน้อยจะต้องมีการเก็บหมักบ่มไว้นาน 3-5 ปีขึ้นไป ส่วนการผลิตเหล้าวิสกี้ในประเทศอื่น ๆ หลายแห่งมีกฏหมายของประเทศนั้นๆ กำหนดให้เก็บหมักบ่มเหล้าที่จะทำเป็นเหล้าวิสกี้ ต้องเก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กตั้งแต่ 3-5 ปี ซึ่งเป็นการกำหนดอายุของน้ำเหล้าที่เก็บหมักบ่มด้วย ให้มีความเหมาะสม รสไม่อ่อน หรือแก่เกินไป ส่วนมอล์ตวิสกี้ ตามตำรากำหนดไว้ว่าควรเก็บหมักบ่มไว้ตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และไม่มีกำหนดอายุความเก่าแก่ ยิ่งเก็บหมักบ่มนานเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น สำหรับพื้นที่ของสก็อตแลนด์ที่มีการผลิตวิสกี้นั้นมีอยู่ 4 เขตด้วยกันคือ
เขตที่ เขตไฮแลนด์ (The Highlands)
เขตที่
เขตโลว์แลนด์
(The Lowlands)
เขตที่ 3  
เขตแคมเพลทาวน์
(Campbeltown)
เขตที่ 4  
เขตไอร์เลย์ (Islay)

วิสกี้ที่มาจากอเมริกา Bourbon Whiskey  (เหล้าจิมบีม , เหล้าแคนตั๊กกี้ดีลักซ์) เรียกว่าเหล้าเบอร์เบิร์นวิสกี้ได้ จะต้องผลิตในรัฐแคนตั๊กกี้ (Kentucky) เท่านั่น และต้องใช้ข้าวโพดเป็นส่วนผสมหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 หมักบ่มด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Sour Mashes ที่มีการเติมยีสต์ หรือน้ำที่ได้จากการหมัก (Mash) ที่เก็บไว้จากการหมักครั้งก่อน ในถังหมักบ่ม เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดี แล้วนำไปกลั่นในหม้อต้มกลั่นแบบต่อเนื่อง (Column Still) และเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กอังไฟ (Charred Oak Barrel) นานประมาณ 2-4 ปี เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม เข้มข้น 
ส่วนเหล้าเทนเนสซี่วิสกี้ Tennessee Whiskey (เหล้าแจ็คแดเนี้ยส) ก็เป็นเหล้าที่ผลิตจากรัฐเทนเนสซี่เท่านั้น มีกรรมวิธีการผลิตเหมือนเบอร์เบิร์นวิสกี้ แต่หลังจากกลั่นแล้วจะนำไปกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ลที่เผาไฟ ใช้เวลานาน 10 วัน ทำให้ได้วิสกี้ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ส่วนเหล้าที่ผลิตจากรัฐอื่นๆ นอกเหนือจากสองรัฐนี้ จะเรียกกันว่า American Whiskey  

อเมริกันวิสกี้ เกิดขึ้นมาพร้อมกับชนชาติอเมริกา กล่าวคือเมื่อชาวอเมริกันเริ่มมีประเทศก็มีเหล้าวิสกี้ขึ้นมาด้วย จึงไม่จำเป็นต้องไปสืบหาราวเรื่องให้ยากลำบาก ร้านขายเหล้าในยุคบุกเบิกชนชาติอเมริกัน มักถูกพวกคาวบอยเรียกกันว่า "ฮองกี้ท๊อกซาลูนส์" หรือร้านเหล้าเสียงห่านป่าร้อง เหล้าวิสกี้ในยุคแรกๆ ที่ชาวอเมริกันนิยมดื่มกินกันนั้น ได้แก่ "วิสกี้ดิบ" คำว่าวิสกี้ดิบก้คือเหล้าวิสกี้ที่ยังไม่ได้มีการปรุงแต่งรส ประมาณว่าพอต้มกลั่นออกจากเตาก็เอามาดื่มกันเลย รสชาติก็กระด้างบาดคอ และขื่นคอ รสขมสารพัดจะบรรยายได้ แต่พวกคาวบอยทั้งหลายก็นิยมและถูกใจกันมาก เหล้าวิสกี้จะทำมาจากธัญญาพืชนานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวบาร์เล่ย์มอล์ต ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง มักจะนำข้าวไปบดให้ละเอียดแล้วนึ่ง หมักด้วยเชื้อยีสต์ เมื่อส่าได้ที่ก็ทำการกลั่นด้วยเครื่องระบบต่อเนื่อง (Pantent Stills) แต่ถ้าเป็นมอล์ทวิสกี้ก็ต้องกลั่นด้วยเครื่องกลั่นแบบกลั่นทับ (Pot Stills) อเมริกันวิสกี้จะนิยมกลั่นด้วยเครื่องกลั่นระบบต่อเนื่อง กลั่นจนได้ดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 95% จากนั้นก็ไปลดดีกรีแอลกอฮอล์ด้วยการผสมน้ำกลั่นบริสุทธิ์เข้าไป กลั่นให้เหลือดีกรีแอ,กอออลืประมาณ 40-50% แล้วเก็บบ่มในถังไม้โอ๊กนานกี่ปี ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเหล้าวิสกี้นั้นๆ เมื่อเก็บหมักบ่มจนได้ที่แล้ว จีงนำออกมาผสมปรุงแต่งรส และบรรจุขวดขายต่อไป

เหล้าวิสกี้ที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกา นิยมเรียกว่า เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whiskey) ซึ่งคำว่าเบอร์เบิ้น เป็นชื่อเมืองในรัฐเคนตั๊กกี้ที่ผลิตเหล้าวิสกี้นี้เป็นครั้งแรกในอเมริกา "Corn Based Straight Whiskey" โดยใช้พวกเมล็ดข้าวโพด (Corn) , ข้าวเมซ (Maize) , ข้าวสาลี (Wheat) , และข้าวไรย์ (Rye)  เป็นวัตถุดิบส่วนมาก ใช้การกลั่นแบบ The Patent Still Process เช่นเดียวกับการผลิตเกรนวิสกี้ของสก็อตแลนด์ ส่วนเบลนวิสกี้ (Blended Whisky) ของอเมริกานี้จะมีความแตกต่างจากเบลนวิสกี้ของประเทศอื่นตรงที่อัตราส่วนผสมจะไม่เท่ากัน กล่าวคือ ถ้าเป็นเบลนวิสกี้ของอเมริกาจะใช้อัตราส่วนผสมของสเตรทวิสกี้ (Straight Whisky) ไม้น้อยกว่า 51% กับวิสกี้อื่นๆ อีก 49% ในปัจจุบันนี้อเมริกามีการผลิตวิสกี้เป็นจำนวนมากพอสมควร และวิสกี้ที่ผลิตทั้งหมดจะเป็นเบลนวิสกี้เกือบครึ่งหนึ่ง สำหรับวิสกี้ที่ผลิตจากอเมริกานั้นมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ถ้าเราจะแบ่งชนิดของวิสกี้ที่ผลิตจากอเมริกาโดยใช้ชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตวิสกี้เป็นหลัก

ประเภทของเหล้าอเมริกันวิสกี้ (จัดแบ่งโดยกฏหมายสรรพสามิตของสหรัฐ) แบ่งออกเป็น

เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Whiskey หรือ Kentucky Whiskey) เป็นวิสกี้ที่ผลิตในมลรัฐเคนตักกี้ มีดีกรีแอลกอออล์ไม่เกิน 80% และมีส่วนผสมของข้าวโพดอย่างน้อย 51% มีการเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กนานกว่า 4 ปี ถังไม้โอ๊กที่ใช้เก็บหมักบ่มจะเป็นถังไม้ที่ถูกย่างไฟแล้ว (New Charred Oak) ด้วยถ่านหินชนิดพิเศษ เมื่อนำมาเก็บหมักบ่มได้ที่แล้ว ก็จะนำเหล้ามาปรุงแต่งรสด้วยเครื่องเทศหอม และหัวเชื้อต่าง ๆ แล้วจึงบรรจุขวดขาย เหล้าวิสกี้เบอร์เบิ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่
เบลนเดด สเตรซท์ เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Blended Straight Bourbon Whiskey) เป็นเบอร์เบิ้นวิสกี้ชนิดที่เก็บหมักบ่มจนได้ที่แล้ว ระหว่างปรุงแต่ง (Blending) โดยใช้สเตรซท์วิสกี้อย่างน้อย 20% ผสมด้วยเหล้าวิสกี้อย่างอื่น หรือหัวเชื้อวิสกี้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เหล้าเบอร์เบิ้นวิสกี้เข้าไปด้วย โดยปรุงแต่งรสออกมาให้มีรสค่อนข้างออกหวานนิดๆ กลิ่นไม่แรงมาก เข้มข้นปานกลาง นิยมเรียกกันว่า "American Whiskey" มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่า 80 Proof (40%)

สเตรซท์ เบอร์เบิ้นวิสกี้ (Straight Bourbon Whiskey)
เป็นเบอร์เบิ้นวิสกี้ที่กลั่นมาจากการหมักของแมช , เกรน (Mash Grain) แล้วเก็บหมักบ่มจนได้ที่ ระหว่างการเบรนดิ้ง หรือระหว่างการปรุงแต่งรส จะปรุงแต่งรสออกมาให้มีรสหวาน เป็นเหล้าวิสกี้ที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศหอมมากกว่าประเภทแรก และมีรสจัด แรงกว่าประเภทแรกด้วยเช่นเดียวกัน กลั่นช่วงแรกจะมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 160 Proof (80%) กล่าวคือมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 80 Proof (40%) ถึง 110 Proof (55%)

คอร์นวิสกี้ (Corn Whiskey) หรือวิสกี้ข้าวโพดจะแตกต่างจากเบอร์เบิ้นวิสกี้ โดยสิ้นเชิง เพราะเหล้าเบอร์เบิ้นวสกี้ใช้ข้าวโพด เป็นวัตถุดิบหลักถึง 51% แต่คอร์นวิสกี้จะใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักไม่ต่ำกว่า 80% และเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กที่ไม่ได้เอาไฟเผา หรืออาจจะไม่เก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กเลยก็ได้ ซึ่งใกล้เคียงกับเหล้าวิสกี้ดิบในสมัยบุกเบิกชนชาติอเมริกัน และยังเป็นเหล้าวิสกี้ที่ปราศจากสีด้วย

ไรน์วิสกี้ (Rye Whiskey) เป็นวิสกี้ที่ใช้ข้าวไรน์เป็นวัตถุดิบหลัก 51% กลั่นด้วยเครื่องกลั่นแบบต่อเนื่อง แล้วเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กอังไฟนาน 2 ปี  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ไรน์วิสกี้ (Rye Whiskey) และสเตรซท์ ไรน์วิสกี้ (Straight Rye Whiskey) ความแตกต่างก็เช่นเดียวกับเหล้าเบอร์เบิ้นวิสกี้ คืออยู่ในช่วงระหว่างปรุงแต่งรสชาติของเหล้าเพื่อบรรจุขวดนำไปขาย จะมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 160 Proof (80%)

เทนเนสซี่วิสกี้ (Tennesse Whiskey) เป็นวิสกี้ที่ผลิตในมลรัฐเทนเนสซี่ อเมริกา เช่น Jack’s Daniel จะกลั่นแล้วกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ลเผาไฟก่อน แล้วจึงนำไปเก็บหมักบ่มในถังเพื่อลดความกระด้าง และช่วยเพิ่มสี กลิ่น รสให้กลมกล่อมขึ้น

วีควิสกี้ (Wheat Whiskey) เป็นวิสกี้ที่กลั่นมาจากการหมักของแมชเกรน จะใช้เมล็ดข้าวสาลีไม่น้อยกว่า 51%

มอล์ตวิสกี้ (Malt Whiskey) เป็นวิสกี้ที่กลั่นมาจากการหมักของแมชเกรน จะใช้เมล็ดข้าวบาร์เลย์ไม่น้อยกว่า 51%

เหล้าอเมริกันวิสกี้ (American Whisky)    ที่นิยมและมีจำหน่ายในบ้านเรา ได้แก่ จิมบีม (Jim Beam) ,  แจ๊ค แดเนียล (Jack Daniel's) , โฟ โรสเซส (Four Roses) , โอล ฟอเรสเตอร์ (Old Forester) , เออลี่ ไทม์ (Early Times) , ซีแครม เซเว่น คราวน์ (Seagram's 7 Crown) , โอล แกรนด์ แด็ด (Old Grand Dad) , ฮันเดอร์ (Hunter) , โอลด์คราว (Old Crow) , แอนติค (Antique) , โอล ซาเตอร์ (Old Charter) , เคสเลอร์ (Kessler) , เฮนรี่ เมคเคนนา (Henry McKenna) , ซีแกรม เบนมาค (Seagram's Benchmark)

วิสกี้ที่มาจากแคนนาดา Canadian Whisky (เหล้าควาร์ รอยัล , เหล้าแคนาเดี้ยนคลับ) ใช้ข้าวโพดผลิตคล้ายกับของอเมริกา แต่จะผสมด้วยเมล็ดข้าวไรย์ (Rye) , ข้าวสาลี (Wheat)  และข้าวบาร์เลย์ (Barley) เป็นวัตถุดิบที่ใช้หมักผสมกันโดยอัตราส่วนตามแต่ผู้ผลิต แต่แคนาเดี้ยนวิสกี้ที่ผลิตกันส่วนใหญ่จะใช้เมล็ดข้าวไรน์ในการผลิตมากสุด จึงทำให้วิสกี้ชนิดนี้ถูกเรียกว่า ไรน์วิสกี้ (Rye Whisky) ชนิดหนึ่งด้วย สำหรับขบวนการและวิธีการผลิตของวิสกี้ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะคล้ายกับวิสกี้ที่ผลิตจากอเมริกา แต่จะแตกต่างกันเฉพาะระยะเวลาที่ใช้ในการหมักบ่ม (Maturing)  ส่วนมากมักหมักบ่มไว้อย่างน้อย 6 ปี หรือมากกว่าก่อนที่จะบรรจุขวดออกจำหน่าย รสชาตินุ่มนวล มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 86-90 Proof (43-45%Vol.)

เหล้าแคนาเดี้ยนวิสกี้     ที่นิยมและมีวางจำหน่ายในบ้านเรา ได้แก่ แคนาเดี้ยน คลับ (Canadian Club) , ซีแกรม วี โอ (Seagram's V.O.) , แคนาเดี้ยน มิสต์ (Canadiam Mist) , วินเซอร์ แคนาเดี้ยน (winsor Canadian) 

วิสกี้ที่มาจากไอซ์แลนด์ Irish Whiskey (เหล้าจอห์น เจมสัน) ใช้ข้าวบาร์เลย์เหมือนกับสก็อตแลนด์ แต่ไม่ทำเป็นมอลต์ (ไม่เพาะข้าวให้งอกจากเมล็ดข้าวและไม่อบด้วยถ่านไม้พีชจึงไม่มีกลิ่นควันไฟ) และกลั่นถึง 3 ครั้ง ในขณะที่เหล้าสก็อตวิสกี้ส่วนใหญ่กลั่นเพียง 2 ครั้ง แต่ไอริชวิสกี้ด์ (Irish Whiskey)  บ้างก็ว่าผลิตมาจากมันฝรั่ง (Potatoes) เนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่ในไอซ์แลนด์จะนิยมกินมันฝรั่งเป็นอาหารหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหล้าไอริชวิสกี้ ไม่ได้ใช้มันฝรั่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่จะใช้พวกเมล็ดข้าว (Grain) เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหมือนกับวิสกี้ที่ผลิตในประเทศอื่นเช่นกัน คล้ายกับสก็อตวิสกี้  โดยจะใช้เมล็ดข้าวบาร์เลย์ , ข้าวโพด , ข้าวไรย์ (Rye) และเมล็ดข้าวอื่นๆ ในการหมัก (Fermentation) และกลั่นแบบบ The Patent Still Process แล้วหมักบ่ม (Maturing) ไว้อย่างน้อย 7 ปี หรือมากกว่า ก่อนที่จะบรรจุขวดออกวางจำหน่าย ทำให้เหล้าไอริชวิสกี้มีรสชาตินุ่มนวล กลมกล่อม และแรงพอมคว

เหล้าไอริชวิสกี้    ที่นิยมและมีวางจำหน่ายในบ้านเรา ได้แก่ จอห์น เจมสัน (John Jameson) , จอห์น เพาเวอร์ (John Power) , จอห์น ล็อก (John Lock) , เบรนน่าส์ (Brennan's)

และยังมีวิสกี้ที่มาจากประเทศอื่นๆ อีกมากมายด้วย เช่น

วิสกี้จากญี่ปุ่น Japanese Whisky ( เหล้าสาเก : Sake , เหล้าโชชุ  : Shochu) หมักจากข้าวเหนียวญี่ปุ่น รสชาติคล้ายกับเหล้า Sherry ของโปรตุเกส ถ้าเป็นพวกสาเก จะมีดีกรี 16-17% หรือถ้าเป็นพวกโชชุ จะมีลักษณะคล้ายกับเหล้าวอสก้า แต่ถ้าเป็นวิสกี้ที่กลั่นออกมาจะมีดีกรี 40% จุดเริ่มต้นเกิดจากความหลงไหล และชื่นชอบในกรรมวิธีการผลิตเหล้าวิสกี้ของสก็อตแลนด์ของคนผู้หนึ่ง นามว่า นายมัสเทกะ ทาเกซุรุ (Masataka Taketsuru) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1894 ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1918 นายคนนี้ได้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Glasgow ในสก็อตแลนด์ เรียนด้านเคมี และการกลั่นเหล้าตามแบบฉบับสก็อตวิสกี้ ภายได้หลังได้แต่งงานกับสาวชาวสก็อตนามว่า เจสซี่ ริต้า (Jessie Rita) จนถึงปี ค.ศ. 1921 เค้าได้กลับมาบ้านเกิด ที่ญี่ปุ่น มีความคิดอยากจะลองผลิตเหล้าวิสกี้บ้าง จึงได้ไปร่วมกับนายชินจิโร โตริอิ (Shinjiro Torii) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1878 กลั่นเหล้าวิสกี้ขึ้นที่ห้องกลั่นเหล้าเล็อกๆ ที่ ยามาซากิ (Yamazaki) อยู่ในกับเมืองเกียวโต จากจุดนี้ได้ถือกำเนิดมาเป็นเหล้า Japanese Whisky  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923  เกิดโรงกลั่นเหล้าขึ้นที่ยามาซากิ และในปี ค.ศ. 1934 เกิดโรงกลั่นเหล้าที่เกาะฮอกไกโด (Hokkaido) อยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ที่เมือง Yoichi ในนามบริษัท Nikka Company (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Suntory & Nikka Company) จนถึงปี ค.ศ. 1950 เหล้าเจเปนิส วิสกี้ (Japanese Whisky) ได้เป็นที่รู้มากถึง ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงได้แก่ Nikka , Yoichi , Sunraku Ocean , Suntory และ Kirin Seagram ต่อมาในปี ค.ศ. 1969 เกิดโรงกลั่นที่เมืองเซนได (Sendai) อยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู ในภูมิภาคโทโฮขุ ในนาม Miyagikyo
การผลิตเหล้าเจเปนิสวิสกี้  จะคล้ายกับการผลิตเหล้าสก็อตวิสกี้ ที่มีทั้งแบบ Malt , Grain และ Blend โดยใช้ข้าวที่ปลุกขึ้นที่ญี่ปุ่น ผสมกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ถ้าเป็น Malt Whisky จะกลั่นแบบ Pot Stills หรือแบบ Grain Whisky กลั่นแบบ Column Stills และเมื่อนำมาผสมรวมกันจะได้เป็น Japanese Whisky  
 
เหล้าเจเปนิสวิสกี้     ที่นิยมและมีวางจำหน่าย ได้แก่ Fuji Gotemba 15 , 18  ปี ดีกรี 43% , Gimko Vatted Malt , Hakushu 10 , 12 , 18 ปี  ดีกรี 43% , Hibiki 17 ปี ดีกรี 43% และดีกรี 50.5% หรือรุ่น 30 ปี ดีกรี 43% , Hokuto Suntory Pure Malt 12 ปี ดีกรี 40% , Ichiro Single Cask Card Series  รุ่นปี 1990 ดีกรี 54% และรุ่นปี 1988 ดีกรี 56% หรือรุ่น Malt Ace of Spades 1985 ดีกรี 55% , Suntory Pure Malt 15 ปี , Yamazaki Vintage Series  10 , 12 , 18 ปี ดีกรี 43% , Yoichi 10 ปี , Nikka Black Pure Malt  ดีกรี 43% , Karuizawa 15 , 17 ปี Single Cask  ดีกรี 40% และรุ่น Vintage 1988 ดีกรี 59.8% , Miyagikyo 10 , 12 , 15 ปี ดีกรี 45% , Sunraku Ocean , Kirin Seagram , Hanyu Single Cask 1988 ดีกรี 55.6% , Fujisanroku Single Malt 18 ปี ดีกรี 43% , Golden Horse 8 ปี ดีกรี 40%  , Taketsuru Pure Malt 17 , 21 ปี ดีกรี 43%
 
วิสกี้จากเกาหลี Korea Whisky (เหล้าโซจู) 
 
วิสกี้จากจีน Chiness Whisky (เหล้าเหมาไถ , เหล้าอู่เหลียงเย่ , เหล้าสุยจิ่งฟัง และเหล้าเจี้ยนหนานชุน ) เหล้าที่ผลิตกันในจีน ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวสาลี ดื่มกินกันมานับห้าพันปีมาแล้ว สีขาวถึงเหลืองอมน้ำตาลไหม้ รสแรง ในช่วงฤดูหนาว มักจะนำเหล้าไปต้มหรืออุ่นให้ร้อนก่อน แล้วค่อยดื่ม คล้ายๆ กับเหล้าร้อน (ไม่ใช่เร้าร้อน) ในสมัยโบราณมักจะต้มแล้วหมักเหล้าไว้ในไหดินเผากันปิดด้วยผ้าแดง เพื่อในรสละมุน กลมกล่อม ร้อนแรงขึ้น  เหล้าวิสกี้ของจีนตัวที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ตัวหนึ่งก็คือ

เหล้าเหมาไถ (Maotai) ชาวจีนนิยมผลิตและดื่มกันมานานนับพันปีแล้ว  ณ ตำบลเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ในยุคแรกๆ ที่เริ่มผลิต จะใช้ข้าวผสมกับผลไม้ (Ju Jiang) และน้ำสะอาดบริสุทธิ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติในตำบลนี้ จะเรียกเหล้านี้ว่า เหล้าจูเจียง รสออกหวานนิดๆ เหล้านี้เป็นที่รู้จักนับตั้งแต่ฮ่องเต้ฮั่นวู่ตี้ แห่งราชวงศ์ฮั่น ช่วงปี ค.ศ. 135  ติดอกติดใจดื่ม ว่ากันว่า รสเหล้าหวาน กลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง ต่อมาในสมัยฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง ได้เปลี่ยนชื่อเหล้าจูเจียง  เป็นชื่อ เหล้าเหมาไถเช่าชุน (Maotai Shao Chun) ปัจจุบันจัดเป็นเหล้าวิสกี้ขาวของจีน ที่ผลิตจากข้าวสาลี และข้าวฟ่าง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-53 % เหล้าเหมาไถ เป็นเหล้าจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ใช้ดื่มเพื่อรับแขกบ้านแขกเมืองเสมอมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1915 ที่รัฐบาลจีนนำมาโชว์ และจัดเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานปานามา-แปซิฟิก เอ็กซ์โปร (Panama-Pacific International Fair) ในงานนี้เหล้าเหมาไถก็ได้รับรางวัลเหรียญทองด้วย และอีกครั้งหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญคือ ในปี ค.ศ. 1949 ที่อดีตผู้นำโจวเอินไหล นำเหล้านี้มาจัดเลี้ยงในงานเปิดประเทศ เป็นที่ติดอกติดใจของบรรดาผู้ประเทศอื่นๆ ที่มาร่วมงานกันอย่างมาก ต่อมาในปี ค.ศ. 1993 มีการจัดตั้งบริษัทกุ้ยโจว เหมาไถ ชิว (Guizhou Mautai Chiew) และปัจจุบันก่อตั้งเป็นกลุ่มบริษัทเหมาไถ (Mouti Corporation) จากการรวมตัวกัน 8 องค์กรด้วยกัน ได้แก่ Moutai Distillery Company Ltd., Moutai Technology Development Company and the Research Development of Quinghua University in Shenzhen และรับรองโดยผู้ว่าการมณฑลกุ้ยโจว และมีวางจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งเหล้าเหมาไถของแท้ๆ ที่ดีจะผลิตที่ตำบลเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ในจีน จะเป็นของแท้แน่นอน แต่หาซื้อยากหน่อย เพราะมีของปลอมผลิตออกมาขายกันเยอะมาก เวลาซื้อต้องระวังหน่อยครับ (โรงกลั่นที่ผลิตเหล้าเหมาไถนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลเหมาไถ ในมณฑลกุ้ยโจว ห่างจากเมืองกุ้ยหยางประมาณ 230 กิโลเมตร โรงกลั่นจะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงตระหง่าน ซึ่งจะดึงน้ำจาก...แม่น้ำสระมังกร (แม่น้ำชิชุ่ย : Chisshui) ที่ไหลผ่านโตรกผาที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงกลั่นมาใช้ในการผลิตเหล้าเหมาไถ)

ารผลิตเหล้าเหมาไถ ใช้ข้าวฟ่างจีนที่มีคุณภาพดีเยี่ยมมาหมักผสมกับเชื้อยีสต์ชนิดพิเศษ และน้ำแร่ที่มีเฉพาะในหมู่บ้านเหมาไถแห่งนี้ โดยใช้กระบวนการผลิตอันพิถีพิถันทุกขั้นตอน และกลั่นถึง 8 ครั้ง ใช้เวลานานราว 8 เดือน แล้วจึงนำไปเก็บหมักบ่มไว้นานถึง 3 ปี ก็จะได้เป็นเหล้าเหมาไถ "Maotai" ที่มีเลิศรส สีขาวใสบริสุทธิ์เหมือนดังน้ำ รสเหล้าแรงแต่ไม่บาดคอ ดื่มแล้วเช้าตื่นมาไม่มีอาการปวดหัว (Hang)  นิยมดื่มแบบชนจอกกันหมดแก้ว ชาวจีนเรียกว่า “กันเปย” และจะต้องชนจอกกันรอบวงเลย ประมาณเดียวกันกับคนไทย “กินแล้วคว่ำจอก” มักจะดื่มกินคู่กับเต้าหู้ย่างหั่นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมพอดีคำแบบกุ้ยหยาง ที่ย่างมาร้อนๆ โดยใช้ตะเกียบคีบเต้าหู้ย่างจิ้มกับน้ำจิ้มพริกป่นผสมงาขาว ยิ่งทำให้รสเหล้าอร่อยมากยิ่งขึ้น แถมยังดื่มเพื่อแก้หนาวได้ด้วย เหล้าเหมาไถแบ่งออกเป็น 3 เกรดด้วยกัน ได้แก่ เหมาไถ 35 ดีกรี , เหมาไถ 43 ดีกรี และเหมาไถ 53 ดีกรี   

วิสกี้จากประเทศไทย Thai Whisky (เหล้าแม่โขง ซึ่งชาวต่างชาติจะรู้จัก และคิดว่า "แม่โขง" เป็นไทยวิสกี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว จัดเป็นเหล้ารัม เพราะทำมาจากกากอ้อย 95% ผสมกับข้าว 5%)  
 
 
  •  Liqueur

เหล้าหวาน เป็นเหล้าที่ใช้ผสมในค็อกเทล เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันให้กับค็อกเทล เนื่องจากเหล้าหวานมีมากมายหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะใช้ผลไม้ สมุนไพร หรือพืชอื่นใดมาเป็นส่วนผสมที่ใช้ทำเหล้า รสหวาน หอมกลิ่นผลไม้ เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ เช่น อบเชย กานพลู เม็ดผักชี ชะเอมเทศ รากไม้รากยา รากไม้หอมแองเจอร์ริก้า น้ำมันจากผิวส้มผิวมะนาว เป็นต้น  รสตามวัตถุดิบที่ใช้นำมาทำเหล้าหวานนั่นๆ มีดีกรีตั้งแต่ 15-60% ส่วนใหญ่นิยมดื่มเหล้าหวานหลังทานอาหาร เพื่อช่วยย่อยอาหาร ลดอาการจุกเสียดแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ

คำว่า Liqueur และ Cordial มีความหมายคล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่คำว่า "Liqueur" มักจะหมายถึงเหล้าหวานของประเทศแถบยุโรป มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า "Liquefacere" (อ่านว่า ลิคิวเฟคซิรี่) หมายถึง to dissolve หรือ to melt (การหลอมละลายรวมตัวกัน) หมายถึงการนำเอาเหล้าสปิริตมาผสมรวมกับผลไม้ และน้ำเชื่อมทำให้ได้เหล้าที่มีรสหวานนุ่มเข้ากับความแรงของเหล้าสปิริตได้เป็นอย่างดี ส่วนคำว่า "Cordial" หมายถึงเหล้าหวานของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษละตินว่า "Cor" หรือ "Cordis" หมายถึง Heart เพราะ Cordial เป็นเหล้ายาที่ผลิตขึ้น ดื่มเพื่อกระตุ้นหัวใจ 

ตามความเข้าใจ เหล้าหวานได้ถือกำเนิดขึ้นในฝรั่งเศสเป็นที่แรก แต่จริงๆ แล้วเหล้าหวาน นั้นเกิดขึ้นมาก่อนที่ฝรั่งเศสจะพัฒนาการผลิตมาก่อนหน้านั้นแล้ว ถูกคิดค้น และผลิตโดยนักเล่นแร่แปรธาตุที่ชื่อ Arnaldus de Vila Nova (อาร์นอนโด้ เดอ วิลลาโนวา) ชาวสเปน เกิดในปี ค.. 1240   เป็นผู้ที่คิดค้นการทำเหล้ายาดองเพื่อรักษาโรค และพัฒนาต่อมาจนกลายมาเป็น ‘ลิเคียวร์’ หรือเหล้าหวานนั่นเอง

     

  Arnaldus de Vila Nova (อาร์นอนโด้ เดอ วิลลาโนวา) ชาวสเปน

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 เค้าได้เขียนบันทึกที่มีชื่อว่า The Boke of Wine อธิบายไว้เกี่ยวกับวิธีการต้มกลั่นไวน์ให้เป็นไวน์บรั่นดี เรียกว่า Aqua Vitae ที่มีรสแรงนุ่มกลมกล่อม กลิ่นหอมหวล รวมถึงขั้นตอนกรรมวิธีการทำเหล้าหวานไว้ด้วย โดยที่นำเอาเหล้าไวน์บรั่นดีมาหมักแล้วต้มกลั่นไปพร้อมกับสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ กว่า 123 ชนิด เพื่อปรุงแต่งกลิ่น และรสชาดของเหล้าหวานให้น่าดื่มมากยิ่งขึ้น

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 15 ชาวอิตาเลี่ยนได้รับยกย่องให้เป็นชนชาติที่ผลิตเหล้าหวานได้ดี และผลิตได้มากที่สุดในยุโรป อีกทั้งยังนิยมดื่มกันมากขึ้นในหมู่นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักบวชอิตาลี จนกระทั่ง Catherine de Medici (แคเธอรีน เดอ เมดิซี ชาวฝรั่งเศส ได้แต่งงานกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ในปี ค.. 1553)  ได้แอบขโมย นำเอากรรมวิธีการผลิตเหล้าหวาน ไปผลิตที่เมืองมองเพนเลีย ในฝรั่งเศสดูบ้าง และผลิตออกมาได้ดีมาก จนกลายเป็นว่า ฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นชาติแรกที่ผลิตเหล้าหวานที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของโลก (ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ชาวอิตาเลี่ยน ยังคงเจ็บใจกันมาจนถึงทุกวันนี้เลย) และประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกเรื่องราวของเหล้าหวาน (ลิเคียวร์) ไว้อีกว่า ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ช่วงปี ค.ศ.1638-1715) ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ที่หลงใหลในรสของเหล้าหวานเป็นอย่างมาก ถึงขนาดในห้องบรรทมจะต้องมีเหล้าหวานติดห้องไว้ไม่ขาดสาย จนกระทั้งในศตวรรษที่ 16 ที่ฝรั่งเศสก็นิยมผลิตเหล้าหวานดื่มกันมากขึ้น และยังได้พัฒนากรรมวิธีการผลิตเหล้าหวานชนิดใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากมายจนอาจจะเรียกได้ว่า ฝรั่งเศสเป็นเจ้าแห่งต้นตำรับเหล้าหวานเลยก็ว่าได้

ในปี ค.ศ. 1920 ในยุโรปนิยมดื่มเหล้าหวานกันมากหลังทานอาหารมื้อค่ำ เพราะช่วยย่อยอาหารได้ดี แยงช่วยบำรุงร่างกายด้วย ทำให้คุณผู้หญิงในยุคนั้น นิยมดื่มเหล้าหวานกันมาก หลังจากนั้นเหล้าหวานก็เข้าไปเผยแพร่นิยมดื่มแบบผสมค็อกเทลในกัน ในอเมริกา

ข้อแตกต่างระหว่างเหล้าหวานกับเหล้าสปิริต โดยส่วนใหญ่เหล้าหวานจะมีรสค่อนข้างหวาน มีกลิ่นและรสชาดตามผลไม้ หรือสมุนไพร เครื่องเทศที่นำมากลั่นหรือหมักทำเหล้าหวานชนิดนั้นๆ ซึ่งเหล้าสปิริตจะไม่มีกลิ่นและรสชาดที่โดดเด่นของผลไม้ สมุนไพร เครื่องเทศ และที่สำคัญเหล้าสปิริตจะไม่มีรสหวาน มีแต่กลิ่นหอมนุ่มของตัวเหล้าเอง 

               

การผลิตเหล้าหวาน (ลิเคียวร์ : Liqueur) ส่วนใหญ่นิยมนำเอาแอลกอฮอล์ที่ต้มกลั่นสำเร็จแล้วมาปรุงแต่งรสเพิ่มเติมอีกที โดยเติมความหวานเข้าไป ผสมกับสมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ นานา , ผลไม้ , เมล็ดผลไม้ , ดอกไม้ ,รากไม้รากยา พืชพันธุ์ต่างๆ เช่น เมล็ดดอกคาราเวย์ (Caraway Seed) , น้ำมันจากผิวส้ม (Oil of Orange) , น้ำมันจากผิวมะนาว (Oil of Lemon) , เมล็ดผักชีที่มีกลิ่นหอม (Coriander) เพื่อแต่งเติมรสชาติ กลิ่น และสี ให้ได้เหล้าหวานที่แตกต่างหลากหลาย เหล้าหวานส่วนใหญ่นิยมเสิร์ฟหลังอาหาร ดื่มกินเพื่อช่วยย่อยอาหาร หรือใช้เป็นส่วนผสมที่สำคัญในการผสมเครื่องดื่มค็อกเทล ซึ่งขั้นตอนการผลิตเหล้าหวาน มีดังนี้

1.ขั้นตอนของการสกัดสารให้กลิ่นและรส

การปรุงแต่งรสชาติเหล้าหวาน มักเติมน้ำเชื่อม (Sugar Syrup) ประมาณ 2.5%vol. (โดยปริมาตร) และยังแต่งกลิ่น สี ด้วยกรรมวิธีที่แบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ

  • โดยการแช่ (Infusion) มักใช้เหล้าบรั่นดี ที่เรียกว่า  Neutral Spirit  เป็นเหล้ากลั่นบริสุทธิ์ที่มีลักษณะเป็นกลาง เทใส่ลงในถัง แล้วใส่ พืชผลไม้สด หรือแห้งลงไปแช่นานอย่างน้อยประมาณ 1 ปี จากนั้นจึงกรองเอาน้ำออก แล้วนำพืชผลไม้ดังกล่าวนั้นไปกลั่นต่อ ซึ่งน้ำที่ได้จากการกลั่นพืชผลไม้จะนำกลับมาผสมกับน้ำที่แยกเก็บไว้ เพื่อปรุงแต่งรสด้วยน้ำเชื่อมอีกครั้งหนึ่ง แล้วเก็บหมักบ่มต่อนานอย่างน้อยอีก 6 เดือน จนถึง 1 ปี และพืชผลไม้ ที่นิยมกันนำมาแช่ เช่น แอพริคอท ,  เชอรี่ , พีช , แอปเปิ้ล แครนเบอรี่ , แบล็คเบอร์รี่ เป็นต้น การแช่อีกแบบคือ โดยการแช่ให้กลิ่นและรสในเหล้าอุ่นที่อุณหภูมิเย็น (Maceration) แล้วขยี้ให้ได้กลิ่นและรสที่มากขึ้น แล้วกรองของเหลวที่ได้ออกมา นำไปกลั่น มักใช้กับสารที่ให้กลิ่นและรสที่ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน
  • โดยการต้มแบบไหลซึม (Percolation) คล้ายกับวิธีการชงกาแฟ คือ นำเอาพืชผลไม้หอมที่ต้องการ ผสมกับเหล้าบรั่นดี หรือ Neutral Spirit แล้วต้มกลั่นเหล้าออกมาตามต้องการ จากนั้นจึงเติมความหวาน แล้วแต่งสีเพิ่มตามสีธรรมชาติของพืชผลไม้ที่ใช้ เสร็จแล้วอาจจะบรรจุขวดเลยก็ได้ หรือเก็บเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊คต่อก็ได้
  • โดยการกลั่น (Distillation) เหมือนกับวิธีการทำเหล้าจินหรือเหล้ายิน (Gin) คือ นำเอาพืชผลไม้หอมที่ต้องการ แช่ในเหล้าบรั่นดีทิ้งค้างคืนไว้ แล้วจึงนำไปกลั่นต่อ จนได้เหล้าที่ไม่มีสี แต่มีกลิ่นหอมของพืชผลไม้ตามที่ต้องการ จากนั้นค่อยนำไปเติมความหวานเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 2.5% ตามปริมาตร เพื่อให้ได้ความหวานตามต้องการ แล้วแต่งสีเพิ่มตามสีธรรมชาติของพืชผลไม้ที่ใช้ อาจจะเก็บหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊คเพื่อให้ได้รสเหล้าหวานที่กลมกล่อม นุ่มนวลขึ้น

2.ขั้นตอนของการกลั่น หลังจากที่สกัดได้สารให้กลิ่นและรสในเหล้าแล้วหลายวัน จะนำไปกลั่นในระบบสูญญากาศ เพื่อเก็บกลิ่น จะได้เหล้ากลั่นที่ไม่มีสี และมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง แล้วนำไปกลั่นซ้ำ เพื่อขจัดสิ่งเจือปนที่จะทำให้กลิ่นและรสเหล้าเปลี่ยนแปลง

3.ขั้นตอนของการผสม เป็นการผสมผสานเพื่อให้ได้รสและกลิ่นตามที่ต้องการ

4.ขั้นตอนของการหมักบ่ม จะนำไปหมักบ่มในถังไม้โอ๊ก เพื่อให้ได้เหล้าหวานที่มีคุณภาพที่ดีเยี่ยม

5.ขั้นตอนของการกรอง นำไปกรองสิ่งตกค้างออกไป เช่น เปลือก หรือเศษของสมุนไพรต่างๆ

6.ขั้นตอนของการบรรจุขวด อาจจะมีการเติมเหล้าเพิ่มลงไป เพื่อเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ตามที่ต้องการ และเพิ่มความหวาน แต่สี แล้วนำไปกรองอีกครั้ง เพื่อให้ได้เหล้าหวานที่มีสีสดใสสวยงาม ก่อนบรรจุลงขวด

การแบ่งแยกประเภทของเหล้าหวานตามปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ได้แก่

  • Liqueur Extra-Fine มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 35-45%
  • Liqueur Fine มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 25-35%

  • Liqueur Courantre มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์น้อยกว่า 25% มักเป็นเหล้า Creme De ....

ประเภทของเหล้าหวาน เหล้าหวานจัดว่าเป็นเหล้าสปิริตที่ผสมผลไม้ รากไม้รากยา เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ โดยการแต่งเติมสีสัน และกลิ่นเพิ่มลงไป ทำให้เหล้ากลุ่มนี้ มีความหลากหลายมากมาย หลายรส หลายสี หลายกลิ่น มีมากกว่า 1,000 ชนิดทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วัตถุดิบที่นำมาผลิต แต่งเติมแอลกอฮอล์ (Alcohol) , ความหวาน (Sweetening) , สีสัน (Coloring) และกลิ่น (Aromatic) แตกต่างกันไป เหล้าหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม คือ

  1. Herbal , Spice , Bitter Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดี หรือเหล้าคอนยัค หรือเหล้าวิสกี้ผสมกับสมุนไพรเครื่องเทศ รากไม้รากยา ทำให้มีรสออกหวานปนขม รสเข้มข้นกลิ่นหอมฉุน เช่น Benedictine , Chartreuse , Kummel , Jagermeister เป็นต้น
  2. Fruit & Plant Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับพืช และผลไม้ต่างๆ แต่งเติมเพิ่มรสเข้าไป เช่น Cointreau , Mandarine Napoleon , Grand Manier , Midori , Malibu เป็นต้น
  3. Seed & Nut Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับถั่วพันธุ์ต่างๆ เมล็ดเครื่องเทศที่คล้ายยี่หร่า (Caraway Seed) รสออกหวาน หอมกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นถั่ว กลิ่นโกโก้ เช่น Sambuca , Amaretto , Frangolico เป็นต้น
  4. Whisky (Whiskey) Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าวิสกี้ผสมกับน้ำผึ้ง พืชผักผลไม้ สมุนไพรต่างๆ กลิ่นหอมหวาน รสนุ่มแรง เช่น Drambuie , Glayva , Southern Comfort , Wild Turkey , Irish Mist เป็นต้น
  5. Brandy Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับผลไม้ต่างๆ กลิ่นหอม รสหวาน เช่น Apricot Brandy , Cherry Brandy , Peach Brandy , Apple Brandy , Egg Brandy เป็นต้น
  6. Cream Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าวิสกี้ผสมกับครีมนม โกโก้ ช็อกโกแลต วานิลา กลิ่นหอม รสนุ่ม เช่น Bailey’s Irish Cream , Amarula Cream เป็นต้น
  7. Crème & Emulsion Liqueurs เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริต โดยเฉพาะเหล้ารัมผสมกับพืช สมุนไพร ผลไม้ต่างๆ มีการแต่งเติมเพิ่มรส สี กลิ่นเข้าไป แยกเป็น Crème Liqueurs รสชาดค่อนข้างหวานกว่าเหล้าพวก Schnapps และเหล้าหวานตัวอื่น ส่วนรสและกลิ่นจะเป็นไปตามผลไม้ หรือพืชที่ใช้ผลิต สีของเหล้าจะมีสีสันสวยงาม หลากสี เช่น Crème De Cacao , Crème De Banane , Crème De Café เป็นต้น ส่วนเหล้า Emulsion Liqueurs จะมีรสชาดที่โดดเด่นเฉพาะ เข้มข้น มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เช่น Advoccat , Kahlua , Tia Maria , Copa De Oro เป็นต้น

จำแนกเหล้าหวานตามองค์ประกอบ (Liqueurs Analysis) เหล้าหวานถือว่าเป็นเหล้าที่มีความหลากหลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาด สีสัน กลิ่นของเหล้าหวานเอง ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละชนิด ทำให้เป็นเหล้าที่ดูมีเสน่ห์น่าหลงไหล สีสันที่ดูดึงดูด กลิ่นที่หอมเย้ายวล รสหวานที่นุ่มละมุนชวนให้ดื่มกินได้ง่ายขึ้น และรสของผลไม้ พืชสมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ ที่นำมาผลิตเป็นเหล้าหวานที่มีหลากหลายทำให้สามารถแยกเหล้าหวานตามองค์ประกอบได้ดังนี้

Colour (สีสันของเหล้า) แบ่งแยกเหล้าหวานตามสี ได้แก่

  • White Colour เช่น White Crème De Cacao , White Crème de Menthe , Triple Sec , Malibu , White Sambuca , Cointreau , Kirschwasser , Goldwasser , Kummel , Maraschino , Lychee
  • Black or Dark Colour เช่น Kahlua , Black Sambuca , Tia Maria , Jagermeister , Unicum
  • Brown or Dark Colour เช่น Brown Crème De Cacao
  • Blue Colour เช่น Blue Curacao
  • Violet Colour เช่น Crème De Cassis , Parfait Amour , Crème De Mure
  • Yellow Colour เช่น Galliano , Crème De Banane , Yellow Chartreuse
  • Green Colour เช่น Green Chartreuse , Green Crème De Menthe , Pisang Ambon , Midori , Melon , Kiwi
  • Amber Colour เช่น Drambuie , Grand Marnier , Irish Mint , Glayva , Frangelico , Apricot Brandy , Van Der Hum , Amaretto
  • Orange Colour เช่น Licor 43 , Orange Curacao , Mandarine Napoleon
  • Red Colour เช่น Cherry Heering , Cherry Brandy , Crème De Fraises , Crème De Framboise , Strawberry
  • Cream & Milk Colour เช่น Bailey’s , Amarula , Mozart , Advocaat

Aroma (กลิ่นของเหล้า) แบ่งแยกเหล้าหวานตามกลิ่น ได้แก่

  • Fruit Aroma เช่น Cherry Brandy , Kiwi , Crème De Banane , Malibu , Lychee , Chambord
  • Zest or Peel Aroma เช่น Triple sec , Parfait Amour , Curacao
  • Nut Aroma เช่น Crème De Cacao , Amaretto , Frangelico , Apricot Brandy
  • Spice Aroma เช่น Kummel , Jagermeister , Anisette
  • Sweet Aroma เช่น Bailey’s , Toffee
  • Spirit Aroma แบ่งเป็น กลุ่มเหล้าบรั่นดี เช่น Grand Marnier , Benedictine และกลุ่มเหล้าวิสกี้ เช่น Drambuie , Southern Comfort
  • Flowers Aroma เช่น Crème De Violette , Crème De Rose , Galliano
  • Coffee Aroma เช่น Tia Maria , Kahlua

Taste (รสชาดของเหล้า) แบ่งแยกเหล้าหวานตามรสชาด ได้แก่

  • Subtle รสเบาบาง ลุ่มลึก
  • Light รสอ่อน
  • Short Finish
  • Fresh รสสดใหม่
  • Burning รสเร่าร้อน จัดจ้าน
  • Big Flavour รสชาดเฉพะตัว
  • Syrupy รสแต่งด้วยน้ำเชื่อม
  • Long Finish
  • Sweet รสหวาน
  • Balanced รสกลมกล่อม
  • Smooth รสนุ่มนวล
  • Firm รสหนักแน่น

จะแนะนำให้รู้จักเฉพาะตัวที่ใช้บ่อยๆ ครับ ได้แก่

Abricotine (เหล้าแอปริคอทีน) หรือ Apry จัดเป็นเหล้า Generic Liqueur คือเหล้าที่ตั้งชื่อขึ้นเองแล้วแต่บริษัทที่ผลิต กลั่นมาจากผลแอปริคอท กลิ่นหอม  สีขาว และสีส้มเข้ม

                   

Advocaat (แอดโวแคท) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมไข่แดง สมุนไพร น้ำตาล และวานิลา ดีกรีค่อนข้างต่ำมาก ประมาณ 14-20% สีขาวขุ่นออกแดงส้มนิดๆ หอมกลิ่นไข่ และวานิลา ผลิตที่เนเธอร์แลนด์ เวลาดื่มนิยมผสมกับสไปรท์ในอัตราส่วน 1:4 บางครั้งก็เรียกอีกชื่อว่า Egg Brandy หรือผสมกับนมร้อน โรยผงลูกจันทน์เทศ ดื่มแก้ความหนาวเย็น ทำให้นอนหลับสบาย เหล้าหวานชนิดนี้ถ้ายังไม่เปิดขวดสามารถเก็บไว้ได้นานเพียง 18-36 เดือนเท่านั้น แต่ถ้าเปิดขวดแล้วควรเก็บไว้ในที่เย็นไม่ให้โดนแสงแดด จะสามารถเก็บได้นานประมาณ 9-12 เดือน เช่น ยี่ห้อ Warninks (ดีกรี 17.20% ของฮอล์แลนด์) , Bols (ดีกรี 20% ของฮอล์แลนด์) , Cherry Advocaat (ผสมเชอรี่) , Cooymans (ดีกรี 14%)

Afri Koko (แอฟรี่ โคโค้) กลั่นมาจากมะพร้าว และช็อกโกแลต มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 32.50% ผลิตในแอฟริกา

            

After Shock (อาฟเธอร์ ช็อค) กลั่นมาจากสมุนไพร และแต่งสีแต่งกลิ่น ผสมน้ำเชื่อม ดีกรี ประมาณ 40% จัดเป็นเหล้า "Shooter Liqueur" ผลิตโดยบริษัท Munson Shaw  ในแคนนาดา วางขายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1997 ได้แก่ After Shock Green (Thermal Bite) ทำมาจากยี่หร่า , After Shock Silver (Electric Taste sensation) ทำมาจากแอปเปิ้ล , After Shock Black (Cranberry) ทำมาจากเบอรี่ต่างๆ ผสมเครื่องเทศ , After Shock Red (Hot&Cool) ทำมาจากอบเชย , After Shock Blue (Deep Cool) ทำมาจากผลไม้รสเปรี้ยว หอมกลิ่นมิ้นท์

        

Agavero (อะกาเว่โร) กลั่นมาจากเหล้าเตกีล่าผสมกับสมุนไพร และดอก  Damiana หมักเก็บไว้นาน 18 ปี มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 32% รสหวานมาก ผลิตในเม็กซิโก

                

Argentarium (อาทเจนเทอเรียม) กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับสมุนไพรต่างๆ (Herbs) หอมกลิ่นสมุนไพรสีขาวใส ผลิตบริเวณ Lazio region อยู่ทางตอนเหนือของกรุงโรม ในอิตาลี

          

Alchermes (อาเชอร์เมซ) กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับน้ำเชื่อม , อบเชย , ก้านพลู , ลูกจันทน์เทศ และวานิลา มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 21-32% ผลิตในอิตาลี จัดเป็นเหล้า Italian Liqueur

               

Amaretto (อะมาเร็ตโต้) กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับผลแอปริคอต , ถั่วอัลมอนด์ , วานิลา และน้ำเชื่อม หอมกลิ่นถั่วอัลมอนด์และแอปริคอต รสหวาน สูตรต้นตำรับเดิมผลิตครั้งแรกที่อิตาลี เรียกว่า "Little Bitter" สีเหล้าเป็นสีแดงอำพันเข้ม สีน้ำตาลอ่อนออกแดงอำพัน ดีกรี ประมาณ 24–29% ปัจจุบันมีผลิตในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังผลิตในอิตาลี และสหรัฐอเมริกา เช่น ยี่ห้อ Disaronno (ดีกรี 28% คิดค้นโดยนาย Bernardino Luini ที่เมือง Saronno ในอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.. 1525) , Luxardo (Amaretto di Saschira ดีกรี 28% ของอิตาลี ผลิตในปี ค.. 1821), Casoni (ดีกรี 28% ของอิตาลี ผลิตในปี ค.. 1814) , Bols (ดีกรี 24% ของฮอล์แลนด์) , Hiram Walker (ของสหรัฐอเมริกา) , Wenneker (ของฮอล์แลนด์) , Du Bouchett (ของฝรั่งเศส) , Smeets (ดีกรี 24% ของเบลเยี่ยม) , Lazzaroni (ผสมรากไม้ ผลิตตั้งแต่ปี ค.. 1850 ที่เมืองซารอนโน่ อิตาลี)

Amarula (อามารูร่า) กลั่นมาจากผลของต้น Amarula ผสมกับครีมนม , ส้มราฟจิฟ , ผลไม้เบอรี่ , คาราเมล , ช็อกโกแลต , บัตเตอร์สก็อต และวานิลา มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17% ผลิตในแอฟริกาใต้ จัดเป็นเหล้า Cream Liqueurs ที่นิยมดื่มแบบเพียวๆ ด้วย โดยไม่ใส่น้ำแข็ง เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร 

                       

Anisette (แอนิสเซ่) เป็นเหล้าหวาน หรือบางทีก็จัดไว้ในกลุ่มเหล้าอนิซด้วย กลั่นมาจากไม้แก่นจันทน์ , ชะเอม , ยี่เหร่า และเม็ดผักชี รสหวานออกขม กลิ่นหอมเย็น สีขาวใส มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 25-40% ผลิตในฝรั่งเศส และสเปน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

                  

Apricot Brandy (แอปริคอต บรั่นดี) กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับผลแอปริคอต รสหวาน กลิ่นหอมแอปริคอต สีเหลืองออกส้มเข้ม ดีกรี ประมาณ 24–35% ผลิตที่ฮอลแลนด์ ส่วนใหญ่ในยุโรปจะเรียกชื่อว่า Apricot Liqueurs
  
Arran Gold Cream (อารัน โกล์ด ครีม) กลั่นมาจากครีมนม , เมล็ดโกโก้ , ช็อกโกแลต และน้ำเชื่อม รสหวาน หอมกลิ่นโกโก้ สีเหล้าเป็นสีทองครีมนม มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17.50%
         
Atholl Brose (แอลทอล บรอส) กลั่นมาจากเหล้ามอลต์วิสกี้ ผสมกับน้ำผึ้ง , ครีมนม , สมุนไพร และข้าวโอ๊ตบดแบบหยาบๆ (Oatmeal) ดีกรี ประมาณ 35% ผลิตที่สก็อตแลนด์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1475 มี 2 รุ่น ฉลากสีแดง และสีเขียว
                 
Aurum (อูรัม) กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีที่ใช้พันธุ์องุ่นในอิตาลี (Vintage Italian Wine) กลั่นแล้วเก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้นานถึง 4 ปี จนดูดซึมซับสีทองของเนื้อไม้ไว้ ผสมกับผิวส้มสีทอง และสมุนไพรต่างๆ รสหวาน หอมกลิ่นส้ม สีเหล้าเป็นสีเหลืองทอง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40% ผลิตในแถบภูเขา Abruzzi ของอิตาลี
    

Averna Liqueur (อเวอร์น่า ลิเคียร์) กลั่นจากอบเชย และสมุนไพรกว่า 33 ชนิด ผสมเหล้าบิตเตอร์ของอิตาลี ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1854 ที่เมืองคาลตานิสเซสตา (Caltanissetta) รสหวานอมขม ดีกรี ประมาณ 32% บ้างทีก็เรียกว่า Amaro Bitter

             

Bailey's Irish Cream (เบย์ลี่ย์ ไอริส ครีม)  เป็นเหล้าไอริชวิสกี้ผสมครีมนม (Fresh Irish Cream) , เมล็ดโกโก้, ช็อกโกแลต และน้ำเชื่อม แต่งกลิ่นด้วย Natural Flavours รสหวานหอมกลิ่นโกโก้ มีสีนมครีมโกโก้คล้ายสีของโอวัลตินชง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 17% ผลิตที่ไอซ์แลนด์ ออกจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.. 1974 จัดเป็นเหล้า Cream Liqueurs อันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ และสามารถเก็บไว้ได้นานเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่ถ้าเปิดขวดแล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น จะเก็บได้นานประมาณ 12 เดือน นิยมดื่มหลังทานอาหาร และไม่นิยมนำไปผสมกับเครื่องดื่มที่มีแก๊ส และน้ำผลไม้ เพราะจะทำให้เสียรสชาด ปัจจุบันมีอยู่ 3 รส ได้แก่ Bailey's Original , Bailey's Creme Caramel และ Bailey's Mint Chocolate

              
Baja (บาจา) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าเตกีล่า Agave 100% ของเม็กซิโกผสมกับผลไม้ต่างๆ รสหวานนุ่ม ผลิตในสหรัฐอเมริกา มีหลายรส เช่น Baja Naranja (ดีกรี 15% รสส้ม Naranja) , Baja Rosa (ดีกรี 17% รสสตรอเบอรี่)
             
Barack (บาลักค์) ผลิตจากผลแอปริคอท น้ำสีขาวใส จากฮังการี
 
                 
 
Barenjager (บาเรนจาเคอร์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับน้ำผึ้ง รสหวานหอมน้ำผึ้ง สีเหล้าเป็นสีชา มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 36% ผลิตตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ในเยอรมัน
         
Barombeergeist (บารอมเบียร์กรีส) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากผลแบล็คเบอรี่ (Wild blackberry)
       
Beirao (เบียรา) กลั่นมาจากสมุนไพรที่นำเข้ามาจากประเทศไทย มาเลเซีย และบราซิล มีดีกรี ประมาณ 22% ผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในเมืองเบียรา ในโปรตุเกส เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ยา เพื่อแก้ปวดท้อง ต่อมาภายหลังไม่ได้มีสรรพคุณทางยาเลย จนในปี ค.ศ. 1929 ได้รางวัลเหรียญทองในการประกวดเหล้าและตั้งชื่อเหล้านี้ว่า "Beirao" และในปี ค.ศ. 1940 ได้เปลี่ยนเจ้าของไปเป็นของ Jose' Carranca Redondo ผลิตและปรับปรุงสูตรใหม่ จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1960 เหล้านี้ก็เป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มไปทั่วประเทศ
           

Benedictine D.O.M. (เบนเนดิกทีน ดี.โอ.เอ็ม) เป็นหวานสมุนไพร กลั่นจากสมุนไพรและเครื่องเทศ กว่า 27 ชนิด เช่น Commiphora Myrrh , Balm , hysoop , อบเชย , พืชที่คล้ายกับว่านหางจระเข้ ต้นยาดำ รสขม และแอปริคอต สีเหลืองส้มทอง รสหอมหวาน หอมกลิ่นสมุนไพร มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40% ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1510 ในประเทศฝรั่งเศส ที่ Fecamp อยู่ใกล้ชายฝั่งในแคว้นนอร์มังดี โดยบาทหลวงชื่อ Dom Bernardo Vincelli  ในนิกาย Benedictine จัดเป็นเหล้าหวานที่มีอายุเก่าแก่ตัวหนึ่งของโลก (แต่ถ้าดูจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับเหล้าหวาน จะจัดให้เหล้าเบนเนดิกทีนเป็นเหล้าหวานตัวแรกของโลก)  ส่วนคำว่า "D.O.M." หมายถึง Dom Optimo Maximo แปลว่า แด่พระผู้เป็นเจ้าผู้ประเสริฐที่ยิ่งใหญ่  และยังมีอีกรุ่น คือ Benedictine B&B (เบนเนดิกทีน บีแอนด์บี) เป็นรุ่นที่ผสมพร้อมดื่ม ตามชื่อค็อกเทลสูตรหนึ่งที่เคยนิยมดื่มกันมากในอเมริกา สูตร B&B โดย B ตัวแรกมาจาก Benedictine D.O.M. และ B ตัวที่สองมาก Brandy ที่คิดค้นโดยบาร์เทนเดอร์หนุ่มแห่งบาร์เหล้า Club Twenty One ที่รัฐนิวยอร์ค ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930  เป็นเหล้าหวานที่ใช้เหล้าเบนเนดิกทีนผสมกับเหล้าบรั่นดีคอนยัค และน้ำผึ้ง รสหวานหอม สีเหล้าเป็นสีเหลืองส้มทอง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40% และต่อมาในปี ค.. 1938 ก็ได้นำมาผลิตเป็นเหล้าหวานผสมสำเร็จ รสหวานกลมกล่อมนุ่มละมุน ของฝรั่งเศส

                  

Chambord (แชมโบว์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นจากผลราสเบอรี่ , เครื่องเทศ , สมุนไพร  และน้ำผึ้งจากต้นยางอคาเซีย (Acacia Honey) ผสมกับเหล้าบรั่นดีคอนยัค รสหวานหอม น้ำสีแดงดำ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16.50-24% ของฝรั่งเศส
         
Chartreuse (ชาร์สตรูเช่) เป็นเหล้าหวานสมุนไพร คิดค้นโดยนักบวช Carthusian  บริเวณเทือกเขาเอลในฝรั่งเศส กลั่นจากไม้หอม (Angelica) , รากไม้รากยา , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า , ยี่เหร่า (Fennel) , Licorice และสมุนไพรต่างๆ อีกว่า 130 ชนิด ผสมกับเหล้าบรั่นดี คิดค้นโดยนักบวช Carthusian (Les Peres Chartreux) แห่งโบสถ์ La Grande Chartreuse ที่อยู่ใกล้เมือง Grenoble บริเวณเทือกเขาเอล ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.. 1605 เหล้าต้นตำรับชื่อว่า Elixir Vegetal (Elixir de Longue Vie) จัดเป็น De La Grande-Chartreuse สีเหล้าเป็นสีเขียวเข้มใส หอมกลิ่นสมุนไพร มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 71% ขวดขนาด 10 Cl. บรรจุในกล่องขวดไม้อีกทีหนึ่ง และต่อมาในปี ค.. 1903 มีผู้ลักลอบนำสูตรต้นตำรับไปต้มกลั่น และเผยแพร่ในสเปน ในปัจจุบันมีผลิตในสเปน ที่เมือง Taragona ด้วย เหล้าตัวนี้มีกลิ่นหอม และมีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่สูงมากประมาณ 40-55% มี 2 สี คือสีเขียว Green Chartreuse รสชาติหวานธรรมชาติ กลิ่นหอม ดีกรี ประมาณ 55% และสีเหลือง Yellow Chartreuse ผลิตในปี ค.ศ. 1838 คิดค้นโดย Aiguebelle , Carmeline , La Senancole และ Trappastine ผสมน้ำผึ้ง และเลมอนเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้มีรสออกหวานมากขึ้น ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตที่ฝรั่งเศส
 
                  
Cherry Brandy (เชอรี่ บรั่นดี) มีสีแดงอมชมพู รสหอมหวาน กลิ่นเชอรี่ ดีกรี ประมาณ 24-30% โดยนำเหล้าบรั่นดีผสมกับลูกเชอรี่ แล้วกลั่นออกมาเป็นเหล้าหวาน
 
Cherry Heering (Peter Heering : เชอรี่เฮียริ่ง หรือปีเตอร์ เฮียริ่ง) มีสีแดงเข้ม รสหอมหวาน หอมกลิ่นเชอรี่ รสนุ่มนวลหอมละเมียดละไมมากกว่า Cherry Brandy มาก เนื่องจากใช้เชอรี่ดำ(Wild Black) จากเมืองโคเปนเฮเก้น ในเดนมาร์ก  ผสมเครื่องเทศผลิตอย่างพิถีพิถัน มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 24.5% ผลิตในเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818
           
Coconut Liqueur (โคโค้นัท ลิเคียร์) ผลิตจากมะพร้าวผสมด้วยเหล้ารัมสีขาว หอมกลิ่นมะพร้าว รสหวาน สีขาวใสออกขุ่นๆ นิดๆ
 
Coebergh Berry Genever (ครอบเบิร์ก เบอร์รี่ เจนนีเวอร์) กลั่นจากผลเบอรี่ป่า ของชาวดัชช์ ฮอล์แลนด์ ดีกรีประมาณ 20%
           

Cointreau (ครองต์โทร์ หรือคอนทรูต์) เป็นเหล้าที่ผลิตจากเปลือกผิวส้มในแถบทะเลแคริเบียน (Bitter Orange Peels) และ ส้มในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Sweet Mediterranean Orange) , ส้มซ่ารสออกเปรี้ยวซ่า (Citrus Fruits) และน้ำเชื่อม รสหวานหอมซ่าออกเปรี้ยว หอมกลิ่นผิวส้ม มีสีขาวใส ดีกรี ประมาณ 40% ผลิตจากฝรั่งเศส คิดค้นโดยนาย Edouard Cointreau และน้องชาย Adolphe Cointreau ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1849 ผลิตที่หมู่บ้าน Loire ในฝรั่งเศส รสชาดจะคล้ายกับเหล้า Triple Sec ใช้แทนกันได้ แต่ว่าเหล้าคองต์โทร์จะผลิตอย่างพิถีพิถัน รสและกลิ่น นุ่มละมุนกลมกล่อมมากกว่า ราคาก็แพงกว่าด้วย และเหล้าหวานตัวนี้ยังนิยมมาใช้ผสมค็อกเทลมากที่สุดด้วย ก็ว่าได้

           สองพี่น้องตระกูลครองต์โทร์ Edouard และ Adolphe

Cream Liqueur (ครีม ลิเคียร์) เป็นเหล้าครีมนม ผสมกับเหล้าวิสกี้ เรียกว่า วิสกี้ครีม น้ำสีโกโก้ขาวครีมนม กลิ่นหอม ดีกรี ประมาณ 15-20% ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1974 เช่น Drambuie Cream , Sheridans , Amarula Cream

Creme De Noyaux (Almond : กรีม เดอ โนยัค) กลั่นจากอัลมอนด์ และมีปริมาณน้ำตาล 100 กรัมต่อ 1 ขวด รสหวาน หอมกลิ่นอัลมอนด์ Almond ดีกรีประมาณ 15%

                           ภาพจาก CocktailDB

Creme De Amandes (กรีม เดอ อะมาแด๊ก) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมผลอัลมอนด์ 

Creme De Ananas (กรีม เดอ อะนาแน๊ก) ผลิตจากเหล้ารัมผสมสับปะรด และน้ำตาลอ้อย (Sugarcane)  รสหอมหวานน้ำตาลอ้อย หอมกลิ่นผลไม้สับปะรด

      

Creme De Banane (กรีม เดอ บานาเน่) กลิ่นรสกล้วยหอม มีสีเหลืองสดใส รสหอมหวาน ดีกรี ประมาณ 25-30%

Creme De Cacao (กรีม เดอ คาคลาว) เหล้าหวานทำจากโกโก้ และวานิลา มี 2 สี คือสีน้ำตาลเข้ม Brown (Dark) และสีขาวใส White (Clear) รสหอมหวาน กลิ่นโกโก้ และวานิลา ดีกรีประมาณ 24% 

Creme De Cafe (กรีม เดอ คาเฟ่) ผลิตจากกาแฟผสมเหล้ารัม รสออกหวาน หอมกลิ่นกาแฟ
 
Creme De Cassis (กรีม เดอ คลาสสิก) กลั่นมาจากผลแบล็คเคอเร้นท์ผสมกับเหล้ารัม มีสีแดงเข้ม รสหอมหวาน ดีกรี ประมาณ 32-40%
 
Creme de Fraises (กรีม เดอ แฟรมซิส) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากผลสตรอเบอรี่ น้ำออกสีแดงเข้ม
 
Creme De Framboise (กรีม เดอ แฟรมโบร์ซ) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากผลราสเบอรี่ น้ำออกสีแดงอ่อนใส

Creme De Menthe (Peppermint : กรีม เดอ เมนท์เต้) มีสีเขียวสด รสหวาน กลิ่นเปปเปอร์มินท์เย็นซ่า คล้ายกลิ่นใบสะระแหน่ ผสมด้วยผลไม้ตากแห้ง (Raisins) ดีกรี ประมาณ 30% มี 2 สี คือสีเขียว Green และสีขาว White (Clear)

Creme De Mure (กรีม เดอ มัวร์) ผลิตจากผลแบล็คเบอรี่ (Blackberry) สีออกม่วงเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน 

Creme De Noix (กรีม เดอ น็อกซ์) ผลิตจากผลวอล นัท (Wal Nut) และน้ำผึ้ง รสหวานหอม มีกลิ่นถั่ว

Creme De Vanille (กรีม เดอ วานิเล่) ผลิตจากวานิลาผสมเหล้าวอดก้า สีออกขาวออกเหลืองขุ่นนิดๆ กลิ่นหอมวานิลา 

Creme De Videtess (กรีม เดอ วิมเดเทรส) ผลิตจากกลีบดอกไวโอเลต (Violet Petal) 

Curacao (คูราโซ่)  มีดีกรี ประมาณ 24-39% มีรสหวานออกเปรี้ยวซ่า ผลิตจากน้ำมันผิวส้ม หอมกลิ่นผิวส้ม มี 2 สี คือสีส้ม Orange และสีฟ้า Blue ประเทศที่ผลิต ฝรั่งเศส , อเมริกา , ฮอล์แลนด์

Danziger Goldwasser (แดนซิเจอร์ โกล์ดวาสเซอร์) ผลิตจากเหล้าวอดก้าผสมกับเครื่องเทศคล้ายใบยี่หร่า (Caraway) และสมุนไพรต่างๆ จุดเด่นคือจะใส่สะเก็ดทองคำบริสุทธิ์ 22-23 กะรัต เข้าไปด้วย เดิมการที่ใส่ทองคำเข้าไปด้วยเพื่อเป็นธาตุทองใช้เป็นเหล้ายา ซึ่งทองคำไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ต้องเป็นทองคำบริสุทธิ์ คนที่คิดค้นชื่อ นาย Ambrosius Vermollen ชาวดัชช์ แต่ภายหลังย้ายไปอยู่ที่เมือง Danzig (Gdansk) ปัจจุบันอยู่ในโปรแลนด์ น้ำสีขาวใส ดีกรีประมาณ 35% ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1598 ของโปรแลนด์

                                

Drambuie (ดรัมบรุย) เป็นเหล้าหวานที่ผสมเหล้าวิสกี้จากสก็อตแลนด์กับน้ำผึ้ง ดอกฮีเธอร์ และสมุนไพรอื่นๆ น้ำสีทองเข้มออกพลอยส้ม รสหวานหอมกลิ่นน้ำผึ้ง และสมุนไพร ดีกรี ประมาณ 40% ซึ่งคำว่า "Drambuie" มาจากภาษแกลิก (Gaelic) คำว่า 'an Dram Build Heach แปลว่า เครื่องดื่มที่ถูกใจ (The Drink That Satisfies) รสหวานออกเปรี้ยวนิดๆ ยกให้เป็น ราชาแห่งวิสกี้ลิเคียวร์ (King of Whisky Based Liqueurs) ผลิตกันมานานกว่า 250 ปี แล้ว ตั้งแต่ยุคของกษัตริย์ชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ด (Charles Edward) หรือมีฉายาว่า สจวร์ต บอนนี่ ปรินซ์ชาลี (Stuart Bonnie Prince Charlie) แห่งสก็อตแลนด์ ที่ยกทัพไปรบกับกษัตริย์อังกฤษ เพื่อแยกตัวเป็นอิสรภาพจากอังกฤษในยุคนั้น แต่ทำไม่สำเร็จ และเกือบจะสิ้นชีพด้วยซ้ำ ดีที่ว่าองค์รักษ์ชื่อ ร้อยเอก จอห์น แม็กคินนอน (John Mackinnon) ได้ช่วยชีวิตกษัตริย์ของตนไว้ได้ กษัตริย์จึงตอบแทนด้วยการให้สูตรลับในการผลิตเหล้าหวาน ซึ่งก็คือสูตรที่ใช้ผลิตเหล้าดรัมบรุยนี้เอง ช่วงแรกก็ผลิตเพื่อดื่มกันเองในตระกูล จนกระทั้งมาถึงทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูล ในช่วงปี ค.ศ. 1906 นายมัลคอม แม็กคินนอน (Malcolm Mackinnon) ได้พัฒนาสูตรการผลิต และผลิตออกมาจากหน่ายภายใต้ชื่อ Drambuie  มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 และที่สำคัญสูตรการผลิตเหล้าจะถ่ายทอดเฉพาะลูกผู้หญิงในตระกูลเท่านั้น  (นับได้ว่าแม้แต่สามีของตนก็ไม่มีทางรู้สูตรการผลิต) ซึ่งปัจจุบันนายมัลคอม แม็กคินนอน จูเนียร์ (Malcolm Mackinnon Junior) ทายาทรุ่นที่ 5 เป็นผู้สืบทอดกิจการเหล้าดรัมบรุย มีโรงกลั่นอยู่ที่ชานเมืองเอดินเบิร์ก (Edinburgh) จัดเป็นเหล้าหวานตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก
          
Forbidden Fruit (ฟร็อมบิเดน ฟรุ๊ต) ผลิตจากผลเกรฟฟรุ๊ต , น้ำผึ้ง และส้ม 

Frangelico (ฟรานเจนริโก้) เป็นเหล้าหวานจากอิตาลี คิดค้นโดยนักบวช Fra Angelico ในศตวรรษที่ 17 กลั่นจากผลฮาเซล นัท (Hazel Nut) , Rhubarb Root , Sweet Orange Flowers , โกโก้ , กาแฟ และวานิลา สีออกดำแดง รสหวาน หอมกลิ่นถั่ว ดีกรีประมาณ 20-24%

           

Fruit Brandies (ฟรุ๊ต บรั่นดี) เป็นเหล้าหวานผสมผลไม้รสต่างๆ เช่น แอปริคอต, แบล็คเบอรี่, เชอรี่, พีช และพลัม ผสมด้วยเหล้าบรั่นดี สีและรสตามรสชาติของผลไม้ที่นำมาผลิต

Fruit Liqueur (ฟรุ๊ต ลิเคียร์) ผลิตจากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า (Citrus Fruity)  

Galliano (กาเลียโน่) เหล้าหวานกลิ่นวานิลา มีสีเหลืองเหมือนกล้วยหอมสุก หอมกลิ่นของเครื่องเทศกว่า 30 ชนิด  เกษรดอกไม้ลาเวนเดอร์, ใบสาระแหน่, โป๊ยกั๊ก (Anise),  ผักชี (Coriander), ลูกสนจูนิปเปอร์ (Juniper), อบเชย (Cinnamon), ขิง, Musk Yarrow, วานิลา ที่ผ่านขบวนการ Infussion ถึง 7 ขั้นตอน และกลั่นถึง 6 ครั้ง รสหวานหอมวานิลา ดีกรี ประมาณ 30% ผลิตจากอิตาลี คิดค้นโดยนาย Arturo Vaccari ชื่อเหล้าตั้งชื่อเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ นาย Giuseppe Galliano ที่ต่อสู้ในสงครามอินโดจีน ในปี ค.ศ. 1896
                   
German Liqueur (เยอรมัน ลิเคียร์) ผลิตจากสมุนไพร, ผลแพรชั่นฟรุ๊ต และฮาเซล นัท รสออกหวาน

Ginger Liqueur (จิงเจอร์ ลิเคียร์) ผลิตจากขิง (Ginger) ผสมเหล้าคอนยัค ของฝรั่งเศส ดีกรีประมาณ 28-41%

                           ภาพจาก CocktailDB

Glayva (เกลย์วา) เหล้าหวานจากสก็อตแลนด์ ดีกรีประมาณ  35% กลั่นจากเครื่องเทศ , อัลมอนด์ , น้ำผึ้ง , เสาวรส , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า Citrus และสมุนไพรอื่นๆ รวม 26 ชนิด ผสมกับเหล้าสก็อตวิสกี้   รสหวานนิดหน่อย น้ำสีเหลืองอำพันใส คิดค้นโดยนายโรนัลด์ มอร์ริสัน (Ronald Morrison) และนายจอร์จ เพทรี (George  Petrie) ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านมา 1 ปี  โดยใช้ส้มที่นำมาจากสเปน ผสมกับสมุนไพรที่มาจากอินเดียและแคริบเบี้ยน ใช้ชื่อเหล้าว่า Glayva มาจากคำว่า gle mhath เป็นภาษาแกลิก (Gaelic) แปลว่า "ดีมาก ยอดเยี่ยม" ต่อมาในปี ค.ศ. 1993 เหล้าเกลย์วาตกเป็นของเจ้าของโรงกลั่น Whyte and Mackay และในปี ค.ศ. 1999 ถึงปี ค.ศ. 2000 เหล้าเกลย์วาได้รับเหรียญทองในงาน Internation Wine and Spirits Competition

                     

Goldschlager (โกล์ดชเลนเจอร์)  เหล้าหวานของสวิซเซอร์แลนด์ ผลิตจากอบเชย (Cinnamon) ที่แช่ด้วยทองคำบางๆ  23 กะรัตทอง (คงประมาณทอง 95% เกือบจะบริสุทธิ์)

             

Gorny Dubnya ผลิตจากขิง , ใบกานพลู (Cloves) และผสมเหล้าวอดก้า

Grand Marnier (Grand Marnier Cordon Rouge : กรองต์ มานิเย่ หรือ แกรน มาร์เนีย หรือ แกรนด์ มาเนียร์ กอร์ดอน รูท) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าคอนยัคผสมกับผิวส้ม , สมุนไพรต่างๆ และน้ำเชื่อม คิดค้นโดย หลุยส์ อแล็กซองดร์ มาเนียร์ ลาปอสตอลล์ (Louis Alexandre Marnier Lapostolle) ตั้งแต่ปี ค.. 1827-1880 ที่เมือง Neauphle le Chateau ใกล้นครปารีส ของฝรั่งเศส โดยใช้ส้มจากหมู่เกาะอินดิสตะวันตก ในฝรั่งเศส ซึ่งส้มในสมัยถือว่าเป็นผลไม้ที่แปลก และหายาก ทำให้เหล้าแกรนด์ มาเนียร์ เป็นเหล้าหวานที่มีรสอันละเมียดละไม นุ่มนวลกลมกล่อม เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปที่ได้ลิ้มลองรส นับตั้งแต่เจ้าชายแห่งเวลส์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ไปจนถึง เซวาร์ริตซ์ และพ่อครัว แอสกอฟิเย อีกทั้งหลุยส์-อแล็กซองดร์ ยังได้ออกแบบขวดที่ใช้บรรจุเหล้าชนิดนี้ด้วยตนเอง โดยติดริบบิ้นสีแดงเหลือบ (Cordon Rouge) อย่างพิถีพิถันพร้อมตราประทับไว้บนขวดเหล้าอันแสนหรู กรรมวิธีการผลิตเหล้าเริ่มขึ้นที่ บูร์ก-ชารองต์ ในแคว้นคอนยัค เป็นสถานที่ ที่ใช้เก็บหมักบ่มเหล้าคอนยัคไว้อย่างน้อย 3 ปี โดยจะเลือกสรรแหล่งที่ผลิตเหล้าคอนยัคจากพื้นที่ 5 แหล่งในแคว้นคอนยัค ได้แก่ เขตกร็องและเปอติต , เขตชองปาญ , เขตบอร์เดอรี , เขตแฟ็งบัว และเขตบงบัว จากนั้นจะนำเหล้าคอนยัคไปเก็บหมักบ่มไว้ในห้องใต้ดินที่ปราสาทบูรก์ เมื่อหมักบ่มจนได้ที่แล้วจึงส่งไปที่ โนฟล์-เลอ-ชาโต ที่เป็นสถานที่ ที่ใช้ผสมเหล้าคอนยัคกับน้ำมันจากผิวส้มที่ได้จากการหมักผิวส้มป่าสายพันธุ์ ซิตรัส ไบการาเดีย (เป็นส้มที่เก็บด้วยมือ และตากแห้งด้วยแสงแดดตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน) และน้ำเชื่อมตามสูตรแบบฉบับดั้งเดิม ต่อจากนั้นนำไปผสมกับแอลกอฮอล์ก่อนที่จะผ่านกระบวนการกลั่น เพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอมละมุนให้มากขึ้น และจึงนำไปหมักบ่มต่ออย่างช้าๆ ในถังไม้โอ๊ก เป็นเวลานานถึง 6 เดือน จนได้เหล้าที่มีรสกลมกล่อมนุ่มละมุน กลิ่นหอมหวล แล้วจึงส่งไปบรรจุขวดที่โรงงานที่เมืองไกยง ในแคว้นนอร์มองดี เหล้าหวานคอนยัคชนิดนี้ จะหอมกลิ่นน้ำมันจากผิวส้มด้วย สีเหล้าเป็นสีเหลืองทอง มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 40% นิยมดื่มหลังทานอาหารเย็น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปัจจุบันเหล้าแกรนด์ มาเนียร์ จัดเป็นเหล้าหวานที่ฝรั่งเศสส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกมากที่สุดด้วย เหล้าแกนด์ มาเนียร์มีหลายรุ่น เช่น Grand Marnier Cuvee Du Centenaire (ปี ค.. 1827-1927 ใช้เหล้าคอนยัคที่มีอายุหมักบ่ม 25 ปีผสม แบบ Fine Cognac จากเขต Grande Champagne และ Petite Champagne และเหล้ารุ่นนี้ได้รับรางวัลการจัดอันดับรสชาดยอดเยี่ยมจาก International Wine & Spirit Competition in Lodon ในปี ค.. 1983) , Grand Marnier Cuvee Du Cent-Cinquantenaire (150th Anniversary Bottle ปี ค.. 1827-1977 ใช้เหล้าคอนยัคที่มีอายุหมักบ่ม 50 ปีผสม แบบ Oldest & Finest Cognac จากเขต Grande Champagne) , Grand Marnier Cuvee Louis-Alexandre Marnier-Lapostelle (ฉลากสีน้ำเงิน)
 
                                 
      
Grapefruit Liqueur (เกรฟฟรุ๊ต ลิเคียร์) ผลิตจากผลเกรฟฟรุ๊ต (Grapefruit)

Homemade Liqueur (โฮมเมด ลิเคียร์) คล้ายๆ กับผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของชุมชน ผลิตจากผลแอปริคอท , ลูกพีช , ลูกพลัม , ลูกสโลเบอรี่ , ผลแบล็คเบอรี่ 

Hpnotiq เป็นเหล้าหวานจากฝรั่งเศส ที่ผลิตจากเหล้าวอดก้าที่กลั่น 3 ครั้ง ผสมกับเหล้าบรั่นดี และผลไม้

          

Irish Mist (ไอริส มิสต์) เป็นเหล้าหวานที่ผสมเหล้าไอริช วิสกี้ ในช่วงปี ค.ศ. 1829 เริ่มผลิตเหล้าตัวนี้โดยคนในตระกูล Williams ที่โรงกลั่น Tullamore ในเมือง Offaly ไอซ์แลนด์ โดยที่ Desmond E.Williams พัฒนาสูตรเหล้าได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1940 และออกจำหน่ายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1947 กลั่นมาจากเหล้าไอริช วิสกี้ ผสมน้ำผึ้ง , สมุนไพร และส้ม  และในปี ค.ศ. 1985 Cantrell & Cochrane Group ได้ซื้อโรงกลั่นต่อจากคนในตระกูล  Williams เหล้าไอริช มิสต์ จะคล้ายกับเหล้า Drambuie และ Glayva มีสีทองอำพัน หอมกลิ่นคาราเมล รสหวาน  มีดีกรีประมาณ 35-40%  นิยมดื่มผสมน้ำแครนเบอรี่

                          

Jagermeister (จาเกอร์มินิสเตอร์) เป็นเหล้าหวานจากเยอรมัน ผลิตจากสมุนไพรเครื่องเทศ และผลไม้ต่างๆ ถึง 56 ชนิด สีดำชาเข้ม ผลิตตั้งแต่ปี ค.. 1895 ดีกรีประมาณ 35% จัดเป็นเหล้า German Liqueur ส่วนคำว่า Jagermeister ในภาษาเยอรมัน แปลว่า นักล่าตัวฉกาจ (Hunt Master)

        

Kahlua (คาลัวร์)  เหล้าหวานรสกาแฟ ผสมสมุนไพร และวานิลา สีดำเข้มข้น หอมหวานกลิ่นกาแฟ ดีกรี ประมาณ 26.5% ผลิตจากเหล้าสปิริตผสมกับเมล็ดกาแฟ จากเม็กซิโก จัดเป็นเหล้า Licor De Cafe' ส่วนใหญ่นิยมดื่มเพียวๆ หรือผสมกับกาแฟ ทำเป็นค็อกเทลสูตรกาแฟ โดยเฉพาะสูตร Irish Coffee หรือสูตร B52  ปัจจุบันมีอีกรส คือ Kahlua mocha
              

Kitron (คริสตรอน) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมมะนาว

Komora (โคโมร่า) เป็นเหล้าที่ได้กรรมวิธีการปรุงตามแบบต้นตำรับการปรุงยาของชนเผ่ามายา ส่วนผสมผลิตจาก กาแฟ ,  ช็อกโกแลต , เครื่องเทศ ดีกรีประมาณ 26.50% เป็นเหล้าหวานของเม็กซิโก Maxican Liqueur รสหวาน หอมกลิ่นช็อกโกแลต ใช้ปรุงทำขนม อาหารว่างอร่อยมาก

      

Kummel (คุมเมล) เป็นเหล้าหวานที่นำเหล้าบรั่นดีที่กลั่นได้สกัดมาผสมกับสมุนไพรพวกยี่เหร่า (Fennel) , เมล็ดยี่เหร่า (Caraway Seeds) , Orris , ลูกพลั่ม และลูกพรุน เติมความหวาน รสนุ่มออกหวานนิดหน่อย หอมกลิ่นดอกคาร์ราเวย์ สีขาวใสคล้ายสีเหล้าวอสก้า  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จัดให้เป็นเหล้าหวานตัวแรกของโลกที่ใช้วิธีการกลั่นสกัดจากสมุนไพร และเป็นเหล้าหวานชนิดแรกที่ผลิตในโรงงาน Bols ที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ของนาย Erven  Lucas Bols (เอเวน ลูกัส โบลว์) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1575 หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาการผลิตเหล้าหวานต่อมาเรื่อยๆ โดยผสมกับเครื่องเทศสมุนไพรบ้าง หรือพืชและผลไม้ต่างๆ บ้าง จนทำให้ได้เหล้าหวานที่มีรสหลากหลายมากมาย หลายสี หลายกลิ่น และดื่มง่ายมายิ่งขึ้น จนเป็นที่นิยมดื่มกันไปทั่วโลก และมีดีกรีประมาณ 35–82% ผลิตในยุโรปทางตอนเหนือในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมัน เบลเยี่ยม ฮอล์แลนด์ โปรแลนด์ เดนมาร์ก และอังกฤษ เช่น ยี่ห้อ Wolfschmidt Kummel (ดีกรี 39% ผลิตตั้งแต่ปี ค.. 1847 ของเยอรมัน) , Mentzendorff Kummel (ดีกรี 39% ผลิตตั้งแต่ปี ค.. 1823 ของเยอรมัน ที่ลิวอล์เนีย เดิมใช้ชื่อว่า Allasch Kummel ต่อมาวางจำหน่ายที่เมืองท่าบอร์ติก ในริก้า จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Mentzendorff Kummel แทน และส่งไปขายทั่วยุโรป)
                             
Licor 43 (ลิคอร์ต 43) เป็นเหล้าหวานของสเปน กลั่นจาก ส้ม , วานิลา , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า รสหวาน น้ำสีเหลืองใส ดีกรีประมาณ 31%
                   
Limoncello (เลมอนเซลโล) เป็นเหล้าหวานที่มีกลิ่นเลมอน เป็นที่นิยมมากในอิตาลี
                   
Lochan Ora (โลซาน ออร่า) เป็นเหล้าหวานที่ใช้เหล้าวิสกี้ยี่ห้อชีวาส รีกัส 100% ที่เก็บหมักบ่มไว้นานหลายปี มาผสมกับน้ำผึ้ง สมุนไพร มีดีกรีประมาณ 35% ผลิตโดยกลุ่มบริษัทเพอร์นอด ริการ์ด (Pernod Ricard) มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดินใต้พิภพ สีเหลืองทอง คำว่า Lochan Ora เป็นภาษาแกลิก แปลว่า ทะเลสาบสีทอง (Golden Loch) ผลิตในสก็อตแลนด์ ที่เมืองอเบอร์ดีน (Aberdeen)  นิยมดื่มเพียวๆ หรือผสมค็อกเทลก็ได้
         
Maraschino (มาราชิโน่) เหล้าหวานเชอรี่ สีแดงเข้ม ผลิตจากเชอรี่พันธุ์ Marasca และแต่งกลิ่นอัลมอนด์
                         
Marlibu (มาลิบูล) กลั่นจากเหล้ารัม (Rum) ผสมกับมะพร้าว หอมกลิ่นมะพร้าวอ่อน รสหวาน มีสีขาวใสขุ่นนิดๆ  ดีกรีประมาณ 21-30% ผลิตในบาร์บาดอส ตั้งแต่ปี ค.. 1893 จัดเป็นเหล้า Caribbean Spirit
               
Melon Liqueur (เมลอน ลิเคียร์) เหล้าหวานสีเขียวใส รสแตงเมลอน รสหวานหอม ดีกรีประมาณ 24%
 
Midori (มิโดริ) เป็นเหล้าเมลอน รสหวาน สีเขียวมรกต กลิ่นแตงเมลอน ดีกรีประมาณ 23% ผลิตจากเหล้าสปิริตผสมกับ Fresh Honeydew Melon ผลิตที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978  เวลาดื่มนำไปแช่เย็นก่อนจะยิ่งเพิ่มรสชาดที่อร่อยมากขึ้น
          
Mirabelle Liqueur (มิราเบลเล่ ลิเคียร์) กลั่นจากพลัม มักเรียกว่า Plum Liqueur (Eau de vie de mirabelle) ของฝรั่งเศส สีขาวใส
                           

Nassau Royal (นาสเซา รอยัล) ผลิตจากเหล้ารัมผสมกับวานิลา สีเหลืองทอง

         

Noisette (นอยซ์ เซเต้) ผลิตจากฮาเซล นัท  สีทองเข้ม ดีกรีประมาณ 30%

              

Parfait Amour (พาร์เฟ่ อามัวร์) ผลิตจากกลีบกุหลาบ ดอกไวโอเลต (Violet) วานิลา และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า (คล้ายกับเหล้า Curacao) สีม่วงใส รสหวานหอมออกกลิ่นซ่าๆ นิยมดื่มในฝรั่งเศส และฮอล์แลนด์

Passoa (เพาซัน) เหล้าหวานที่ผลิตในสเปน มีสีแดงใส รสชาติแรงเร้าร้อน ผลิตจากผลไม้ป่า พวก Red Berries (Passion-fruit) และ Citrus ดีกรีประมาณ 20%
 
Peach Liqueur (พีช ลิเคียร์) ผลิตจากลูกพีช ดีกรีประมาณ 24-26% สีออกเหลืองส้ม ปัจจุบันทำออกมาเป็นสีขาวด้วย บาทีก็เขียนที่ฉลากขวดว่า Peach Schnapps หอมกลิ่นลูกพีช รสหวาน
 
Pear Brandy (แพร์ บรั่นดี) เป็นเหล้า Eau-de-vie-de-poire เป็นเหล้าบรั่นดีที่กลั่นจากผลไม้อื่นๆ นอกจากองุ่น คิดค้นโดยนาย Poire William

Pina Colada (พิน่า โคลาดา) ผลิตจากมะพร้าว , สับปะรด ผสมเหล้ารัม เป็นเหล้าค็อกเทลผสมพร้อมดื่ม

Pisang Ambon (พิซองค์ อัมเบอร์) เป็นเหล้าหวานสีเขียวมรกต ผลิตจากผลไม้ป่า และสมุนไพรต่างๆ กลิ่นและรสคล้ายกล้วย รสหวาน มีดีกรีประมาณ 21% ผลิตที่เนเธอร์แลนด์ เดิมเป็นต้นตำรับของปรุงเหล้าแบบเหล้าหวานของอินโดนีเซีย คำว่า "Pisang" หมายถึง กล้วย ใน Bahasa ของอินโดนีเซีย และคำว่า "Ambon" เป็นชื่อของเกาะในอินโดนีเซีย 

Ponche Kuba (พอนเช่ คูบ่า) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นจากไข่แดงผสมครีมนม ,เหล้ารัม และบรั่นดี ดีกรีประมาณ 9% ผลิตที่หมู่เกาะในแถบแคริเบียนโดยชาวดัชช์

Rum Pleminz (รัม เพิมมิส) ผลิตจากใบสาระแหน่ (Mint Sping) รสเย็นซ่า 

Safari (ซาฟารี่) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นจาก แพรชั่น ฟรุ๊ต , มะม่วง , มะละกอ , มะนาว และเลมอน (ผลไม้เมืองร้อน) มีดีกรีประมาณ 20% มีขายมากในยุโรป ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเยอรมัน

Sambuca (ซัมบูลก้า) เป็นเหล้าหวานที่มีความหวานมากสุด (ปริมาตร 1 ลิตร จะมีน้ำตาลมากกว่า 350 กรัม) หวานพอๆ กับไวน์โซแตร์น (Sauternes Wine) ของฝรั่งเศส และไวน์พอร์ท (Port Wine) ของโปรตุเกส ทำให้จุดติดไฟได้ง่ายสุด มีดีกรีประมาณ 35-42% เดิมที เหล้าซัมบูก้า ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็น “เหล้ายา” ใช้รักษาโรค กลิ่นหอมเมล็ดผลไม้ โดยเฉพาะกลิ่นรสของเมล็ด อนีซ (Anise) คือ โป๊ยกั้ก ตามที่คนไทยรู้จัก  มีรสหวานปนขมนิดๆ ของรากไม้ สมุนไพรต่างๆ  ตามตำนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 900 ชาวอาหรับ หรือพวกมัวร์ (Mour) ได้เริ่มผลิตเหล้ากลั่น Spirits และต่อมาในช่วง ค.ศ. 1000 ชาวมัวร์ได้ย้ายถิ่นฐานไปตั้งหลักแหล่งในเกาะซิซิลี (Sicily) อยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ได้ผลิตเหล้ากลั่นกัน ในบางรายนำเหล้าไปกลั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วแต่งกลิ่นและรสด้วยเมล็ดอนีซ และเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ พร้อมเติมความหวานทำให้ดื่มกินได้ง่ายขึ้น เรียกว่า “เหล้ายาของมัวร์” หรือ “Zammu” ต่อมาภายหลังชาวอิตาเลียนในแคว้นอื่นๆ ได้ผลิตเหล้านี้ขึ้นมาบ้าง ชื่อเรียกจาก Zammu ก็กลายเป็นเรียกกันว่า "Sambuca" ปัจจุบันมี 2 สี คือสีขาวใส White Sambuca กลิ่นรสชะเอม และเมล็ดผักชี ผสมด้วยเหล้า Anise, Liqueurs, Sloe-berry และน้ำเชื่อม กลิ่นคล้ายลูกอมแฮ็ท หอมเย็นซ่า ผลิตที่อิตาลี และสหรัฐอเมริกา และสีดำ Black Sambuca รสและกลิ่นคล้ายกาแฟ หอมเย็นซ่า รสออกหวานนิดๆ

การดื่มเหล้าซัมบูก้านั้น ปกติจะใช้เติมในกาแฟแทนน้ำตาล หรือใส่เมล็ดกาแฟสดที่คั่วแล้วลงไปในแก้วช็อทเติมเหล้า แล้วจุดไฟ เผาสักพัก จากนั้นดับไฟ แล้วยกดื่มพร้อมเมล็ดกาแฟ จะได้กลิ่นหอมหวลน่าหลงไหล แต่บ้างก็ว่า คนอิตาลีก่อนดื้่มเหล้าตัวนี้ด้วยวิธีการแบบนี้ ช่วงที่ไฟยังติดอยู่ เขาจะอธิษฐานเพื่อเสี่ยงทายว่าสิ่งที่คิด หรือกำลังจะทำจะสำเร็จมั้ย โดยก่อนที่จะยกดื่ม จะมานับดูว่าเมล็ดหลังจากที่ดับไฟแล้ว ลอยขึ้นมาเป็นเลขคู่ หรือเลขคี่ ถ้านับได้เป็นเลขคี่ จะสำริดผล

Sambuca ของอิตาลี ยี่ห้อดังระดับ World Class ได้แก่

- ยี่ห้อ Ramazzotti เป็นยี่ห้อที่ดังมาก ขายดีที่สุด หอมกลิ่นเมล็ดอนีซที่ดีที่สุดจากแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และยังหอมกลิ่นสมุนไพร ที่หอมหวานจับใจ มีดีกรี 40%

- ยี่ห้อ Romana เป็นยี่ห้อที่ผลิตในกรุงโรม โดยตระกูล Pallini ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1875 โดยช่วงปี คศ.1970-1980 เหล้ายี่ห้อนี้โด่งดังมาก จนถึงทุกวันนี้เป็นยี่ห้อที่ขายดีอันดับหนึ่งของโลก มีดีกรี 42%

ยี่ห้อ Vaccari คิดค้นโดยนาย Arturo Vaccari (เค้าเป็นผู้คิดค้นเหล้า Galliano ด้วย) เมื่อมาผลิตเหล้าซัมบูก้า ยี่ห้อนี้ ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีดีกรี 42%

Schnapps (เชอแนท) เป็นหวานที่ผลิตจาก สตรอเบอรี่, เมลอน, แอปเปิ้ล, บัทเตอร์สก็อต, พีช, เปปเปอร์มิ้นท์, รูทเบียร์ และราสเบอรี่ เป็นต้น ออกรสหวานน้อย น้ำหนักเหล้ามักเบากว่าเหล้าหวานตัวอื่น ดีกรีไม่สูงมาก น้ำจะขาวใส รสไม่เข้มข้นเบาบาง ดื่มง่าย กลิ่นหอมมาก นิยมดื่มในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก

Sir Waits (เซอ วอส) เป็นหวานที่ผลิตจากสมุนไพร และเครื่องเทศผสมเหล้าสปิริต มีดีกรี ประมาณ 65% ของอังกฤษ ในลอนดอน

       

Slivovite  (ซินโววิค)  เป็นเหล้าที่มีสีขาวใส กลั่นมาจากลูกพลัม โดยหมักและกลั่นถึง 2 ครั้งแล้วหมักบ่มในถังไม้นาน 3-5 ปี จนได้รสชาดที่นุ่มนวล กลิ่นหอมหวล ในยูโกสลาเวีย ถือว่าเป็นต้นฉบับของเหล้าชนิดนี้ แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ผลิตด้วย เช่น บัลแกเรีย ,  ฮังการี ,  เยอรมัน

Sloe Gin (สโล จิน) ผลิตจากลูก Sloeberry ผสมด้วยเหล้าจิน สีออกแดงดำ รสหวาน หอมกลิ่นเหล้าจิน มีดีกรีประมาณ 15-26% ของอังกฤษ เป็นเหล้าที่นิยมดื่มก่อนออกล่าสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอก จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติของอังกฤษ

                

Southern Comfort (เซาว์เทิร์น คอมฟอร์ท)   กลั่นมาจากเหล้าเบอร์เบิ้นวิสกี้ (Bourbon Liqueur) ผสมกับลูกพีช , ส้มจีน (tangerine) , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า , น้ำผึ้ง , วานิลา , อบเชย และสมุนไพร รสนุ่มนวล หวานบาดคอนิดๆ หอมกลิ่นพีช และกลิ่นส้ม สีเหลืองชา มีดีกรี ประมาณ 40% ผลิตที่สหรัฐอเมริกา คิดค้นโดย นาย M.W. Heron ตั้งแต่ปี .. 1860-1874 ที่บาร์เหล้าของเค้าเอง ชื่อ Hang Out บนถนน Le Rue Bourbon (Bourbon Street) เมืองนิวออร์ลีน รัฐหลุยเซียน่า ต่อมาไม่กี่ปีเขาก็นั่งเรือกลไฟล่องแม่น้ำมิสซิซิปปี้ขึ้นไปทางเหนือ ไปถึงเมือง Memphis รัฐเทนเนสซี่ เขาได้เปิดบาร์เรือนไม้สองชั้น อยู่ริมแม่น้ำ ณ ที่นี่ ด้วย และในปี ค.. 1889 เขาก็ผลิตเหล้าออกวางจำหน่าย ในปี ค.. 1904 ออกแบบสัญลักษณ์ฉลากบนขวดเหล้าที่ใช้มาถึงปัจจุบันเป็นรูปเรือนไม้สองชั้น อยู่ริมแม่น้ำมิสซิซิปปี้ ในรัฐเทนเนสซี่ ในปี ค.. 1910 ที่รัฐมิสซูรี่ เหล้าชนิดนี้ก็เป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มกันมากไปทั่วอเมริกา เขาถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1920 และในปี ค.. 1943 นาย Francis Fowlor ได้ซื้อลิขสิทธิ์ และสูตรต้นตำรับการผลิตเหล้าของคนในตระกูลเฮรัน ผลิตขายได้อยู่ 45 ปี เหล้าชนิดนี้ก็มีชื่อเสียงดังก้องโลก ต่อมาในปี ค.. 1979 ก็เปลี่ยนมือผู้ผลิตอีกครั้ง ลิขสิทธิ์การผลิตก็ตกไปอยู่กับบริษัท Brown-Forman Corporation ในรัฐเคนตัคกี้ ที่ผลิตเหล้าแจ็คแดนเนียส (Jack Daniel’s) ของนาย Brown Forman นักผลิตเหล้ามืออาชีพ ทำให้เหล้าชนิดนี้จัดเป็นเหล้า Bourbon Liqueur ที่มีรสยอดเยี่ยม จนได้ฉายาว่า The Grand Old Drink of The South (ยอดสุราสุดเก๋า รสยอดเยี่ยมแห่งแดนใต้) จนติดอันดับในทำเนียบ Classic Spirits of The World ที่จัดอันดับโดย Mr.Gordon Brown (นักชิมเหล้า และนักเขียนหนังสือค็อกเทลชื่อดังก้องโลก) ผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นเหล้าหวานที่มียอดขายดีมาก ในแต่ละปีขายได้มากกว่า 2 ล้านหีบ และยังขายดีเป็นอันดับสี่ของโลกด้วย
            
Sourz (ซัวร์ส) เป็นเหล้าหวานที่ มีดีกรีประมาณ 15% ของอังกฤษ มีหลายรส  เช่น Sourz Pineapple รสสับปะรด สีเหลือง , Sourz Blackcurrant รสแบล็คเคอเร้นท์ สีม่วง , Sourz Apple รสแอปเปิล สีเขียว , Sourz Cherry รสเชอรี่ สีแดง , Sourz Tropical รสผลไม้เมืองพวกมะม่วง มะละกอ สีฟ้า 
           

Stag's Breath (สแตค เบรท) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสก็อตวิสกี้ผสมกับน้ำผึ้ง รสหวาน หอมกลิ่นน้ำผึ้ง สีเหล้าเป็นสีชาเข้ม มีดีกรีประมาณ 19.80% ผลิตในสก็อตแลนด์

        

Strega (Liquore Strega : สทรีก่า)  กลั่นมาจากสมุนไพรเครื่องเทศ และเปลือกไม้กว่า 70 ชนิด เช่น ใบสาระแหน่ อบเชย โปยกั๊ก พริกไทย ไม้หอม และส่วนผสมหลัก คือ ชะเอม (Licorice) รสหวานนุ่ม หอมกลิ่นสมุนไพร สีเหล้าเป็นสีเหลืองสว่างสดใส มีดีกรีประมาณ 40% คิดค้นโดยนาย Giuseppe Alberti ตั้งแต่ปี ค.. 1860 ผลิตที่เมือง Benevento อยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี นิยมใช้ทำค็อกเทล ผสมในสมูตี้ส์ กาแฟ ขนมเค้ก และยังใช้ผสมในสูตรทำไอศกรีมด้วย เหล้าตัวนี้ยังเกี่ยวข้องกับตำนานความรัก มีการกล่าวว่า "คู่รักคู่ใดที่ได้ดื่มเหล้า Strega นี้ ในวันแต่งงาน จะไม่มีวันแยกจากกัน"

         

Tea Liqueur (ที ลิเคียร์) ผลิตจากเหล้าบรั่นดีผสมใบชา สีออกเหลืองชา หอมกลิ่นใบชา รสหวาน มีดีกรีประมาณ 27.50%

Tennessee Belle (เทนเนสซี เบลล์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับส้ม สีเหล้าเป็นสีชาเข้ม มีดีกรีประมาณ 40% ผลิตในเบลเยี่ยม

Tia Maria (เทีย มาเรีย) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้ารัมดำของจาไมก้าที่มีอายุการเก็บหมักบ่มอย่างน้อย 5 ปี ผสมกับเมล็ดกาแฟพันธุ์บูลเมาน์เทน และเครื่องเทศ รสหวานปนขมเล็กน้อย หอมกลิ่นกาแฟ สีน้ำตาลเข้มออกดำ มีดีกรีประมาณ 31.50% ตั้งแต่ปี ค.. 1600 คล้ายกับเหล้า Kahlua แต่มีราคาแพงกว่า และรสชาดก็นุ่มนวล กลิ่นหอมกว่า
 
      
Tiffin (ทินฟิล) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากชาดาร์จิลิ่ง รสหวานขม หอมกลิ่นใบชา ผลิตในเยอรมัน จัดเป็นเหล้า German Liqueur     
 
Toffee Liqueur (ทอฟฟี่ ลิเคียร์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าวอดก้าผสมกับคาราเมล และครีมนม รสหวาน กลิ่นหอม มีดีกรีประมาณ 17% มีผลิตในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในอังกฤษ จัดเป็นเหล้า Cream Liqueurs ด้วย เช่น ยี่ห้อ Dooleys เป็นเหล้าวอดก้าผสมท็อฟฟี่ และคาราเมล , Slingshot (ชื่อเหล้า Toffee Twist ดีกรีประมาณ 25% ของอังกฤษ)
 
Toussaint (ทัวส์เซนต์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับเมล็ดกาแฟดำ รสหวานหอม มีดีกรีประมาณ 26.50% ชื่อเหล้าเป็นชื่อของนาย Toussaint L'Ouverture ผลิตในไฮติ ส่วนใหญ่นิยมดื่มหลังทานอาหาร
 
Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค) กลั่นจากเหล้าสปิริตผสมกับผิวเปลือกส้ม น้ำมันจากผิวส้ม ผิวมะนาว สีขาวใส รสหอมหวานปนซ่านิดๆ หอมกลิ่นส้มเปรี้ยว มีดีกรีประมาณ 30–40% กลั่นถึง 3 ครั้ง บางทีก็เรียกว่า Clear Curacao  สามารถใช้แทนเหล้า Cointreau ได้ แต่เหล้าตัวนี้จะราคาสูงกว่ามาก

Tuaca (2-wa-ka อ่านว่า ทู-วา-ก้า) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับช็อกโกแลต , คาราเมล , วานิลา และส้ม หมักบ่มในถังไม้โอ๊ก   รสหวาน กลิ่นผลไม้ และวานิลา สีทองอำพัน มีดีกรีประมาณ 35% คิดค้นโดยคนในตระกูล Livorno (Lovenzo de Medici) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในอิตาลี จัดเป็นเหล้า Italian Liqueur

Unicum (ยูนิคัม) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากสมุนไพรเครื่องเทศกว่า 40 ชนิด ผลิตมาแล้วนานกว่า 200 ปี ตั้งแต่ ปี ค.. 1790 คิดค้นโดยนาย Zwack Ancestor เป็นนักฟิสิกส์ชาวฮังการี่ สีดำเข้ม รสหวานปนขม กลิ่นหอม เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กนานถึง 6 เดือน จนได้กลิ่นที่หอมละมุน มีดีกรีประมาณ 40% จัดเป็นเหล้า Bitter Liqueur นิยมดื่มก่อนทานอาหาร

                  

Vandermint (แวนเดอร์มิ้นท์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากใบสาระแหน่ผสมกับช็อกโกแลต ผลิตในฮอล์แลนด์ จัดเป็นเหล้า Dutch liqueur

Van Der Hum (แวน เดอร์ แฮม) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีที่เก็บหมักบ่มไว้นาน 5 ปี และไวน์ที่ได้จากการกลั่นผสมกับผิวส้ม Naartjie , ผิวส้มแทงเจอร์ริน , เครื่องเทศสมุนไพร และน้ำตาลอ้อย รสหวานหอมนุ่มนวล หอมกลิ่นลูกจันทน์และเครื่องเทศ สีเหล้าเป็นสีเหลืองทองอำพัน มีดีกรีประมาณ 25% ผลิตที่แหลมไวน์แลนด์ ในแอฟริกาใต้ เช่น ยี่ห้อ KWV ส่วนชื่อเหล้า Van Der Hum หมายถึง From Mr. H’ m

         

Velvet Falernum (เวลเว็ด เฟลมัม) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าสปิริตผสมกับสมุนไพร , กานพลู , ถั่วอัลมอนด์ และน้ำตาลอ้อย สีเหล้าเป็นสีขาวใส มีดีกรีประมาณ 11% คิดค้นโดยนาย John D. Taylor ตั้งแต่ปี ค.. 1890 ที่เมือง Bridgetown ในบาร์บาดอส

Wild Turkey Liqueur (วิล ตั๊กกี้ ลิเคียร์) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าเบอร์เบิ้นวิสกี้ผสมกับวานิลา , ถั่วอัลมอนด์ และน้ำผึ้ง รสหวาน หอมกลิ่นน้ำผึ้ง สีเหล้าเป็นสีดำแดง มีดีกรีประมาณ 30% ผลิตในสหรัฐอเมริกา

Xanath (ซานาท) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าเตกีล่าผสมกับช็อกโกแลต และวานิลา มีดีกรีประมาณ 19% ผลิตในเม็กซิโก

Xante (ซาทเต้) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าคอนยัคผสมกับลูกพีช รสหวานนุ่ม สีเหล้าเป็นสีชา มีดีกรีประมาณ 38% คิดค้นโดยนาย Richard Heinrich ผลิตในสวีเดน

Xuxu (ซัวซัว) เป็นเหล้าหวานที่กลั่นมาจากเหล้าวอสก้าผสมกับสตรอเบอรี่ รสหวานหอม สีเหล้าเป็นสีแดงชมพู มีดีกรีประมาณ 10% ผลิตในเยอรมัน

Yukon Jack (ยูกอน แจ๊ค) กลั่นมาจากแคนนาเดี้ยนวิสกี้ (Canadian Whisky) ผสมกับลูกพีช , ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซ่า , สมุนไพร และน้ำผึ้ง มีดีกรีประมาณ 40-50%

                     

Zen Green Tea Liqueur (เซ็น กรีน ที ลิเคียวร์)  เป็นเหล้าหวานที่ทำมาจากชาเขียว ยี่ห้อ Zen ของบริษัท Suntory ในญี่ปุ่น น้ำเหล้าสีเขียวออกเข้ม รสและกลิ่นชาเขียว มีดีกรีประมาณ 20 %

                 

 

  • Aperitif

เหล้าอเพอริทีฟ (Aperitif) หมายถึง เหล้าที่ดื่มเพื่อเจริญอาหาร คล้ายกับคำว่า Appetite ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน Apertitiuvum แปลว่า ทำให้เจริญอาหาร ในภาษาฝรั่งเศสอ่านออกเสียงว่า Aperitif : a-pear-i-teef (เอ-เพลีย-ริ-ทีฟ) ในภาษาอิตาลีอ่านออกเสียงว่า Aperitivo : a-pear-a-teevo (เอ-เพลีย-อะ-ทีโว) แปลว่า Opener (ผู้เปิดประเดิม) หรือ Aperio (เอ-เพอ-ริ-โอ้) แปลว่า To Open , To Lay Bare

เหล้าแอฟเพอริทีฟ ถือกำเนิดขึ้นมาในทวีปยุโรปตั้งแต่ในศตวรรษที่ 16 และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.. 1900 แรกเริ่มจะนำเอาเหล้าสปิริตมากลั่นผสมกับสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ทำเป็นเหล้ายา ที่มีรสขมเข้มข้น ต่อมาได้ลดความแรง และความเข้มข้นของเหล้าให้เจือจางลง โดยเปลี่ยนจากเหล้าสปิริตมาใช้เหล้าไวน์แทน จึงจัดเป็นไวน์ประเภท Fortified Wine (ฟอร์ติไฟน์ ไวน์) เป็นไวน์ที่มีดีกรีแอลกอฮอล์สูง  เนื่องจากเป็นไวน์ที่มีการเพิ่มดีกรีแอลกอฮอล์ให้สูงมากขึ้น และยังเป็นเหล้าที่นิยมดื่มก่อนทานอาหาร เพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย มีสรรพคุณคล้ายเหล้ายา ส่วนใหญ่มีรสขม และมีกลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรเครื่องเทศต่างๆ 

แต่จากประวัติดั้งเดิม ในช่วงปี ค.. 1786 เมื่อนาย Antonio Benedetto Carpano ได้คิดค้นเหล้าเวอร์มูธ (Vermouth) ขึ้นมาได้ เหล้าในตระกูลนี้จึงเริ่มเป็นที่นิยมดื่มกันมากในอิตาลี และแพร่หลายไปทั่วในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 ดื่มกันก่อนการทานอาหาร ช่วยเรียกน้ำย่อยในอาหารมื้อค่ำเป็นหลัก จากนั้นก็ขยายความนิยมไปถึงอเมริกาด้วย เป็นเหล้าที่นิยมดื่มกันก่อนทานอาหาร เพื่อเรียกน้ำย่อย เป็นเหล้าที่นำไวน์มาผสมกับเครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ มีรสชาดเข้มข้น ขม กลิ่นหอมฉุน  เหล้าในกลุ่มนี้จะนิยมดื่มกันมากในอิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส เยอรมัน 

เหล้ากลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ Vermouth , Bitter และ Anise

             

Vermouth (เวอร์มูธ) หรือเหล้ายาดอง ทำมาจากรากไม้รากยา (Wermut แปลว่า Worm-wood) สมุนไพรต่างๆ และเครื่องเทศ มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกันออกไป รสชาติของเหล้าเวอร์มูธจะคล้ายกับเหล้ายาบำรุงเลือดของคนไทย เหมือนเหล้ายาดองประมาณนั้น หรือบางทีเราอาจจะจัดอยู่ในกลุ่มไวน์เจริญอาหารก็ได้ เนื่องจากเหล้าชนิดนี้มักจะทำมาจากองุ่นถึง 75% คล้ายกับไวน์ และผ่านการปรุงแต่งรส กลิ่นด้วยพืชสมุนไพร เครื่องเทศต่างๆ เราอาจจะเรียกอีกอย่างว่า Aromatic Wine (อโรมาติก ไวน์) เป็นไวน์ที่มีกลิ่นหอมของสมุนไพร หรือเรียกว่า Aperitif Wine (แอฟเพอริทีฟ ไวน์) เป็นไวน์ที่นิยมดื่มก่อนทานอาหารเพื่อเจริญอาหาร

ซึ่งต้นกำเนิดของเหล้าเวอร์มูธ ผลิตครั้งแรกที่อิตาลี (Italy) ถูกคิดค้นโดยนาย Antonio Benedetto Carpano ตามมาด้วยประเทศฝรั่งเศส ต่างกันตรงที่ ของฝรั่งเศส จะเชี่ยวชาญในการผลิตเหล้าเวอร์มูธแบบรสฝาด (ดรายเวอร์มูธ) ที่เป็นสีใส (Dry หรือ White Vermouth) ส่วนของอิตาลีจะเด่นในการผลิตเหล้าเวอร์มูธแบบรสหวาน ที่เป็นสีแดง (Sweet หรือ Red Vermouth)

ในการผลิตเหล้าเวอร์มูธนั้นมีวิธีการผลิตที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยในยุคแรกๆ จะใช้ไวน์ขาวที่ใกล้หมดอายุมาผสมกับกับเหล้าสปิริต แล้วนำไปแช่กับสมุนไพร รากไม้รากยาต่างๆ เพื่อยับยั่งหรือหยุดการเน่าเสียของไวน์ มักเรียกวิธีการนี้ว่า การอ๊อฟไวน์ (Off Wine) แต่ในปัจจุบันจะเลือกสรร ไวน์ที่มีคุณภาพดีๆ มาผสมกับเหล้าสปิริตหรือเหล้าบรั่นดีที่ยังไม่ได้หมักบ่มในถังไม้โอ๊ก (White Brandy)  หรือใช้เหล้าองุ่นขาว ผลิตออกมาไม่มีรสชาติ แล้วมาปรุงแต่งรสอีกที ด้วยการแช่สมุนไพร รากไม้รากยา เติมความหวาน  และนำไปต้มจนเกิดฟองเล็กน้อย แล้วอาจจะแต่งเติมกลิ่น รส สุนไพรต่างๆ เพิ่มเติม ได้แก่ Cloves , อบเชย , ขิง , ยี่หร่า , เปลือกผลไม้รสเปรี้ยว , เม็ดผักชี , Sage , ใบบาซิล (Basil) , thyme , ดอกคาร์โมมาย , ควีนนิน , ผลจูนิเปอร์เบอรี่ และดอกฮอฟ (Hops) หรืออาจจะเติม Mugwort และ Wormwood พวกไม้หอม เพิ่มเข้าไป เพื่อเพิ่มรสขมปนฝาดนิดหน่อ

ปล.รู้จัก เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ผลิตเป็นเหล้า Vermouth

                         

   Cloves (กานพลู)        Cinamon (อบเชย)         Ginger (ขิง)        Star Anise (ยี่เหร่า) Citrus Peel (เปลือกผลไม้รสเปรี้ยว)   Coriander (เม็ดผักชี)

                                      

      Sage                  Basil (ใบบาซิล)              Thyme         Chamomile (ดอกคาร์โมมาย)    Quinine (ควีนนิน)     Juniper Berries (ผลจูนิเปอร์)

                 

            Hops                                  Wormwood                                    Mugwort

เหล้าเวอร์มูธ ได้แก่

Carpano Punt e Mes (คาปาโน เพิร์น เออ มิส) เป็นเหล้าเวอร์มูธของอิตาลี   กลั่นมาจากไวน์ ผสมกับสมุนไพร , ไม้หอม และน้ำเชื่อม รสขมเล็กน้อย สีแดงเข้ม มีดีกรีประมาณ 16% นิยมดื่มแบบเพรียวๆ หรือดื่มผสมกับช็อกโกแลต ผลิตที่เมืองตูริน ในอิตาลี จัดเป็นเหล้า Red Vermouth เช่น ยี่ห้อ Carpano

       

Cinzano (ซินซาโน่) เหมือนกับยี่ห้อมาร์ตินี่  เป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่เก่าแก่ผลิตมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1757 ของอิตาลี จัดเป็นเหล้าเวอร์มูธมีชื่อ เป็นที่รู้จักไปทั่วเช่นกัน ผลิตโดย สองพี่น้อง Giovanni Giacomo และ Carlo Stefano Cinzano ตัวแรกที่ออกมาคือ Cinzano Rosso โดยใช้สมุนไพรในท้องถิ่น และสมุนไพร เครื่องเทศ อื่นๆ อีก 35 ตัวรวมทั้ง marjoram , thyme และ Achillea  ในเวลาต่อมา เป็นที่นิยมดื่มกันมาก จนเรียกกันติดปากว่า Vermouth of Turin หมายถึงเหล้าเวอร์มูธที่ผลิตในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นก็มี  Cinzano Bianco โดยใช้สมุนไพรพวก Artemisia (wormwood) , อบเชย , cloves , ผลไม้รสเปรี้ยว และ gentian และตามมาด้วย Cinzano Extra dry  ในเวลาต่อมา ในปี  ค.ศ. 1890  ออกวางจำหน่ายหลายที่ เช่น อาเจนตินา , บราซิล , อเมริกา และที่อื่นๆ  ซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน เช่น

   

  • Cinzano Rosso สีแดงเข้ม กลิ่นสมุนไพร และกลิ่นส้ม ผลไม้รสเปรี้ยว  รสหวานอมขนนิดๆ ติดปลายลิ้น นิยมดื่มได้ทั้งแบบแช่เย็น หรือดื่มแบบ on the rock  หรือผสมน้ำแอปเปิ้ล

  • Cinzano Bianco สีขาวออกเหลืองนิดๆ รสฝาดปนหวาน มีกลิ่นเฝื่อนๆ คล้ายผิวมะนาว และเครื่องเทศ นิยมดื่มผสมกับเครื่องดื่ม Soft Drink เช่น โทนิก , โซดา หรือดื่มแบบ on the rock

  • Cinzano Extra Dry สีขาวใส  รสฝาด กลิ่นหอมฉุน น่าเย้ายวล  นิยมใช้ทำค็อกเทล หรือดื่มแบบแช่เย็น

  • Cinzano Rose สีชมพู หอมกลิ่นส้ม และสมุนไพรพวกอบเชย วานิลา และ Clove นิยมดื่มแบบแช่เย็น หรือผสมกับเครื่องดื่ม Soft Drink หรือผสมทำค็อกเทล

Dobonnet (ดูบอนเน่) เป็นเหล้าเวอร์มูธ สีออกแดง หอมฉุนกลิ่นสมุนไพร รสเข้มข้นออกหวานนิดๆ กลมกล่อม ร้อนแรง ผลิตที่ฝรั่งเศส มีดีกรีประมาณ 16% โดยใช้ไวน์มากลั่นให้ออกมาคล้ายเหล้าบรั่นดี  แล้วนำไปหมักบ่ม กับสมุนไพร พวกควีนนิน เริ่มผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1846 โดยนาย Joseph Dubonnet  นิยมดื่มผสมกับ  lemonade (พวกสไปร์ท หรือ เซเว่น -อัพ) หรือ lemon bitter หรือผสมทำค็อกเทล บางทีก็เรียกกันว่า Fortified Wine  มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ Rouge และ  Blanc  Rouge รสไม่หวาน เหล้าดูบอนเน่ ดื่มแล้วช่วยในการบำรุงเลือดลม เจริญอาหาร จะเหมาะกับผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือน เพราะดื่มแล้วจะช่วยบำรุงเลือดด้วย

 

Lillet (ลิเลด) เหล้าเวอร์มูธที่กลั่นมาจากไวน์ขาวหรือไวน์แดง ผสมกับผิวส้มผิวมะนาว , ใบสาระแหน่ และน้ำผึ้ง เก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กนาน 12 เดือน รสออกหวานขม มีดีกรีประมาณ 17% ผลิตในฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.. 1800 คำว่า Lillet อ่านว่า ลี-เล (Lee-Lay) เหล้าชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 รส คือ Blanco สีเหลืองอ่อนใส และ Rouge สีแดง

                        

Martini (มาร์ตินี่) เป็นเหล้าเวอร์มูธ กลั่นจากสมุนไพร ไม้หอม (Wormwood) รากยารากไม้ รสชาติออกข่ม หอมกลิ่นสมุนไพร มีดีกรีประมาณ 16-18% มี 3 รส คือ Extra Dry สีขาวเหลืองอ่อน รสฝาดมากไม่หวาน , Dry (Bianco) สีเหลืองเข้มถึงอ่อน รสชาติฝาด หวานบางเล็กน้อย , Sweet (Rosso) สีแดงออกชมพู รสชาติหวาน ส่วนใหญ่ผลิตที่อิตาลี

      

เมื่อนาย Antonio Benedetto Carpano , นาย Luigi Rossi  (ไวน์เมคเกอร์) และนาย Teofilo Sola ได้รวมกันเปิดบริษัท The Distilleria Nazionale di Spirito di Vino ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย จนเป็น  Martini , Sola & Cia. และ Martini & Rossi  ตั้งแต่ปี ค.ศ.  1879 จนถึงปัจจุบัน ต้องถือว่าเหล้าเวอร์มูธที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของอิตาลี (ของโลกด้วย) ก็คือ Martini ซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน เช่น

  • Martini Rosso - 1863  สีแดงเข้ม กลิ่นสมุนไพร รสหวาน อาจจะเรียกต่างกันไป เช่น Red vermouth , Sweet Vermouth หรือบ้างทีก็เรียกว่า Italian Vermouth คนอิตาลีนิยมดื่มพร้อมกับน้ำแข็ง หรือผสมกับน้ำเอปเปิ้ล มีสรรพคุณช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานเป็นปกติ  มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ  16% 

  • Martini Bianco - 1910  สีขาวปนเหลือง รสฝาดปนหวานนิดๆ นุ่มกว่า Extra Dry  และหอมกลิ่นเครื่องเทศ และมีกลิ่นวนิลาหอมติดจมูก คำว่า  Bianco เป็นภาษาอิตาลี่ แปลว่า ขาวใส ดังนั้นบางคนจึงเรียกว่า White Martini นิยมดื่มผสมกับเครื่องดื่ม Soft Drink เช่น น้ำโทนิก หรือ สไปร์ท หรือผสมทำค็อกเทลได้ มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 16 %

  • Martini Extra Dry - New Year's Day 1900.   สีขาวใส  รสฝาดมากกว่าหวาน กลิ่นหอม นิยมใช้ทำค็อกเทล และยังมี  Martini Dry ด้วย มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 18 %

  • Martini Rosato  หรือ  Martini Rose สีชมพูอมแดง ทำจากองุ่นแดงผสมองุ่นขาว รสหวานนิดๆ ดื่มง่ายเป็นที่ชื่นชอบของนักดื่ม นิยมดื่มผสมกับโซดา หรือผสมทำค็อกเทล เหล้าตัวนี้ในบ้านเราหายาก ยังไม่ได้นำเข้ามา 

  • Martini D’Oro - 1998  สีเหลืองทอง ผสมด้วยสมุนไพร และเหล้าเบอร์เบิร์น รสนุ่มละมุน หอมกลิ่นผลไม้ วานิลา ผลลูกจันทน์ เม็ดผักชี , saffron และน้ำผึ้ง  เมื่อปี ค.ศ. 1998 ผลิต และออกจำหน่ายครั้งแรกที่ประเทศเดนมาร์ก , เยอรมัน และสวิสเซอร์แลนด์ ในบ้านเรายังไม่มีขาย 

  • Martini Fiero  สีแดงส้ม กลิ่นของผลส้มหลากหลายสายพันธุ์จากทะเล เมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่ผสมผสานระหว่างไวน์ชั้นดี กับผลไม้รสเปรี้ยว (ส้ม) ในบ้านเรายังไม่มีขาย เป็นตัวใหม่ล่าสุด 2008

                           

Noilly prat (นอรี่ พาร์ท) เป็นเหล้าเวอร์มูธ จากฝรั่งเศส ส่วนใหญ่จะนิยมชนิด Dry Vermouth สีขาวใส รสฝาด กลิ่นหอม กลั่นมาจากไวน์ Picpoul และไวน์ Clairette ผสมกับสมุนไพรต่างๆ กว่า 20 ชนิด เช่น ผิวส้ม , ผงลูกจันทน์ , ผักชี , กานพลู , แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น โดยจะหมักบ่มผสมกับไวน์นาน 3 สัปดาห์ และเก็บไว้ในถังไม้โอ๊กขนาดใหญ่ 2000 ลิตร อีก 8 เดือน ผลิตครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสทางตอนใต้ ตั้งแต่ปี ค.. 1813 โดยนาย Joseph Noilly และต่อมาในปี ค.. 1855 ลูกชายของเค้า Louis Noilly ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจากชื่อ Claudius Prat มาเป็น Noilly Part ตามชื่อเหล้า เหล้าเวอร์มูธชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 รส คือ Very Dry Vermouth (เหล้าเวอร์มูธที่มีรสค่อนข้างจะฝาดมากเป็นพิเศษ) มีดีกรีประมาณ 15% สีขาวเหลือง และ Sweet Vermouth มีดีกรีประมาณ 16% สีแดง และก็มีผลิตในอิตาลีด้วย

                      

Pimm’s No.1 Cup (พิมส์ นัมเบอร์ วัน คัฟ)  กลั่นมาจากเหล้าจิน ผสมกับเครื่องเทศ สมุนไพร และผลไม้ รสออกหวาน หอมกลิ่นสมุนไพร และผลไม้ สีชาแก่ มีดีกรีประมาณ 25% จุดเริ่มต้นของเหล้า Pimm'm เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1820  คิดค้นโดยนาย James Pimm's ลูกชาวนาจากเมือง  Kent ที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษ ได้แยกตัวออกมาทำธุรกิจเปิดร้านชื่อ Oyster bar  หลังจากนั้นเขาได้ค้นคิดสูตรเหล้าขึ้น โดยนำแตงกวา และสมุนไพรต่างๆ มาแช่และหมักในเหล้าจิน (Gin)  ผสมกับน้ำโทนิก ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของคนที่ได้ลิ้มรส โดยในอังกฤษนิยมดื่มกันมาก หลังจากนั้นเขาจึงผลิตออกมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1823 ใช้ชื่อว่า "No. 1 Cup" Pimm's ต่อจากนั้นก็มีการพัฒนาสูตรการผลิตออกมาตามลำดับโดยใช้เหล้าสปิริตตัวอื่นๆ มาผลิตเพิ่ม จนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย นิยมดื่มผสมกับพวกเลมอนเนด (Lemonade) ได้แก่ สไปร์ท หรือ เซเว่น-อัพ หรือผสมทำค็อกเทลก็ได้ นอกจากนี้ยังมี Pimm’s No. อื่นๆ อีก สุรปได้ดังนี้

  • Pimm's No. 1 Cup กลั่นมาจากเหล้าจิน ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1823
  • Pimm's No. 2 Cup กลั่นมาจากเหล้าวิสกี้  ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1851 ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว.

  • Pimm's No. 3 Cup กลั่นมากจากเหล้าบรั่นดี ซึ่งบางทีก็เรียกว่า Pimm's Winter Cup เพราะมีจำหน่ายเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

  • Pimm's No. 4 Cup กลั่นมาจากเหล้ารัม ผลิตมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว.

  • Pimm's No. 5 Cup กลั่นมาจากเหล้าเบอร์เบิร์นวิสกี้ที่ทำมาจากข้าวไรน์ (Rye) ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1960 ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว.

  • Pimm's No. 6 Cup กลั่นมาจากเหล้าวอสก้า ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1960 ปัจจุบันยังมีผลิตอยู่บ้าง แต่หายากเพราะลดการผลิตลงเหลือน้อยมาก

                  

Bitter (บิตเตอร์) หรือเหล้ายาสมุนไพร รสขม บางชนิดก็มีรสขมอมหวานด้วย กลิ่นหอมฉุน ได้มมาจากการแช่สมุนไพร เครื่องเทศมากมายกว่าร้อยชนิด และผลไม้รสเปรี้ยว จึงมีสรรพคุณคล้ายเหล้ายา มากกว่าเหล้าชนิดอื่น นิยมดื่มได้ทั้งก่อนและหลังทานอาหาร แต่ปัจจุบันนิยมดื่มหลังทานอาหารกันมากขี้น เพราะช่วยย่อยอาหารได้ดีมากทีเดียว ชาวยุโรปนิยมดื่มเพื่อลดอาการของโรคกระเพาะ  มีดีกรีประมาณ 35-45% เหล้าบิตเตอร์มีหลายตัวด้วยกัน ได้แก่

ปล.รู้จัก เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ผลิตเป็นเหล้า Bitter 

Abbotts Aged Bitter (แอบบอส เอด บิตเตอร์)  เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากไวน์ผสมกับผิวส้ม ตั้งแต่ปี ค.. 1865 ผลิตที่เมืองบอลติมอร์ รัฐเมอร์รี่แลนด์

       

Amaro Bitter (อมาโร่ บิตเตอร์) เหล้าของอิตาลี เรียกว่า Italian Bitter รสขม สีดำน้ำตาล กลั่นมาจากเหล้าไวน์ผสมสมุนไพร พืชต่างๆ เปลือกไม้ และรากยา มีดีกรีประมาณ 30-40% สรรพคุณดื่มเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เช่น ยี่ห้อ Ramazotti มีดีกรีประมาณ 30%

                 

Amer Picon (อเมอร์ พิคอน) เป็นเหล้าบิตเตอร์ของฝรั่งเศส กลั่นมาจากส้ม , Gentian , รากไม้รากยา , ควีนนิน และสมุนไพรต่างๆ รสขมปนหวาน สีน้ำตาลออกดำ มีดีกรีประมาณ 21% คิดค้นโดย นาย Gaetan Picon ตั้งแต่ปี ค.. 1837 สรรพคุณดื่มเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เช่น ยี่ห้อ Torani Brand Amer ของบริษัทที่ผลิตกาแฟยี่ห้อโทรานี่ ในสหรัฐอเมริกา

                      

Angostura Bitter (แองกอตทูร่า บิตเตอร์) เป็นเหล้ายา Aromatic Bitter กลั่นจากสมุนไพร รากไม้รากยา เครื่องเทศต่างๆ กว่า 100 ชนิด เช่น เปลือกส้ม , รากไม้หอม (Angelica Roots) , กระวาน (Cardamom) , อบเชย , กานพลู , Galangan , Gentian Roots , ควีนนิน  มีดีกรีประมาณ 44.70% จากไตนิแดด (Trinidad and Tobagoโดย  House of Angostura คิดค้นโดยนายแพทย์ โยฮัน ซีเกิร์ต (Dr.Johann Siegert) ชาวเยอรมัน ศัลยแพทย์ประจำกองทัพปฎิวัติในไซมอน โบลิวาร์ ประเทศเวนเนซูเอล่า ทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1824 ถือเป็นเหล้าบิตเตอร์ตัวแรกของโลก ช่วงปี ค.. 1820-1824 ที่เมืองท่าแองกอสทูร่า ในเวนเนซูเอล่า เหล้าแองกอสทูร่าก็ถูกคิดค้นได้สำเร็จใช้เวลานานกว่า 4 ปีในการคิดค้นหาสูตร เดิมทีเหล้าชนิดนี้คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคไข้มาลาเลีย (Stomach Maladies) โดยนำสมุนไพรกว่าร้อยชนิดมาผสม และใช้ชื่อว่า เหล้ายาขมยี่ห้อ Dr.J.G.B. Seigert’s (Dr. Johann Gottlieb Benjamin Siegert) แต่ผู้คนมักจะนิยมเรียกติดปากกันว่า Angostura Bitter ตามสถานที่ที่ผลิต หลังจากนั้นจึงใช้ชื่อนี้เรื่อยมา ด้วยกลิ่นที่หอม รสขม เข้มข้นของเหล้าแองกอสทูร่า  คล้ายกฤษณากลั่น เวลาใช้ผสมค็อกเทลจะใช้เป็นหยดเท่านั้น  และเหล้าแองกอสทูร่ายังเป็นเหล้าสูตรเดียวก็ว่าได้ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ เนื่องจากสูตรผสมเหล้าตัวนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างดีเยี่ยม

           

Aperol (อเพียรโร) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากเหล้าองุ่น ผสมกับสมุนไพรต่างๆ เช่น ผิวส้ม , รากไม้ , Gentian และพืชที่คล้ายน้ำเต้า (Rhubarb) รสขมปนหวาน สีส้มออกแดง คล้ายกับเหล้าคัมพารีบิตเตอร์ นิยมดื่มก่อนทานอาหาร มีดีกรีประมาณ 11% ผลิตในปี ค.. 1919 ที่เมือง Padova ในอิตาลี

          

Boonekamp จัดเป็น Aromatic Bitter  มีดีกรีประมาณ 40% กลั่นจากเม็ดผักชี , ยี่เหร่า , ชะเอม , กานพลูขม , Poplarbuds , Valerian Root และ Wormwood

      

Branca Menta (บรางก้า เม้นท์ต้า) เป็นเหล้าบิตเตอร์ กลั่นจากใบสาระแหน่ (Peppermint) รสขมเย็นซ่า มีดีกรีประมาณ 38-40% ผลิตในอิตาลี

                    

Calisay Herbal Bitter (Cinchona) เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากสมุนไพรต่างๆ ผลิตในประเทศสเปน มีดีกรประมาณ 33% มีหลายยี่ห้อ เช่น ยี่ห้อ Certosa เหล้าบิตเตอร์สมุนไพร ของอิตาลี , Centerbe (Mentuccia) เหล้าบิตเตอร์สมุนไพรผสมเปปเปอร์มิ้นท์ มีดีกรีประมาณ 30-42% ของอิตาลี , Mille Fiori เหล้าบิตเตอร์สมุนไพร มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ประมาณ 45% ของอิตาลี

                       ภาพจาก  www.cocktaildb.com

Campari Bitter (คัมพารี่ บิตเตอร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ กลั่นจากการผสมเหล้าบรั่นดี กับสมุนไพร รากไม้ เปลือกควีนนิน ขิง  ผิวส้ม กลิ่นผิวส้ม รสชาติหอมกลิ่นส้ม ขมฉุน สีส้มออกแดงทับทิม ผลิตโดยนาย Caspare Davide Campari เป็นพ่อครัว และนักปรุงเหล้า (Drink maker) ที่บาร์แห่งหนึ่งชื่อ Bass Bar ในนครมิลาน ของอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 ตอนนั้นเขามีอายุแค่เพียง 14 ปี ได้ค้นคิดสูตรเหล้านี้ขึ้นมาเพื่อใช้ปรุงในอาหารจานเด็ดของเขา โดยการนำเอาสมุนไพรกว่า 60 ชนิด มาปรุงกับแอลกอฮอล์ คล้ายกับการนำไวน์มากลั่นในแบบที่เรียกว่า "Maceration"  เป็นเหล้าที่ดื่มเพื่อช่วยชูกำลัง ดีกรีร้อนแรง และยังมีความเชื่อว่า  สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย และยังเป็นเหล้าบิตเตอร์ที่นิยมดื่มกันแพร่หลายทั่วโลก  เริ่มต้นจากเมือง Novara ในอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860-1867   นิยมดื่มกับโซดา เรียกว่า  Campari Soda หรือน้ำส้ม เรียกว่า Campari Orange หรือยังสูตรเก่าดั่งเดิมที่โด่งดัง ผสมกับเหล้ารัม เรียกว่า Campari Rum ที่นายเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ (นักเขียนรางวัลโนเบิล) ติดใจมิเสื่อมคลาย เป็นเหล้าที่นิยมดื่มกันมากในยุโรป และอเมริกา ส่วนในบ้านเราก็ดื่มกันบ้าง แต่ไม่นิยมมากเท่าไร

                 

Cynar (ไซนาส หรือซีนาส) เป็นเหล้าบิตเตอร์ของประเทศอิตาลี กลั่นมาจากเหล้ารัม ผสมกับพืArtichoke เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป มักนำมาปรุงอาหาร ในสไตส์เมดิเตอร์เรเนี่ยน ส่วนบ้านเรารู้จักกันในนาม "บัวหิมะ" และสมุนไพรรวม 13 ชนิด รสขม สีเหล้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีดีกรีประมาณ 16.50% คิดค้นโดยนาย Ernesto Calindri ตั้งแต่ปี ค.. 1960 นิยมดื่มหลังทานอาหาร ผลิตในอิตาลี และสวิสเซอร์แลนด์ ชื่อเหล้ามาจากภาษาละติน จากคำว่า Cynarum นิยมดื่มผสมกับ โซดา , โค้ก หรือน้ำโทนิค

       Artichoke  หรือ บัวหิมะ

Fee Brother (ฟี บรอสเธอร์) เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากสมุนไพรต่างๆ ผสมใบสาระแหน่ จัดเป็นเหล้า Mint Bitter หอมกลิ่นมิ้นท์ มีดีกรีประมาณ 35.80% ผลิตในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.. 1864 นอกจากนี้ยังมั รสชาดอื่นด้วย เช่น Old Fashioned Aromatic (ดีกรี 17.50%) , Orange (ดีกรี 9%) Mint (ดีกรี 35.80%) และ Peach (ดีกรี 1.70%)

              

Fernet Branca (เฟอร์เน็ท บางก้า) รสขม กลิ่นหอมซ่าขึ้นจมูก  สีเหลืองเข้มเพราะแต่งสีด้วยคาราเมล กลั่นจากสมุนไพรกว่า 40 ชนิด เช่น myrrh , rhubarb,  คาโมมายด์ , cardamom , aloe , และ  saffron มีดีกรีประมาณ 42% ครั้งแรกผลิตที่เมืองมิลาน ในประเทศอิตาลี มักเรียกกันว่า "Amaro" มีความหมายว่า รสขม   ค้นคิดโดยนาง Maria Scala เมื่อปี ค.ศ. 1845 ชื่อเหล้า ที่ใช้คำว่า "Branca" มันเป็นชื่อนามสกุลเก่าของนาง Maria ก่อนที่เธอจะแต่งงานไป คิดค้นเหล้าตัวนี้ขึ้นมาเพื่อทำเป็นยา มีการอ้างสรรพคุณว่า สามารถรักษาโรคอหิวาตกโรค ช่วยแก้อาการเสียดท้อง  แก้อาการเมาค้าง ได้ด้วย นิยมดื่มก่อน หรือหลังทานอาหารก็ได้ บางทีก็ดื่มผสมกับกาแฟ หรือดื่มแบบ ออนซ์ เดอะ ล็อก ก็ได้ ส่วนในอาเจนตินา นิยมดื่มกับโค้ก หรือที่สาธารณรัฐเชค นิยมดื่มผสมกับน้ำโทนิก  แต่ในปัจจุบันมีผลิตในสหรัฐอเมริกาด้วย

                   

Orange Bitter (ออเร้นท์ บิตเตอร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่ผลิตจากผิวส้มอีกตัวหนึ่ง มีดีกรี ประมาณ 27% ของฮอลแลนด์ กลิ่นหอมผิวส้ม และผักชนิดมีก้านมีรสเปรี้ยว ผสม Rhubarb และ Cascara Sagrada รสขม

Peychaud Bitter เหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นมาจากสมุนไพร คิดค้นโดยนาย Antoine Amedie Peychaud เกิดที่เฮติ ในปี ค.. 1795 ต่อมาย้ายมาตั้งรกรากที่รัฐนิวออรีน ในสหรัฐอเมริกา และในปี ค.. 1830 ก็คิดค้นเหล้าชนิดนี้สำเร็จ และออกวางจำหน่าย จัดเป็นเหล้ายาที่ผสมกับเหล้าบรั่นดี

              ภาพจาก  www.cocktaildb.com

Tropical Bitter (ทรอปริคอล บิตเตอร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่กลั่นจากผลไม้

Suze (ซัวร์) เป็นเหล้าบิตเตอร์ที่ผลิตที่กลั่นมาจากผิวส้ม และ Gentian (เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามป่าในเทือกเขาแอล (Alps) ในแถบสวิสเซอร์แลนด์ และที่ภูเขา Jura ในฝรั่งเศส) ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889  สีเหลืองใส รสฝาด มีดีกรีประมาณ 16-20% ผลิตในฝรั่งเศส คล้ายกับเหล้า Gentiane ของสวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส , เหล้า Enzian ของเยอรมัน

         

Underberg (อันเดอร์เบิร์ก) เป็นเหล้าบิตเตอร์ กลั่นจากสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ กว่า 43 ชนิด คิดค้นโดยนาย Hubert Underberg ที่ประเทศเยอรมัน สามารถใช้ดื่มเพื่อแก้อาการเมาค้างได้ หรือช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี่กระเป่า ได้ด้วย และยังดื่มเพื่อแก้อาการปวดท้องบิด จุกเสียด แน่นเฟ้อ  มีดีกรีประมาณ 44%  สีดำเข้ม ในเยอรมัน นิยมดื่มกันหลังทานอาหาร ช่วยย่อยอาหารได้อย่างดีเยี่ยม ขวดขนาดเล็กประมาณ 20 มล. ห่อด้วยกระดาษฟาง  

                                  

Anise (อนิซ) หรือเหล้าเครื่องเทศ บางทีก็เรียกว่า Pastis จัดอยู่ในกลุ่ม Aperitif นิยมดื่มก่อนทานอาหาร มีสีขาวใส กลิ่นหอมฉุน รสเฝื่อน ทำมาจากเครื่องเทศ Star Anise , Fennel และสมุนไพรต่างๆ คล้ายกับเหล้ายา มีผลเป็นยากล่อมประสาทอ่อนๆ นิยมดื่มกันมากในยุโรป เช่น อิตาลี่ ฝรั่งเศส และเยอรมัน และยังช่วยย่อยอาหารด้วย ถ้าดื่มหลังทานอาหาร  ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น 

ปล.รู้จัก เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้ผลิตเป็นเหล้า Anise

             

                                 Anise ประกอบไปด้วย เมล็ด ดอก และต้น                                                       Fennel  (ยี่เหร่า)

แต่ถ้านำไปทำเป็นเหล้าหวาน (Liqueur) จะเรียกกันว่า Samuca ซึ่งเหล้าชนิดนี้จะคล้ายกับเหล้า Absinthe แต่ดีกรีแอลกอฮอล์น้อยกว่า   เมื่อเหล้าสัมผัสหรือผสมกับน้ำเปล่า หรือน้ำแข็ง หรือเหล้าชนิดอื่นที่มีสีขาว จะเปลี่ยนสีได้ เปลี่ยนเป็นสีขาวอมเหลืองขุ่น คล้ายสีของน้ำมะนาว มักนิยมดื่มผสมกับน้ำเปล่า ในอัตราส่วน 1:2  และยังนิยมดื่มเพื่อแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นเหล้าที่มีดีกรีค่อนข้างสูงมากประมาณ 35-40% ยี่ห้อที่เรารู้จักกันแพร่หลาย เช่น Pernod และ Ricard ได้แก่

Absinthe (แอปซินท์) เป็นเหล้าอนิซที่กลั่นมาจากเหล้าวอสก้า (ที่ทำจากเมล็ดข้าว หรือองุ่น) ผสมกับสมุนไพร เช่น ชะเอม , ผักชี , ไม้หอม Warmwood , Fennel , hyssop , Star Anise , เลมอน และน้ำเชื่อม รสขม สีเขียวใส มีดีกรีประมาณ 60-85% คิดค้นโดย Dr.Pierre Ordinaire นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.. 1789 ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะพวกศิลปินจิตกรจะนิยมดื่มเหล้าชนิดนี้ในช่วงเวลา Green Hour ช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน (Happy Hour) จึงมีรูปเขียน งานศิลปะที่เกี่ยวกับภาพวาดของเหล้าชนิดนี้ออกมามากด้วยเช่นกัน ต่อมาในปี ค.. 1915 มีผลิตในสวิสเซอร์แลนด์ และโปรตุเกส

วิธีดื่มแบบดั้งเดิม จะใส่เหล้าในแก้ว Sherry Glass แล้วเอาน้ำตาลทรายก้อนจุ่มเหล้ามาวางบนช้อนแอปซินท์ (Absinthe Spoon จะเป็นช้อนแบน เจาะรูเหมือนฉลุลายสาม-สี่ช่อง ตามรูปด้านล่าง) วางบนปากแก้ว จากนั้นจุดไฟแล้วปล่อยให้เปลวไฟไหลผ่านรูของช้อนไปเผาเหล้า แล้วจึงคนให้ละลาย อาจจะเติมน้ำเปล่าผสมเพิ่มลงไปด้วย 3 ใน 4 ของแก้ว แล้วคนดื่มกินได้ หรือจะดื่มอีกแบบคือ ใส่น้ำแข็ง 2-3 ก้อนในแก้วร็อค (Rock) เทเหล้าใส่แก้ว ประมาณ 1-2 จิกเกอร์ (25-35 มล.) แล้วเอาช้อนแอปซินท์ วางบนปากแก้ว แล้วเอาน้ำตาลทรายก้อนจุ่มเหล้าจุดไฟแล้ววางบนช้อน เผาจนน้ำตาลละลายเป็นคาราเมล แล้วหยดผ่านรอยฉลุของช้อนลงในแก้ว แล้วเอาช้อนออกเติมน้ำเย็นเพิ่มลงไปประมาณ 3 ใน 4 ของแก้ว ก็ดื่มกินได้ครับ คำเตือนครับ เป็นเหล้าที่ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากมีดีกรีแอลกอฮอล์สูงมากครับ ถ้าไม่แน่ใจศักยภาพตัวเอง อย่าไปลองดีกว่าครับ เพราะเมาเร็วมาก และอาจะมีผลที่ทำให้ร่างกายรับไม่ไหว อันตรายถึงชีวิตได้สำหรับผู้ที่ไม่เคยดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์มาก่อน เมาแล้วสนุก สนุกแล้วควรมีสิติด้วยนะครับ

เช่น ยี่ห้อ Absinth ของ Staroplzonecky (ดีกรี 70% ในทวีปยุโรปตะวันออก จะเขียนแบบไม่มีตัวอักษร e) , Pernod  (ผลิตปี ค.ศ. 1805 ดีกรี 68%) , La Fee Bohemian (ของสาธารณรัฐเชค ผลิตปี ค.ศ. 1920 สีฟ้าเขียว ดีกรี 70% รสเย็นซ่าคล้ายมิ้นท์) , La Fee Parsian (ปารีส ฝรั่งเศส สีเขียวอ่อนใส ดีกรี 68% รสคล้ายลูกอมแฮ็ค ออกเย็นๆ) , La Fee XS (ฝรั่งเศส ดีกรี 68%) , La Fee XS Suisse (สวิสเซอร์แลนด์ ดีกรี 53%) เป็นต้น   บางทีก็จัดแยกออกไปเป็นอีกตระกูลเหล้าหนึ่งด้วย เพราะมีอยู่เยอะมากๆ

                

Pastis (พาสติส) เป็นเหล้าอนิซ ใช้เหล้าสปิริตพื้นฐานพวกวอสก้ากลั่นผสมกับสมุนไพร  นิยมดื่มกันมากในฝรั่งเศส โดยเฉพาะในหมู่ชาวประมง และพวกเศรษฐีในรีเวียรา โดยดื่มผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน 1:2 สีเหลืองทอง มีดีกรีประมาณ 40-45% เช่น Pastis Consendo , Pastis Prado , Pastis 51 , Ricard เป็นต้น

               

Pernod (เพอร์นอด) เป็นเหล้าอนิซ รสชาติข่ม เข้มข้น กลั่นจากไวน์ผสมไม้จันทร์หอม และยี่หร่าขม (Absinth) น้ำสีออกเหลืองนิดๆ มีดีกรีสูงประมาณ 40% มีประวัติการผลิตที่ยาวนาน ผสมผสานระหว่าง Star Anise และพืชที่มีกลิ่นหอมต่างๆ เข้าด้วยกัน ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 โดยนายแพทย์ Pierre Ordinaire เป็นชาวฝรั่งเศสที่ไปทำงานอยู่ที่สวิซเซอร์แลนด์ ได้ทดลองนำเอา Star Anise มากลั่นแล้วแต่งกลิ่นด้วยสมุนไพรต่างๆ ช่วงแรกก็ผลิตขึ้นเพื่อใช้ดื่มภายในครอบครัว และหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น จนเมื่อปี ค.ศ. 1805 นายเฮนรี่ หลุยส์ เพอร์นอต (Henri–Luois Pernod) ลูกบุญธรรมของนายแพทย์ปิแอร์ ได้เปิดโรงกลั่นเหล้า และผลิตเพื่อจำหน่ายในฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน เดิมทีเหล้าชนิดนี้ มีดีกรีสูงถึง 65-75% เลยทีเดียว แต่เมื่อปี ค.ศ. 1915 รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งห้ามผลิต และจำหน่ายเหล้า Pernod เพราะมีส่วนผสม “absinthe” ที่พบว่ามีโทษต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ทำให้บริษัท Pernod ต้องปิดกิจการลงไปชั่วคราว หลังจากนั้นผ่านมา 1 ปี เค้าจึงพยามยามปรับปรุงสูตรเหล้าขึนใหม่ โดยตัด absinthe ออกจากส่วนผสม ทำเหล้าเพอร์นอดสามารถกลับมาเป็นที่นิยมดืมกันทั่วโลกได้อีกครั้ง ส่วนกรรมวิธีการผลิตเหล้าชนิดนี้ เริ่มจากนำ Star Anise (เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมฉุน เผ็ดหวานในตัว และสารที่มีเฉพาะตัวที่ทำให้มีคุณลักษณะที่โดดเด่น เป็นพืชไม้ยืนต้น แหล่งกำเนิดอยู่ในแถบทะเลจีนใต้ แถบอินโดจีน เช่น ไทย เวียตนาม ลาว และจีน) มาหมักพร้อมกับยีสต์ และสมุนไพรต่างๆ จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ มีน้ำมันที่ได้จาก Star Anise ออกมาด้วย แล้วกลั่นเป็นเหล้า Anise ที่มีกลิ่นหอม นิยมดื่มผสมกับน้ำเปล่า เมื่อน้ำสัมผัสกับน้ำมันที่สกัดออกมาพร้อมตัวเหล้าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น มีกลิ่นหอมน่าดื่ม นี้ถือเป็นเคล็ดลับเฉพาะของบริษัท Pernod บางทีก็ดื่มผสมกับน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่ม Soft Drink หรือผสมทำค็อกเทล บางคนอาจจะนิยมดื่มหลังทานอาหารก็ได้ ช่วยกลิ่นอาหารพวกที่กลิ่น เช่น อาหารทะเล หรือเนื้อแลมป์ ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น

                       

Ojen (โอ เฮน)  อ่านออกเสียงว่า oh-hen เป็นเหล้าอนิซที่ผลิตในสเปน รสฝาดปนหวาน คล้ายกับเหล้า Ouzo และเหล้า Pastis

Ouzo (อูโซ่)  เป็นเหล้า Pastis กลั่นจากชะเอม (Locorice) และสมุนไพรหลากหลายชนิด หอมกลิ่นสมุนไพร ของกรีซ จัดเป็น Greek Brandy มีกรรมวิธีการกลั่นถึง 2 ครั้ง รสขมปนหวานนิดๆ หอมกลิ่นสมุนไพรพวกยี่หร่า และเม็ดผักชี สีขาวใส มีดีกรีประมาณ 35-40% ผลิตที่นครคอนสแตนติโนเปิล ในประเทศกรีก ตั้งแต่ปี ค.. 1880 เช่น ยี่ห้อ Ouzo12 (ดีกรี 40%) , Ouzo Nostalgia (ดีกรี 37.50%)

                  

Raki (เรกิ) เป็นเหล้าอนิซที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับไวน์ และสมุนไพรต่างๆ กลั่นในถังทองแดง 2 ครั้ง  สีขาวใส มีดีกรีประมาณ 40-50% รสจะคล้ายกับเหล้า Ouzo จัดเป็นเหล้าประจำชาติของตุรกี และเลบานอน เวลาดื่มนิยมดื่มผสมกับน้ำเย็นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น 1:1 เมื่อผสมกับน้ำ เหล้าเรกิจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นคล้ายสีน้ำนม ในตุรกีจึงเรียกเหล้าเรกิที่ผสมน้ำเย็นนี้ว่า sütü  aslan แปลว่า น้ำนมสิงห์ "Lion's Milk" กลิ่นและนมรสชาดคล้ายกับอมลูกอมแฮ็ค รสเย็นซ่านิดๆ สีขาวคล้ายน้ำนม แรงกำลังดี ทานพร้อมกับอาหารทะเล arugula สด เนยขาวและแตงกวาตุรกี จะน่าลิ่มลองมากยิ่งขึ้น เมื่อดื่มขณะดูระบำหน้าท้องของตุรกีไปด้วย ได้บรรยากาศดีแท้ เช่น ยี่ห้อ Golden Horn , Yeni (ดีกรี 45% สีขาวใส ของตุรกี)

               

Ricard (ริชาร์ด) เป็นเหล้าอนิซคล้ายกับเหล้าเพอร์นอต สีเหลืองทอง มีดีกรีประมาณ 45% ผลิตครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1932 โดยนาย Paul Ricard ที่เมือง Marseille ของประเทศฝรั่งเศส ผลิตขึ้นหลังจากที่ยี่ห้อ Pernod นิยมดื่มกันมาก แต่จะโฆษณาว่า ยี่ห้อนี้ใช่ส่วนผสมวัตถุดิบที่พิถีพิถันมากกว่า จนมีสโลแกนว่า “Ricard , The Real Pastis of Marseille” หลังจากนั้นบริษัทพยายามขยายกิจการ โฆษณาผ่านสื่อต่างๆ จนเริ่มมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น กลั่นและหมักมาจาก Star Anise ที่ได้มาจากทางตอนเหนือของเวียดนามที่มีคุณภาพดี , Licorice ที่ช่วยให้เหล้ามีสีสวย กลิ่นหอม และ Root Beer ช่วยให้กลิ่นดีขึ้น นิยมดื่มผสมกับน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่ม Soft Drink ปัจจุบันได้รวมกับเหล้ายี่ห้อ Pernod เป็นบริษัทดียวกันแล้ว เรียกว่า PERNOD RICARD ขายแยกแบรนด์กัน และยังผลิตและจำหน่วยเหล้าอื่นอีกด้วย เช่น Chivas Regal , Martell , John Jameson’s , Larios , Wild Turkey เป็นต้น

                   

 

  •  Dessert Wine

เหล้าดิเซิร์ทไวน์ (Dessert  Wine) เป็นเหล้าที่นิยมดื่มพร้อมกับการทานอาหารว่าง จนมักจะเรียกกันว่า “เหล้าไวน์ขนม” ไม่ว่าจะดื่มก่อนหรือหลังทานอาหารก็ได้ โดยจะนำไปแช่เย็นก่อนที่จะดื่ม และยังนิยมดื่มแบบเพียวๆ โดยใส่ในแก้วลิเคียร์ (Liqueur Glass) หรือแก้วชอท (Shot Glass) หรือแก้วคลอเดี้ยน (Cordial Glass) จะได้รสที่หวานนุ่ม กลมกล่อมมากกว่าการดื่มแบบผสม และยังเหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มลำดับสุดท้ายของมื้ออาหารแทนการดื่มเหล้าหวาน หรือนำไปปรุงอาหารทำเป็นซอสต่างๆ ได้อีกด้วย นิยมดื่มก่อน หรือหลังทานอาหารก็ได้ หรือดื่มแบบแช่เย็น ส่วนใหญ่จะดื่มแบบเพียวๆ โดยใส่ในแก้วลิเคียร์จะได้รสชาดของเหล้าที่นุ่มนวลกลมกล่อมมากกว่าการดื่มแบบผสม และยังนิยมเสิร์ฟเป็นลำดับสุดท้ายของมื้ออาหารด้วย

กำเนิดเหล้าดิเซิร์นไวน์ ส่วนใหญ่เหล้าดิเซิร์ทไวน์ที่มีชื่อเสียง และรสอร่อย จะมีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรปทางตอนใต้ และผลิตมากในกรีก , สเปน , โปรตุเกส , ฮังการี , อิตาลี มีแหล่งผลิตอยู่ที่โปลิเชลล่า ใช้เมล็ดองุ่นอบแห้งมาผลิตได้รสเหล้าที่มีรสหวานปนฝาดเข้มข้น กลิ่นหอม มีดีกรีค่อนข้างสูง , เยอรมัน มีแหล่งผลิตเหล้าอยู่ที่ เบียเรนอสเลส และทรอเคนเบียเรนอสเลส ในแคว้นมอเซลซาร์รูเวอร์ และไรน์โก , ตอนใต้ของฝรั่งเศส อยู่ที่แหล่งชุมชนโซแตร์น ที่เมืองชีครงด์ แคว้นบอร์โดซ์ ถือว่าเป็นแหล่งผลิตเหล้าดิเซิร์นไวน์ที่ดีที่สุด และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสหรัฐอเมริกา มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมเหล้าไวน์ประเภทนี้ไว้ว่า “เหล้าดิเซิร์ทไวน์ จะต้องมีดีกรีอย่างน้อย 14% ตามแบบฉบับการผลิตแบบโบราณ โดยใช้องุ่นสุกงอกเต็มที่มาหมักบ่มตามกรรมวิธีการผลิตแบบเดียวกับเหล้าเทเบิ้ลไวน์ที่มีดีกรีประมาณ 12.50% ส่วนใหญ่จะหมักมาจากองุ่น หรือผลไม้ที่ใกล้จะเน่าเสีย จัดเป็นไวน์หางแถว รสคล้ายไวน์ แต่จะมีดีกรีสูงกว่าไวน์ทั่วไป ประมาณ 15-22% มีรสค่อนข้างหวานบ้าง ฝาดอมเปรี้ยวนิดๆ บ้าง หอมกลิ่นสมุนไพร ซึ่งบางครั้งก็ถูกจัดไวน์ในตระกูลไวน์ด้วย จะอยู่ในกลุ่ม ฟอร์ติฟายด์ไวน์ (Fortified Wine) หรือไวน์ที่มีดีกรีสูงกว่าปกติ

คำว่า Fortified Wine  คนสเปนจะเรียกกันว่า Sherry (แชร์รี่) ส่วนคนโปรตุเกส จะเรียกกันว่า Vinho do Porto (วิโน โด พอร์โต้) หรือ Porto (พอร์โต้) หรือ Porto Wine (พอร์โต้ ไวน์) แต่สากลเรียกกันว่า Port (พอร์ท) ซึ่งฟอร์ติฟายด์ไวน์ มักจะมีรสเข้มข้น ออกหวานนิดๆ นิยมเติมเหล้าองุ่นกลั่นผสมลงไปด้วย มีดีกรีประมาณ 7% แต่ถ้าผสมเหล้าบรั่นดีเข้าไปด้วย จะมีดีกรีเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% แล้วค่อยเติมความหวานเข้าไป 

กรรมวิธีการผลิต เหล้าดิเซิร์ทไวน์ เป็นเหล้าไวน์ที่มีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์สูงกว่าไวน์ธรรมดาทั่วไป กรรมวิธีการผลิตทำได้โดยนำองุ่นหรือผลไม้ที่สุกงอกเต็มที่จนใกล้จะเน่ามาหมักบ่ม ในช่วงที่หมักบ่มจะเกิดเชื้อราที่เรียกว่า Botrytis Cinerea (มีมากในเถาองุ่น เป็นเชื้อราสีเทา แต่ในทวีปยุโรปจะเรียกว่า Noble Rot เป็นเชื้อราเกรดสูง ที่ช่วยเร่งให้รสชาดของเหล้าดิเซิร์นไวน์อร่อยยิ่งขึ้น) มาหมักผสมกับสมุนไพร แล้วนำไปต้มกลั่นจนได้ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นด้วย จากนั้นนำเหล้าที่กลั่นได้นี้ไปเก็บหมักบ่มต่อไว้ในถังไม้โอ๊ก มีการแต่งเติมรส เพื่อเพิ่มความหวาน และกลิ่นให้มากขึ้น                

การแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ  ได้เแก่

Port (พอร์ท)  เป็นไวน์หรือเหล้าองุ่นที่มีดีกรีสูงประมาณ 18-20%  ผลิตมาจากพันธุ์องุ่นแดง Douro Valley ทางตอนเหนือของโปรตุเกส ผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จะเน้นที่วิธีการผลิตมากกว่าการเลือกพันธุ์องุ่นที่นำมาใช้หมัก โดยใช้องุ่นแดงที่มีให้เลือกถึง 48 พันธุ์ นำมาหมัก 1-2 วัน จะได้ไวน์ที่กำลังหมัก ช่วงนี้จะมีการเติมเหล้าบรั่นดีในกระบวนการผลิต จากนั้นจะหยุดการหมักบ่มก่อนที่น้ำตาลที่มีอยู่ในองุ่นจะเปลี่ยนไปเป็นแอลกอฮอล์ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จึงมีรสออกหวาน ที่มีดีกรีแอลกอฮอล์สูง ดื่มง่าย นอกจากโปรตุเกสแล้วยังมีประเทศอื่นที่ผลิตด้วย เช่น สเปน ,อิตาลี , ฝรั่งเศส และกรีก แต่ที่สเปน ในเมือง Oporto เหล้าดิเซิร์ทไวน์จะเป็นเหล้าที่มีชื่อเสียงมากกว่า เนื่องจากเป็นเหล้าพอร์ทที่เพิ่มน้ำตาลจากองุ่น Eau-de-vie-de-vin และหมักบ่มเก็บไว้นานถึง 2 ปี ก่อนออกมาวางจำหน่าย รสหวาน สีเแดงทับทิมเข้ม หอมกลิ่นผลไม้

เหล้าพอร์ทแบ่งตามการเก็บหมักบ่มได้ 2 กลุ่ม

เหล้าพอร์ทที่เก็บหมักบ่มในถัง จะมีกลิ่น รสผลไม้ ราคาไม่แพงมาก ดื่มได้ทันทีที่ซื้อมา เช่น 

  • Ruby Port (รูบี พอร์ท) จะใช้องุ่นแดง และหมักบ่มในถัง อย่างน้อย 2 ปี
  • Tawny Port (ทอว์นี พอร์ท) ใช้องุ่นแดงผสมกับองุ่นขาว สีน้ำตาลเหลืองเข้ม ถ้าเป็น Old Tawny Port ชั้นดี (Age Tawny Port) จะหมักบ่มนาน 10-40 ปี รสนุ่มนวล กลิ่นหอมหวาน
  • Vintage Character Port (A Premium Ruby Port)

เหล้าพอร์ทที่เก็บหมักบ่มในขวด เช่น

  • เรียกกันว่า "Vintage Port" (วินเทจ พอร์ท) ทำมาจากองุ่นพันธุ์ดีที่คัดผลที่สุกเต็มที่ และเก็บเกี่ยวมาในครั้งเดียวกัน ราคาแพง เก็บหมักบ่มในขวดนานมากกว่า 2 ปี ซึ่งในช่วงเวลา 10 ปี จะมีเพียงแค่ 3-4 ครั้งเท่านั้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตองุ่นได้ดีมาก ที่ฉลากจึงพิมพ์คำว่า "Vintage" ติดไว้ ใช้กับปีที่เก็บเกี่ยวผลผลิตองุ่นได้ดีมากเท่านั้น ปกติจะบรรจุในขวดสีดำเข้ม และไม่มีการกรอง ทำให้มีกากตะกอนในขวด เวลาจะดื่มจึงต้องทำให้ตกตะกอนก่อน โดยเทใส่ในขวด Decanter ที่มีปากบาน คอขวดคอด เพื่อให้เหล้าพอร์ทตกตะกอน และได้สัมผัสกับอากาศก่อน จะได้รสและกลิ่นที่น่าดิ่มมากขึ้น เรียกวิธีการนี้ว่า "Decanting"
  • นอกจากนี้ยังมีการผลิตเหล้าพอร์ทที่หมักบ่มในขวดแบบราคาไม่แพง เรียกว่า Vintage Port ทางเลือกใหม่ ที่ฉลากจะเขียนว่า "Late Bottled Vintage Port or LBV Port" (แอลบีวี พอร์ท) เป็นเหล้าพอร์ทที่บรรจุในขวดช้า คือต้องหมักบ่มไว้ 4-6 ปี ก่อนแล้วค่อยบรรจุในขวด ในขณะที่ เหล้าพอร์ทอิ่นๆ จะบรรจุในขวดหลังจากหมักบ่มไว้ 2-3 ปี ซึ่ง LBV Port ราคาจะถูกกว่า Vintage Port ครึ่งหนึ่ง คุณภาพแล้วแต่ผู้ผลิต

          LBV Port ที่กรองแล้ว จะดื่มได้เลย

          LBV Port ที่ยังไม่ได้กรอง จะต้องทำ Decanting ก่อนดื่ม 

เหล้าพอร์ท ได้แก่

  • White Port เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้นาน 7 ปี ก่อนบรรจุลงขวด

  • Vintage Port (King of Port wine) เก็บไว้นานอย่างน้อย 10 ปี หรือไม่ก็มากกว่า

  • Late Bottled Vintage Port : LBV เก็บหมักบ่มไว้ในถังไม้นาน  4-6 ปี และเก็บไว้ในขวดอีก 1 ปี

  • Ruby Port สีแดงเข้ม กลิ่นหอมผลไม้ เก็บไว้แล้วแต่ไม่ระบุปี

  • Tawny Port คล้ายกับ Ruby Port เก็บหมักบ่มไว้นานในถังไม้โอ๊ก

  • Crusted Port

  • Wood Port เก็บไว้หลายปีในถังไม้ ก่อนบรรจุลงขวด

    

เหล้าพอร์ท     มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Cockburn's จัดอยู่ในประเภท Vintage Port  ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1991 ในโปรตุเกส สีแดงเข้ม มีดีกรีประมาณ 20% ,  Commendador , Sandeman Port , Fonseca , Dow's Port  , Dela Force , Gonzalez , Graham's จัดอยู่ในประเภท LBV Port ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1989 ในโปรตุเกส มีดีกรีประมาณ 20% , Graham's Six Grapes จัดอยู่ในประเภท Ruby Port ผลิตในโปรตุเกส , Old Friend , Old Invalid Port , Old Towny , Quady's  ผลิตในสหรัฐอเมริกา , Quinta Do Crasto  จัดอยู่ในประเภท  LBV Port ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1988 ในโปรตุเกส มีดีกรีประมาณ 19.50% , Sandeman Port , Taylor's 20 year old ผลิตในโปรตุเกส มีดีกรีประมาณ 20% , Very Old Towny Port 

Sherry (แชร์รี่)  คำว่า "Sherry" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "Jerez" (เซเรส) ตามภาษาสเปน ส่วนคำโบราณ คือ "Xe're's" (เฮเรซ) ตามภาษาฝรั่งเศส เหล้าแชร์รี่เป็นเหล้าองุ่นที่มีดีกรีค่อนข้างสูงประมาณ 20-22% และมีกลิ่นหอม ผลิตจากองุ่นเขียวของเมืองอันดาลูเซีย (Andalusia) ที่อยู่ทางตอนใต้ของสเปน จากแหล่งที่ปลูก 3 แหล่ง คือ Jerez de La Frontera  ซึ่งประมาณ 70% จะเป็นเหล้าองุ่นที่ผลิตจากแหล่งนี้ , El Puerto de Santa Maria และ Scanlu'ca de Barrame da  การผลิตจะใช้องุ่นที่ไม่มีค่อยดีที่เหลือหลังจากการผลิตไวน์ แล้วนำไปกลั่น ออกมาจะได้เหล้าบรั่นดี จากนั้นนำไปผสมกับไวน์ขาวที่หมักเสร็จแล้ว (จากองุ่นปาโลมีโน  ฟีโน มีดีกรีประมาณ 11-12%) จะได้เหล้าแชร์รี่ ชนิด Dry ออกมา ที่มีดีกรีประมาณ 20-22% และนิยมเก็บหมักบ่มไว้นาน 10-15 ปี จนได้รสกลมกล่อม กลิ่นหอมละเมียดละไม น่าดื่ม (ในช่วงที่หมักบ่มในถัง ที่ผิวหน้าบนน้ำเหล้าแชร์รี่ จะเกิดฟองเคลือบอยู่บนผิวหน้าน้ำเหล้าแชร์รี่ในถัง จะเรียกว่า "Flor" เป็นการขยายตัวของเชื้อยีสต์ที่ผิวหน้าบนน้ำเหล้าแชร์รี่ เหมือนเป็นเกราะกันไม่ให้ เหล้าแชร์รี่สัมผัสกับอากาศ)  เหล้าแชร์รี่ นิยมดื่มก่อน หรือหลังอาหารก็ได้ จัดเป็นเหล้า Mediterranean Wine มีรสฝาด สีเหลืองอ่อนใส นิยมดื่มแบบแช่เย็นเพื่อเรียกน้ำย่อยได้ด้วย

เหล้าแชร์รี่ มีระดับความหวานที่ต่างกัน มีการระบุไว้ที่ฉลาก ดังนี้

  • Fino (ฟีโน) ไม่หวาน รสอ่อน เบา มีสีขาวซีด  ดื่มแบบแช่เย็น เมื่อเปิดแล้วต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ควรดื่มให้หมดภายใน 6 เดือน  นิยมดื่มมากในสเปน ได้แก่ Gonzalez Byass Tio Pepe , Sandeman Don Fino
  • Manzanilla หวานน้อย สีเข้มนิดๆ ได้แก่ Hidalgo Manzanilla La Gitana NV Sherry
  • Amontillado มีความหวานเล็กน้อย มีกลิ่นถั่ว นิยมดื่มที่อุณหภูมิห้อง 25 องศาเซลเซียส ได้แก่ Dry Sack
  • Oloroso (โอโลโรโซ) หวาน รสเข้มข้น หนัก มีสีเข้มคล้ำ ตอนหมักในถังจะวางถังซ้อนกันเป็นชั้นๆ และเจาะถังต่อท่อสายยางมายังถังล่างเป็นทอดๆ นิยมเติมเหล้า Sherry ใหม่ทุกปี จากถังบน และสูบออก 20-30% ทุกปี ทำให้ได้รสที่เข้มข้น และแอลกอฮอล์ที่สูง จะทำให้ไม่เกิด Flor ทำให้น้ำเหล้าสัมผัสกับอากาศในถังหมักได้ จึงมีสีที่เข้ม กว่า Fino ด้วย ได้แก่ Domdecq -Rio Viejo Oloroso
  • Medium , Cream or Brown มีการเติมความหวานลงไปใน Oloroso ได้แก่ Domdecq's Harveys Bristol Cream

                      

เหล้าแชร์รี่    มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Amontillado มีรสฝาดปานกลาง สีเหลืองอำพัน มีดีกรีประมาณ 18-25% , Bristol Cream (Harveys Bristol Cream)  สีน้ำตาลอมเหลือง มีดีกรีประมาณ 17.50% , Cream Sherry  เหล้าแชร์รี่ที่กลั่นมาจากองุ่น Pedro Ximinez หรือ Muscatel ผสมน้ำเชื่อม รสหวานมาก สีน้ำตาลเข้ม คล้ายเหล้า Oloroso , Dry Don , Dry Fly , Dry Sack ผลิตในสเปน มีรสฝาดปานกลาง (Medium Dry) มีดีกรีประมาณ 15% , Emva Cream ที่ผลิตในอังกฤษ มีดีกรีประมาณ 15% , Malaga  ถ้าเป็น Dulce on the Label  จะมีรสหวานมากๆ และถ้าเป็น On the other Hand  ก็จะมีรสฝาด นิยมดื่มหลังทานอาหาร ผลิตในสเปน มีดีกรีประมาณ 17% , Manzanilla  ใช้องุ่นจากบริเวณ  Sanlucar de Barrameda  ในสเปน มีรสร้อนแรงปมรสขม กลิ่นหอมฉุนสดชื่น สีขาวเหลืองใส มีดีกรีประมาณ 15-16% , Oloroso (Raya) กลั่นมาจากวอทนัท รสนุ่ม กลิ่นหอม มีดีกรีประมาณ 18-24% สีน้ำตาลออกดำ , Sandeman Sherry  , Tio Pepe' กลั่นและหมักบ่มมาจากไวน์ขาว สีขาวออกเหลืองอ่อน มีดีกรีประมาณ 15% บนฉลากขวดจะมีคำว่า "Fino"

นอกจากนี้ยังมีเหล้า Dessert Wine ตัวอื่นๆ อีก เช่น

Madeira (มาเดียร่า) มีดีกรีประมาณ 17-18% รสฝาด สีใส กลิ่นหอม "Madeira" เป็นชื่อเกาะในแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ในหมู่เกาะ Eponymous ของประเทศโปรตุเกส ใกล้กับฝั่งทะเลทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา (เกาะมาเดียร่าเป็นเกาะที่เกิดมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ) ส่วนใหญ่ไวน์ที่ส่งไปขายที่อินเดียตะวันออก นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมามักจะผ่านที่ท่าเรือของเกาะมาเดียร่าก่อน ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการค้าขายไวน์ในสมัยนั้น จากทวีปยุโรปทางตอนเหนือไปถึงทวีปแอฟริกา และทวีปอินเดีย หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ก็มีการผลิตไวน์ชนิดนี้ขึ้นที่เกาะแห่งนี้ และเรียกชื่อเหล้าตามชื่อเกาะ ส่งออกขายไปทั่วโลก  เหล้ามาเดียร่าจะกลั่นมาจากองุ่น 4 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

- องุ่นพันธุ์ Sercial (เซอร์เชียล) สีเหลืองอ่อน รสฝาดอมเปรี้ยวนำ

- องุ่นพันธุ์ Verdelho (เวอเดโล) รสหวานปนเปรี้ยว

- องุ่นพันธุ์ Bual (บูล) รสเข้มข้นออกหวานปานกลาง กลิ่นคล้ายขี้เถ้าภูเขาไฟ

- องุ่นพันธุ์ Malvasia or Malmsey (มาเวเซีย) รสหวาน นุ่มนวล เข้มข้น มีกลิ่นขี้เถ้าภูเขาไฟปนกลิ่นเถาองุ่น

วิธีผลิตเหล้ามาเดียร่า คือจะนำเอาองุ่นสุกมากๆ มาคั้นน้ำ และหมักคล้ายไวน์ จากนั้นจะเติมแอลกอฮอล์เพิ่มลงไป เพื่อให้มีดีกรีสูงมากขึ้น กลั่นออกมาแล้วเก็บหมักบ่มในถังไม้โอ๊กขนาดใหญ่ โดยบ่มแบบ Maderisation ในพื้นที่ที่เรียกว่า Estufas ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีแสงแดดจัดตามธรรมชาติ ช่วยให้เหล้าเกิดการทำปฏิกิริยาสนดาป มีรส สี กลิ่น คล้ายกับเหล้าพอร์ท  แล้วบ่มต่อในโรงเก็บหมักบ่มเหล้าที่เรียกว่า "Canteiros" ทำให้เหล้ามีคุณภาพดีขึ้น ช่วยเพิ่มความร้อนในการหมักบ่มมากขึ้น แล้วจึงเหล้ามาปรุงแต่งผสมกันอีกครั้ง เหล้ามาเดียร่าส่วนใหญ่จะผลิตออกมาจำหน่ายในรูปแบบ Vintage Madeira ที่หมักบ่มในถังไม้นานกว่า 20 ปี และอาจจะผสมกับเหล้าที่หมักบ่มไว้ 3 , 5 , 10 หรือมากกว่า 15 ปีด้วย ที่ฉลากเหล้ามักจะเขียนไว้ว่า "Harvest" และ "Garrafeira" หมายถึงเหล้าที่ผลิตจากปีพิเศษ ซึ่งหมักบ่มน้อยกว่าแบบ Vintage แต่ถ้าเห็นที่ฉลากเหล้าเขียนไว้ว่า "Rainwater" หมายถึงเหล้าที่ส่งไปขายเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น เนื่องมาจาก ในช่วงแรกที่ส่งไปขายที่เมือง Savannah ในรัฐจอร์เจีย จะขนส่งกันทางเรือ ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก ทำให้ถังบรรจุเหล้าเปียกไปหมด มีผลทำให้เหล้าเสียชาติไปบ้าง แต่กลับเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนที่นี่ หลังจากนั้นการที่จะส่งเหล้าไปขายที่นี้ จึงมีการปรับการผลิตใหม่ โดยนำถังเหล้าไปหมักบ่มไว้ในที่กลางแจ้ง ทำให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ ซึ่งมักจะทำมาจากองุ่นพันธุ์เวอเดโล (Verdelho) 

              

เหล้ามาเดียร่า    มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Rich Malmsey เก็บไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปี รสหวาน สีน้ำตาลแดง มีดีกรีประมาณ 17.50% ผลิตจากหมู่เกาะมาเดียร่าในโปรตุเกส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1811 , Sercial เก็บไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปี สีเหลือง มีดีกรีประมาณ 17.50% ผลิตในโปรตุเกส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1745 , Verdelho  เก็บไว้ในถังไม้โอ๊กนาน 5 ปี รสฝาดปานกลางออกหวาน สีขาวออกเหลือง

Marsala (มาร์ซารา)  มีดีกรีประมาณ 17-19% ซึ่ง Marsala เป็นชื่อของเมืองในทวีปยุโรปทางตอนใต้ เป็นที่รู้จักของผู้คนโดยทั่วไป โดยพ่อค้าไวน์ที่ชื่อนาย John Woodhouse ช่วงปี ค.ศ. 1773 และเหล้าไวน์ชนิดนี้เป็นเหล้าที่เลียนแบบมาจากเหล้าแชร์รี่ เหล้ามาเดียร่า โดยกลั่นมาจากองุ่นขาวพันธุ์ Grillo , Inzolia และ Catarratto ผสมน้ำเชื่อม รสฝาด น้ำสีแดงเข้มออกน้ำตาล มีทั้งแบบหวานและไม่หวาน ที่ฉลาก จะมีคำว่า "Superiore" หรือ "Vergine" ติดอยู่ หมายถึงเหล้าที่มีคุณภาพดี นิยมดื่มก่อนอาหาร หรือดื่มเพื่อชูกำลัง หรือใช้ปรุงอาหารอิตาลี เรียกว่า Veal Marsala

                  

เหล้ามาร์ซารา   มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่ Curatolo Arini รสฝาด มีดีกรีประมาณ 17% ผลิตในอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1875 , Superiore Doice  มีรสหวานนุ่ม มีดีกรีประมาณ 18% ผลิตในอิตาลี  , Superiore Riserva  เก็บไว้นาน 4 ปี มีดีกรีประมาณ  18% ผลิตในอิตาลี  , Superiore Secco มีรสฝาด มีดีกรีประมาณ  18% ผลิตในอิตาลี  , Terre Arse  มีดีกรีประมาณ 19% ผลิตในอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1883 , Avignonesi , Castello di Cacchiano

Muscat & Moscatel (มูสเคท & มูสคาเดท) มีดีกรีประมาณ 15-18% รสออกหวานหน่อยๆ สีเหล้าเป็นสีเหลืองอ่อนใส แต่ถ้ามาจากอิตาลี บ้างก็เรียกว่า Moscato (มูสคาโต้)

                          

เหล้ามูสเคท & มูสคาเดท    มีหลายยี่ห้อ  ได้แก่   Australian Liqueur Muscats รสหวาน ผลิตที่ Rutherglen ในรัฐวิกตอเรีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเรีย , Jerepigo รสหวานมาก คล้ายกับเหล้า Moscatel de Valencia  มีดีกรีประมาณ  17.50% ผลิตในแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 , Moscatel de Valencia รสหวาน มีดีกรีประมาณ 15% ผลิตรอบๆ เมือง Anlencia ในฝรั่งเศส ใกล้กับทางทิศตะวันออกของสเปน เรียกเหล้าชนิดนี้ว่าเป็น Vin de Liqueur  , Muscat de Beaumes de Venise (Domaine de Coyeux) มีดีกรีประมาณ 15% ผลิตในฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 , Setubal Moscatel  เก็บไว้นานถึง 20 ปี มีรสหวาน มีดีกรีประมาณ 18% ผลิตที่  Setubal Peninsula ทางทิศตะวันตกของโปรตุเกส และทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ Lisbon ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 คล้ายกับเหล้า Vin Doux Naturels ของฝรั่งเศส , Vin Doux Naturel Muscats  รสหวานธรรมชาติ ผลิตในฝรั่งเศสทางตอนใต้ จะผลิตคล้ายกับเหล้าพอร์ท

           :::::::::::::::::::::::::::::::::::::CocktailThai.com:::::::::::::::::::::::::::::::::::::

         

 

  เรียนทฤษฎีเหล้า สมัครได้

สนใจสมัครเรียนได้ครับ

   คอร์สเรียนภาคทฤษฎีเหล้า                                                    ( เรียน 2 ครั้ง )       900 บาท
    เรียนประวัติเครื่องดื่มค็อกเทล 
    เรียนความรู้เกี่ยวกับเหล้า และการแบ่งแยกประเภทเหล้า  
    เรียนการผลิตประวัติความเป็นมา เหล้าที่ใช้แทนกันได้ 
    เรียนรูปแบบการจัดบาร์ การคิดคำนวณต้นทุนสำหรับเปิดร้าน แหล่งซื้อเหล้า การเช็คสต็อก

    แจกตำราเรียนทฤษฎี 1 เล่ม 

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

K.เอ๋

Tel. :       08-9893-7614 , 0-2691-0515

e-Mail :   a8siripun@yahoo.com 

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



งานของเรา

เช็คคอร์สเรียนสำหรับเดือนนี้ วันที่ 26-27 สค. 60 เวลา 08.00-14.00 น. เรียนค็อกเทล 1-2 (40 สูตร) ค่าเรียน 3,300 บาท โอนก่อนลดเหลือ 3,100 บาท article
ขายอุปกรณ์...ทำค็อกเทล article
ราคารับจัดทำอาหารและเครื่องดื่มสำหรับงานเลี้ยง article
ขายค็อกเทล&ม็อกเทล พั้นช์ พร้อมดื่ม แบบแกลอน article
ขายหนังสือ Cocktail และสินค้า SALE !!! article
คนชงเหล้า.....ปั้นน้ำเป็นเงิน article
ค็อกเทลสำหรับงานแต่ง



ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชมชอบในบรรยายกาศของการร่ำสุรา
hi5 smileys