เรื่องราวค็อกเทล Cocktail Story

“ค็อกเทล” เกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ได้มีการระบุไว้ชัดเจน มีแต่เพียงการเล่าสืบต่อกันมาว่า  ชาวบอร์โดซ์ (Bordeaux) ในฝรั่งเศสเป็นชนชาติแรกที่ค้นพบการผสมเหล้าเข้ากับน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ต่างๆ เรียกชื่อเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า ค็อคแตล์ “Coquetel” ใช้เป็นเครื่องดื่มในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองต่างๆ และยังนิยมดื่มกันมาเป็นเวลานานแล้ว ต่อมาภายหลังทหารฝรั่งเศสถูกส่งไปช่วยอเมริการบในสงครามประกาศอิสรภาพ แยกตัวออกจากการปกครองของอังกฤษ ได้นำเครื่องดื่มชนิดนี้เข้าไปเผยแพร่ดื่มกินกันในหมู่ชนชาติอเมริกันในยุคนั้น ราวปี ค.ศ.1775–1783 ต่อมา สำเนียงเรียกก็เพี้ยนเป็น ค็อกเทอร์ “Cockters” และยังเรียกเพี้ยนไปอีกจนติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ค็อกเทล “Cocktail”

ประวัติค็อกเทล Cocktail History

เป็นเครื่องดื่มผสมที่มีต้นกำเนิดมายาวนาน เกิดขึ้นเมื่อใดไม่ได้มีระบุไว้ชัดเจน จุดเริ่มต้นในยุโรป ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 ในยุคนั้นจะเรียก เครื่องดื่มที่ผสมขึ้นว่า บรากเกรท “Bragget” ใช้เบียร์ผสม ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 ได้เปลี่ยนมาใช้ไวน์ผสม ทำเหมือนพั้นช์  “Punch” นิยมดื่มกินกันในงานเลี้ยง งานรื่นเริงต่างๆ จนมาถึงศตวรรษที่ 18 เริ่มนิยมผสมเครื่องดื่มแบบไม่ใส่เครื่องเทศ ที่เรียกว่า ซองการีส “Sangarees” ส่วนเครื่องดื่มที่นำเหล้ามาผสมกับน้ำตาลจะเรียกว่า ท็อดดีส์ “Togdiss” ในฝรั่งเศส ช่วงต้นศตวรรษที่ 18 เครื่องดื่มที่เรียกว่า ค็อคแตล์ “Coquetel” เป็นเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล หรือน้ำผลไม้กับเหล้าค็อก-เอล “Cock-Ale” นิยมดื่มกันมากในงานเลี้ยงฉลองของชาวบอร์โดซ์ แต่ถ้าย้อนไปดูในอเมริกา ช่วงปี ค.ศ.1775–1783 เกิดสงครามประกาศอิสรภาพแยกตัวจากการปกครองของอังกฤษ ทหารฝรั่งเศสถูกส่งไปช่วยรบด้วย และนำค็อคแตล์ เครื่องดื่มผสมนี้ไปดื่มกินกัน จนเป็นที่นิยมแพร่หลายในกองทัพผสมของอเมริกาอย่างรวดเร็ว และยังนิยมดื่มจนมาถึงทุกวันนี้

มีเรื่องเล่าอีกกระแสหนึ่งว่า ในยุคเดียวกันนี้มีเจ้าของโรงเตี๊ยม (ร้านเหล้า) ของชาวอเมริกันคนหนึ่ง กีดกันไม่ให้ลูกสาวชื่อเบตซี่แต่งงานกับนายทหารอเมริกัน อยู่มาวันหนึ่ง ไก่ชนแชมเปี้ยนเจ้าสังเวียนที่แกรักนักรักหนา ชื่อว่าเจ้าวอชิงตัน เกิดหายตัวไป แกก็เสียใจอย่างหนัก ถึงกับออกประกาศว่าผู้ใดจับไก่ตัวนี้มาคืนให้แกได้ ยินดีจะยกลูกสาวให้เป็นสิ่งตอบแทน และต่อมาไม่นานนัก นายทหารอเมริกันคู่รักของลูกสาวแกนั่นเอง ก็เป็นผู้ที่พบไก่ตัวนั้น และนำมาคืนให้กับว่าที่พ่อตา สุดท้ายแกก็ต้องจำใจต้องยกลูกสาวให้ตามสัญญา เบตซี่เองก็แสนจะปลื้มปิติ จึงได้ผสมเหล้าในร้านของพ่อเธอเพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานฉลองการแต่งงานของเธอด้วย บรรดาแขกที่มาในงานต่างพากันติดใจในรสเหล้าผสมนี้เป็นอันมาก ถึงกับกล่าวเรียกเหล้าผสมนี้ว่า “ค็อกเทล”

บ้างก็เล่าว่า มีนักเคมีผู้หนึ่ง อาศัยอยู่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ ชอบผสมเหล้าใส่ในภาชนะคล้ายถ้วยใส่ใข่ (Egg Cup) ของชาวฝรั่งเศสที่เรียกกันว่า “Coquetiers” (Cock-tyay) อ่านว่าค็อคแตร์ เพื่อเลี้ยงเพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมเยีอนเสมอ จนภายหลังชาวอเมริกันก็ได้จำสูตรของ นักเคมีผู้นี้ไปผสมดื่มกันในถ้วยค็อคแตร์กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเหล้าผสมค็อคแตร์ ก็เรียกต่อๆ กันมาจนเรียกเพี้ยนไปตามสำเนียงชาวอเมริกันเป็น ค็อกเตอร์ (Cockters) บ้าง เป็น ค็อกเทล (Cocktails) บ้าง และก็เรียกติดปากกันมาจนถึงทุกวันนี้ หรือบ้างก็เล่ากันว่า ในสมัยโบราณที่เมืองท่าแคมปีเช (Campeche) ในอ่าวเม็กซิโก มีกะลาสีเรือชาวอังกฤษ ที่แล่นเรือไปแวะที่เมืองนี้ ได้พบเหล้าผสมรสแปลก ต้องใช้ช้อนไม้ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะเพื่อคนผสมจึงจะได้เหล้าผสมรสดี มีนักผสมเหล้าที่ร้านขายเหล้าแห่งหนึ่งใช้รากไม้ชนิดหนึ่ง เรียกชื่อตามลักษณะรูปร่างของมันว่า โคลา เดอ แกลโล (cola de gallo) คนเหล้านั้น ลูกค้าต่างเมืองไปเห็นเข้าก็แปลกใจจึงออกปากถาม นักผสมเหล้าผู้นั้นก็อธิบายความหมายของช้อนคนเหล้าที่ทำด้วยรากไม้นี้ แปลได้ความว่า ค็อกเทล (หางไก่) ในที่สุดคำๆ นี้ก็กลายเป็นชื่อเหล้าผสมประเภทนี้ไป ยังมีนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาอีกเรื่องหนึ่งว่า มีพระธิดาของกษัตริย์เม็กซิโกองค์หนึ่ง ชื่อ ช็อกเติ้ล (Xoctl) ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้เสิร์ฟเหล้าผสมรสร้อนแรงชนิดหนึ่ง เพื่อเลี้ยงนายทหารอเมริกันที่เดินทางไปยึดเม็กซิโก จนแม่ทัพชาวอเมริกันถึงกับออกปากชมความงาม และความอารีย์ของนางไม่ขาดปาก ในที่สุดเหล้าผสมของกษัตริย์เม็กซิโกก็เลยได้ชื่อตามชื่อพระธิดาองค์นี้ แต่เรียกเพี้ยนไปตามสำเนียงอเมริกันว่า ค็อกเทล นับแต่นั้นเป็นต้นมา และเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับต้นกำเนิดค็อกเทลที่เล่าสืบต่อๆ กันมา ก็เห็นจะได้แก่เรื่องที่เล่ากันว่า ในสมัยที่อเมริกายังใช้เรือกลกันอยู่ เพื่อทำการค้าขายในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้อยู่นั้น มีบรรดาเศรษฐีที่เดินทางไปกับเรือสั่งให้นำเหล้าทุกชนิดเท่าที่มีอยู่ในเรือมาเทรวมกันในภาชนะขนาดใหญ่ แล้วรินแจกจ่ายแก่คนที่โดยสารในเรือให้ได้ดื่มกิน จนเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งแก้วที่ใช้ใส่เหล้าชนิดนี้ จะมีรูปร่างคล้ายอกไก่ และช้อนคนเหล้าก็มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับชะงอยหางไก่ คนที่โดยสารในเรือลำนี้ จึงเรียกเหล้าผสมนี้ว่า ค็อกเทล

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงเรื่องปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น แต่เท่าที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางเอกสารแน่นอนนั้น น่าจะกล่าวได้ว่า ค็อกเทล ที่เรารู้จักกันนี้ มาจากหนังสือพิมพ์อเมริกันที่ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1806 (พ.ศ.2349) ชื่อ เดอะ บาลานซ์ (The Balance) ที่เขียนไว้ว่า ค็อกเทล คือเหล้าผสมที่ใช้เหล้าผสมกับน้ำตาล และน้ำเย็น ต่อมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับค็อกเทลที่ตีพิมพ์จำหน่ายออกมาเป็นเล่มแรก ชื่อ เดอะ บอนด์ วิวังต์’ส ไกด์ (The Bond Vivant’s Guide) หรือ เฮาว์ ทู มิกซ์ ดริงค์ (How to Mix Drinks) ในปี ค.ศ.1860 (พ.ศ.2403) โดยบาร์เทนเดอร์ชาวอเมริกันชื่อ เจอรี โธมัส ผู้กำหนดให้ใช้วิธีเขย่าค็อกเทล และใช้แก้วผสมที่เรียกว่า บาร์กลาสส์ ต่อมาปี ค.ศ.1882 (พ.ศ.2425) นายฮารี จอห์นสัน ก็ได้รวบรวมตำราผสมค็อกเทลออกตีพิมพ์จำหน่ายอีกเล่มหนึ่ง ในชื่อ บาร์เทนเดอร์’ส แมนนวล (Bartender’s Manual) หรือ เฮาว์ ทู มิกซ์ ดริ้งส์ ออฟ เดอะ เพรสเซนต์ สไตล์ (How to Mix Drinks of the Present Style) ต่อมาในปี ค.ศ.1919 ชาวอังกฤษในลอนดอนยังไม่รู้จักการดื่มกินค็อกเทล แต่ในเวลาใกล้เคียงกันไม่นานนัก เมื่อเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นที่นิยมดื่มกันมากในอเมริกา โดยเฉพาะช่วงก่อนอาหารมื้อค่ำประมาณครึ่งชั่วโมง ทำให้ค็อกเทลเป็นที่แพร่หลายดื่มกันมากขึ้นในอังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย สุดท้ายในปี ค.ศ.1988 ค็อกเทล เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของผู้คนทั่วโลกมากยิ่ง เมื่อผู้กำกับ Roger Donaldson’s ได้สร้างภาพยนตร์ เรื่อง Cocktail ที่นำเรื่องราวของคนในวงการบาร์เทนเดอร์ มาทำเป็นภาพยนตร์ ที่นำแสดงโดย Tom Cruise รับบทเป็นหนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่ทำงานอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง ที่มีความสามารถในการควงขวดโชว์การผสมค็อกเทล ได้อย่างระดับขั้นเทพจนเป็นที่ประทับใจของสาวๆ ที่เข้ามาบาร์แห่งนี้ และภาพยนตร์เรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักเครื่องดื่ม ชนิดนี้มากยิ่งขึ้น และยิ่งมีหนังเรื่อง James Bond ก็ยิ่งตอกย้ำค็อกเทลชื่อ Dry Martini มากขึ้นอีกด้วย