600 ปี คลาสสิคค็อกเทล สูตรต้นตำรับ



600 ปี คลาสสิคค็อกเทล สูตรต้นตำรับ

600 Years of Classic Cocktails Recipes

เครื่องดื่มผสมที่เรียกกันติดปากว่า "ค็อกเทล" มีประวัติมายาวนานเป็นร้อยๆ ปีแล้ว

สูตรค็อกเทลแต่ละสูตรถูกคิดค้นขึ้นมาโดยเหล่าบาร์เทนเดอร์ทั้งหลาย

ทั้งสูตรที่เป็นยอดฮิต และสูตรอื่นๆ ต่างนานา หลายรส หลากสีสัน หลากหลายวิธีการผสม  

จึงอยากจะขอแนะนำสูตรค็อกเทลคลาสสิค ที่ถือกำเนิดมานานนับร้อยๆ ปีแล้ว ให้ได้รู้จักกัน

by cocktailthai

600 Years of Cocktails

ในปี คศ.1400-1600 เกิดค็อกเทลสูตร Eggnog

จริงๆ แล้วเกิดขึ้นมานานแล้ว ในยุโรป ตั้งแต่ยุคเรอเนสซองส์ ช่วงศตวรรษที่ 14 จะใช้นม ไข่ ผสมกับบรั่นดี หรือไวน์มาเดียร่า (Madeira Wine) หรือเชอร์รี่  (Sherry) ที่ควรจะดื่มกินทันที หรือไม่ก็ปรุงให้สุกก่อน นิยมกันมากในหมู่คนชนชั้นสูง เป็นค็อกเทลที่นิยมดื่มกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาส คำว่า Nog มีคนบอกว่าเป็นคำสแลงมาจากรัม (Rum) หรือบ้างก็ว่าเป็นภาษาโบราณที่หมายถึงเหล้าเอล (Ale) เป็นเบียร์ชนิดหนึ่งเกิดปี ค.ศ.1963 หรือบ้างก็บอกว่า "Nog" อาจเกี่ยวข้องกับ "คำว่า Nugg หรือ Nugged Ale เป็นเบียร์อุ่นร้อนๆ ของสก๊อตแลนด์ หรือไม่ก็บอกว่ามาจากคำว่า "Noggin" ที่หมายถึงเหยือกไม้ใบเล็กๆ ที่ใช้สำหรับใส่เครื่องดื่มที่ทำจากไข่ขายกันในร้านเหล้า

เจ้าถ้วยไม้ใบเล็กนี้ บ้างก็เรียกว่า Quaich (เคว้ก) ใช้ใส่เครื่องดื่มเพื่อต้อนรับแขกคนสนิท ในสก๊อตแลนด์ โดยเฉพาะในแถบไฮท์แลนด์ เรียกมาจากคำว่า "Cuach" ภาษาเกลลิก ที่แปลว่า ถ้วย ในสมัยก่อนเอาไปใส่วิสกี้ดื่มกินกันแบบส่งต่อๆ กันดื่มในถ้วยใบเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น นอกจากทำมาจากไม้แล้ว ยังมีแบบใช้วัสดุอื่นมาใช้ทำด้วย เช่น ทำจาก หินแกะ เขาสัตว์แกะ เงิน ทองเหลือง

แต่ Eggnog ในอเมริกานั้น นำคำนี้มาใช้เรียกตั้งแต่ปี ค.ศ.1775 แค่ช่วงสั้นๆ จะใช้เหล้ารัมผสมกับไข่ และนม เรียกกันว่า "Grog" ดังนั้นชื่อของ Eggnog ก็มาจากคำว่า Egg & Grog รวมกัน เมื่อออกเสียงเรียกเร็วๆ จึงเพื้ยนไปเป็น Egg'n'grog จนกลายเป็น Eggnog นั่นเอง แต่ในอเมริกาตอนใต้ จะผสมด้วยเบอร์เบิร์นวิสกี้ "Eggnog" เดิมทีในอังกฤษ มีค็อกเทลที่คล้ายๆ กัน เรียกว่า "Posset" (และในปี ค.ศ.1825 ใน The Oxford English Dictionary ได้เขียนคำว่า Eggnog ไว้เป็นภาษาอังกฤษ) ส่วนในแถบเปอร์โตริโก้ เรียกกันว่า "Coquito" ใช้รัม และน้ำกะทิ หรือน้ำมะพร้าวสดมาใช้ผสม ส่วนที่เมืองพูบลา (Pueble) ในเม็กซิโก ก็เรียกกันว่า "Rompope" ใช้รัมหรือเหล้าที่ทำจากธัญพืช ผสมกับอบเชย (Cinnamon) สำหรับในเปรู เรียกว่า "Biblia Con Pisco" ใช้พิโซ่ (Pisco) เป็นบรั่นดีผสม ดื่มเพื่อเฉลิมฉลองในช่วงวันหยุดเทศกาล แต่ถ้าเป็นในเยอรมัน เรียกกันว่า "Biersuppe" ผสมมาจากเบียร์ "Eierpunsch" ที่ผสมมาจากไวน์ขาว ไข่ น้ำตาล กานพลู  ใบชา น้ำเลมอนหรือน้ำมะนาวไลม์ และอบเชยมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1904 ส่วนในไอร์แลนด์ Eggnog จะเสิร์ฟแบบร้อนเป็นของหวาน

Eggnog นิยมผสมดื่มกันเองในบ้าน แบบเครื่องดื่มโฮมเมด โดยใช้นม ไข่ น้ำตาล อบเชย หรือลูกจันทน์เทศผสมกัน มีทั้งเสิร์ฟแบบเย็น และแบบอุ่น โดยเฉพาะในวันที่อากาศหนาวเย็น หรือจะนำไปผสมากาแฟ จะเรียก Eggnog Latte

Eggnog 

- 3/4 oz.         Brandy (บรั่นดี)

- 1/2 oz.         Bourbon Whiskey or Dark Rum (เบอร์เบิร์นวิสกี้ หรือ รัมสีดำ)

- 2 ใบ.            York Egg (ไข่แดง)

- 2 oz.            Milk (นมสด)

- 1/2 oz.         Heavy Cream (ครีมนมเข้มข้น)

- 3-4 tsp.        Superfine Sugar (น้ำตาลทราย)

แต่งโรยด้วยผงลูกจันทน์เทศ

Eggnog version Cold

- 2 oz.           Brandy (บรั่นดี)

- 1.5 oz.        Mlik (นมสด)

- 1/2 oz.        Single Cream (ครีมนม)

- 1/2 oz.        Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1 ฟอง.        Egg (ไข่ขาวและไข่แดง)

แต่งด้วยผงลูกจันทน์เทศ

 

Eggnog version Hot

- 2 oz.           Brandy (บรั่นดี)

- 2 oz.           Mlik (นมสด)

- 1/2 oz.        Heavy Cream (ครีมนมเข้มข้น)

- 4-5 tsp.       Pewder Sugar (น้ำตาลทราย)

- นิดหน่อย.     Cinnamon (อบเชย)

- นิดหน่อย      Cloves (กานพลู)

- 1 ฟอง.         Egg (ไข่ขาวและไข่แดง)

ทำให้ร้อน แต่งด้วยวิปปิ้งครีมและผงลูกจันทน์เทศ

Brandy Eggnog by cocktailthai

- 1.5 oz.          Brandy (บรั่นดี)

- 1 oz.             Mlik (นมสด)

- 1/2 oz.          Cream (ครีมนมคาร์เนชั่น)

- 3/4 oz.          Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 3-5 drop.      Vanilla Flavour (กลิ่นวานิลา)

- 1 ฟอง.          Egg (ไข่ขาวและไข่แดง)

แต่งด้วยผงลูกจันทน์เทศ

 

Mojito มีสองเรื่องราวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของ โมฮิโต้ เรื่องแรกว่ากันว่า คิดค้นโดย Sir Francis Drake นักสำรวจและนักเดินเรือ ในศตวรรษที่ 16 เขาเดินทางไปสำรวจเมือง Cartagena de Indias ของสเปน แล้วเขาก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังคิวบา ระหว่างทาง ลูกเรือหลายคนเกิดป่วยเป็นโรคบิดและเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) เมื่อถึงเมืองฮาวานา Sir Francis Drake ได้นำเหล้ารัมจากน้ำอ้อย รสคล้ายวอดก้า รสบาดคอนิดๆ (Aguardient de Cana) ผสมมะนาว น้ำตาลอ้อย และใบมิ้นท์ ให้ลูกเรือดื่มกิน เพื่อบรรเทาการป่วยได้เล็กน้อย และเรียกเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า El Draque หรือต่อมาบาร์เทนเดอร์คิวบา นำสูตรมาดัดแปลงใช้เหล้ารัมคุณภาพดีว่า Aguardiente มาผสมแทน และเติมโซดาเพิ่ม เรียกว่า Mojito

ส่วนเรื่องที่สอง ว่ากันว่า มีทาสชาวแอฟริกัน ที่ทำงานในไร่อ้อย นำน้ำอ้อยที่เรียกกันว่า Guarapo มาผสมมะนาว (แต่ดูแล้วยุคนั้นพวกทาสไม่น่าจะหามะนาวมาได้) และคำว่า Mojo หมายถึง “การสะกดคำเล็กน้อย” เป็นเครื่องปรุงรสของชาวคิวบาที่ทำมาจากมะนาว แต่บางคนก็คิดว่า มันน่าจะมาจากคำว่า Mojadito เป็นภาษาสเปนที่แปลว่า "เปียกนิดหน่อย" หรือ Mojado ที่แปลว่า "เปียก"

โมฮิโต้ โด่งดัง และได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมื่อ บริษัท บาคาร์ดี ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางคศตวรรษ​​1800  และนำเสนอด้วยสูตร Mojito ที่ใช้เหล้ารัมบาร์คาดีเป็นส่วนผสมหลักในการผสม

บาร์ La Bodeguita del Medio ในคิวบา ที่ผนังร้าน ยังมีการบันทึก คำพูดของ Ernest Hemmingway ที่มีชื่อเสียง เขาว่า“ My Mojito in La Bodeguita, my daiquiri in El Floridita” อยู่ถึงปัจจุบัน

Mojito มีความหลากหลายมาก ทั้ง Malibu Mojito ใช้มะพร้าวผสมด้วย, Dirty Mojito ใช้เหล้ารัมเครื่องเทศ ผสมน้ำเชื่อม น้ำตาลทรายแดง, Maxican Mojito ใช้แทนเหล้าเตกีล่าแทนการใช้เหล้ารัม, Mojito Royal ใช้แชมเปญแทนการใช้โซดา, Morelli Mojito ใช้วอดก้าราสเบอร์รี่แทนเหล้ารัม และใช้ Red Bull Extra แทนการใช้โซดา บางทีมีการดัดแปลงหยดเหล้าแองกอสทูร่าบิทเตอร์ ช่วยเพิ่มรสชาติ หรือบางทีก็เปลี่ยนจากมะนาวผิวสีเขียวไปใช้เป็นเลมอนผิวสีเหลืองแทน

สูตรค็อกเทลโมฮิโต้

Classic Mojito by cocktailthai

- 1.5 oz.      Light Rum (รัมสีขาว)

- 3-4 tsp.     Powder Sugar (น้ำตาลทราย).

- 9 ชิ้น.         Lemon wedges (มะนาวชิ้น)

- 7-8 ใบ.      Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- Full-up.     Soda (โซดา)

Italian Mojito

(Cocktail By Francensco at Mix, New York)

- 2 oz.          Light Rum (รัมสีขาว)

- 2 oz.          Italian Sparkling Wine (อิตาเลี่ยน สปารค์กลิ้งไวน์)

                    (Proseco, Dry Sparkling Wine)

- 2 tsp.         Brown Powder Sugar (น้ำตาลทรายไม่ขัดสี)

- 7-8 ชิ้น.      Lemon Wedges (มะนาวชิ้น)

- 7-8 ใบ.       Mint Sprigs (ใบสะระแหน่) 

 Mango Mojito

- 2 oz.          Rum (รัมสีขาว)

- 2 oz.          Mango Juice (น้ำมะม่วง)

- 1 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 7-8 ชิ้น.      Lemon Wedges (มะนาวชิ้น)

- 7-8 ใบ.       Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- Full-up.      Soda (โซดา)

Pina Mojito

- 1 oz.          Mojito Syrup (น้ำเชื่อมโมจิโต้ Monin)

- 2 oz.          Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 1 oz.          Orange Juice (น้ำส้ม)

- 1 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- Full-up.      Soda (โซดา) 

Big Apple Mojito

- 1.5 oz.       Rum (รัมสีขาว)

- 2 oz.          Apple Juice (น้ำแอปเปิ้ล)

- 1/2 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

-1 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 7-8 ใบ.       Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

Blue Mojito

- 1 oz.           HPNOTIQ Liqueur (Hpnotiq ลิเคียวร์)

- 1 oz.           Light Rum (รัมสีขาว)

- 7-8 ใบ.        Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- Top-up.       Soda (โซดา)

Clement Creole Mojito

- 3 oz.           Rum (รัมสีขาว)

- 1 oz.           Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 5-6 ชิ้น.       Lemon Wedges (มะนาวชิ้น)

- 4-5 ใบ.        Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- 3/4 oz.        Canne Syrup (น้ำเชื่อมอ้อย)

- Top-up.       Soda or Sparkling Wine (โซดา หรือสปาร์คกลิ้งไวน์) 

 

Social Mojito 

(Cocktail by Franklin Ferguson, Hollywood)

- 3/4 oz.         Dark Rum (รัมสีดำ)

- 2 oz.            Lemon Rum (รัมกลิ่นเลมอน)

- 1/2 oz.         Mint Syrup (น้ำเชื่อมมิ้นท์ Monin)

- 1.5 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

Blueberry Mojito

- 1.5 oz.         Light Rum (รัมสีขาว)

- 1/3 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 8 ใบ.            Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- 8-10 ลูก.      Blueberry (บูลเบอรี่)

- 2 tsp.           Powder Sugar (น้ำตาลทราย)

- Top-up.        Soda (โซดา)

 

Mango & Pineapple Mojito

(Cocktail by Brian McGrory, New York)

- 2 oz.           Pineapple Rum (รัมกลิ่นสับปะรด)

- 1.5 oz.        Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 oz.        Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 8 ใบ.           Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- 2 tsp.          Mango Puree (เนื้อมะม่วงบด Monin)

Raspberry Mojito

(Cocktail by Bare Pool Lounge, Las Vegas)

- 2 oz.           Light Rum (รัมสีขาว)

- 1 oz.           Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 5-6 ชิ้น.       Lemon Wadges (มะนาวชิ้น)

- 5-6 ลูก.       Raspberry (ราสเบอรี่)

- 6-7 ใบ.       Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- Full-up.      Soda (โซดา)

Pear Mojito

(Created by Gwen Sutherland Kaiser)

- 1.5 oz.       White Rum (รัมสีขาว)

- 1/2 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 2 oz.          Pear nectar Juice (น้ำลูกแพร์)

- 1 oz.          Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 7-8 ใบ.       Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- Top-up.      Seltzer Water (น้ำแร่ Minere Sparkling) 

Passion Fruit Mojito

- 2 oz.           Malibu Passion Fruit Rum (มาลิบูลกลิ่นเสาวรส)

- 1/2 oz.        Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 3/4 oz.        Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- Top-up.       Manow Soda (น้ำมะนาวโซดา)

- 7-8 ใบ.        Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

Mojito del Perro

- 3 oz.           Gin (ยิน)

- 2 oz.           Lychee Juice (น้ำลิ้นจี่)

- 5-6 ใบ.        Mint Sprigs (ใบสะระแหน่หั่น)

- 2 tsp.          Sugar Sugar (น้ำตาลทราย)

- Top-up.       Soda (โซดา)

- 2 ชิ้น.           Lemon Slices (มะนาวฝาน)

Cuban Breeze Mojito

- 1 oz.            Rum (รัมสีขาว)

- 2 oz.            Mojito Syrup (น้ำเชื่อมโมจิโต้ Monin)

- 1/2 oz.         Grapefruit Juice (น้ำเกรฟฟรุ๊ต)

- 1/2 oz.         Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

- 6 ใบ.            Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

 Peche Mojito

- 1 oz.            Vodka (วอดก้า)

- 6-8 ใบ.         Mint Sprigs (ใบสะระแหน่)

- 1-2 tsp.        Brown Sugar (น้ำตาลทรายไม่ขัดสี)

- 3/4 oz.         Peche Liqueur (พีช ลิเคียวร์)

- 1/2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- Top-up.       Sprite (สไปรท์)

ในปี คศ.1701-1800 เกิดค็อกเทลสูตร Grog

เกิดในปี ค.ศ.1740 นิยมดื่มในหมู่ราชนาวีของอังกฤษ ชื่อนี้มาจาก นายพลเอ็ดเวิร์ด เวอร์นอน ที่ชอบใส่เสื้อคลุมยาวที่กั้นน้ำได้เรียกว่า Grogram จนได้ฉายา Old Grogram เขาชอบแจกเหล้ารัมกับน้ำให้กับทหารเรือดื่มกินกัน และเขายังได้คิดวิธีป้องกันโรคลักปิดลักเปิด โดยใช้มะนาวมาผสมในเหล้ารัม เติมเครื่องเทศ และน้ำตาลลงไปด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องดื่มว่า Grog มาจากเสื้อที่นายพลชอบใส่นั้นเอง และในปี ค.ศ.1747 ศัลยแพทย์ชาวสก็อต ชื่อ James Lind ได้ทดเอามะนาว (Lime & Lemon) มาใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟันให้กับทหารเรือ ต่อมาได้ดัดแปลงเอามะนาวมาใส่ใน Grog ด้วย

- 2 oz.         Dark Rum (รัมสีดำ)

- 1/2 oz.      Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1 tsp.        Brown Sugar (น้ำตาลทรายไม่ขัดสี)

- 5-6 drop.   Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

- 4 oz.    .    Hot Water (น้ำร้อน)

อาจจะแต่งด้วยส้ม และอบเชยแท่งด้วย

Sangaree มีรากศัพท์มาจากภาษาสเปน กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1774 ในหมู่เกาะ Antilles ในสเปน คิดค้นโดยพ่อค้าชาวสเปน นำเอาไวน์แดง หรือพอร์ท ผสมเข้ากับ เหล้ารัมจากชวา (Batavia Arrack) ส้มชิ้น เลมอนชิ้น และโรยด้วยผงลูกจันทน์เทศ เป็นสูตรที่นิยมดื่มกันมากมีบันทึกไว้ในหนังสือ Bartenders Guide ในปี ค.ศ.1862 ของ Jerry Thomas’s ระบุไว้ว่า มีสุตร Sangaree ถึง 6 สูตรที่แตกต่างกัน โดยแต่ละสูตร จะมีเบสของเหล้าหลักที่แตกต่างกัน แต่จะราดด้วย ไวน์ หรือเอล หรือราดด้วยบรั่นดีผสมน้ำตาล 1 ช้อนในแบบฉบับ Sangaree ของเจอรี่ โทมัส หรือว่าจะเปลี่ยนเป็น Applejack หรือ Calvados ก็ได้ แต่งด้วยแอปเปิ้ลสไลด์ใส่ผงลูกจันทน์เทศ

- 3 oz.       Red Wine (ไวน์แดง)

- 1/2 oz.    Brandy (บรั่นดี)

- 1/2 oz.    Orange Curacao (ออเร้นท์ คูราโช่)

- 1 oz.       Orange Juice (น้ำส้ม)

- 1/2 oz.    Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/3 oz.    Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1/2 oz.    Soda (โซดา)

แต่งด้วยสตรอเบอร์รี่ ส้มฝาน

Sangria มีรากศัพท์มาจากภาษาสเปน หมายถึง เลือด ผสมมาจากไวน์แดง ส้มชิ้น เลมอนชิ้น และน้ำตาลทราย เปิดตัวครั้งแรกในงาน New York  World's Fair เมื่อปี ค.ศ.1964 ในอเมริกา มีเสิร์ฟทั้งแบบร้อน ในฤดูหนาว และแบบเย็น ในฤดูร้อน เดิมเกิดในยุคกลาง ที่สเปน ในยุโรป มีการผสมเครื่องดื่มที่เรียกว่า "Hippocras" เป็นเครื่องดื่มที่ผสมจากไวน์แดง น้ำตาล และขิง อบเฉย หรือเครื่องเทศอื่นๆ มีลักษณะคล้ายน้ำพั้นช์

- 3 oz.       Red Wine (ไวน์แดง)

- 1/2 oz.    Brandy or Cognac (บรั่นดี หรือคอนยัค)

- 2 oz.       Orange Juice (น้ำส้ม)

- 1/2 oz.    Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

แต่งด้วยองุ่น บูลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ เชอรี่ มะนาวฝาน ส้มฝาน เลมอนฝาน

ในปี คศ.1801-1850 เกิดค็อกเทลสูตร Mint Julep

เดิมกำเนิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1803 โดย John Davis เมื่อเขาค้นพบต้นใบสะระแหน่ ตอนที่เขาไปเที่ยวที่หมู่บริสตีส และเวอร์จิน รสหวานซ่าๆ ชวนดื่ม กลิ่นหอมฉุนใบสะระแหน่ ดื่มกินกันในประเพณีการแข่งม้าของ Kentucky Derby ตั้งแต่ปี ค.ศ.1938 เกือบศตวรรษแล้ว Mint Juleps มีประวัติอันยาวนาน มักเป็นที่ถกเถียงกัน และเชื่อว่าชื่อของเครื่องดื่มมาจากคำว่า Gulab ในภาษาเปอร์เซีย และคำว่า Julab ในภาษาอาหรับ ซึ่งทั้งสองคำนี้แปลว่า“ น้ำกุหลาบ” คำว่า Julep ยังใช้เพื่ออ้างถึงเครื่องดื่มผสมน้ำเชื่อมทุกชนิดที่รับประทานกับยา และหากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี ค.ศ.1784 Mint Juleps ถูกกล่าวอ้างไว้ครั้งแรกว่า ดื่มเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง และช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน 

- 2 oz.             Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 4-5 ใบ.          Spring Mint (ใบสะระแหน่) 

- 1 tsp.            Powder Sugar (น้ำตาลทราย) 

- 2 tsp.            Hot Water (น้ำร้อน) 

Sazerac ค็อกเทลคลาสสิคเก่าแก่ ถือเป็นค็อกเทลประจำเมืองนิวออลีน ในรัฐหลุยเซียน่า และน่าจะเป็นค็อกเทลสูตรแรกในอเมริกาก็ว่าได้คิดค้นโดยนาย Antoine Amédée Peychaud เภสัชกรนักปรุงยา ชาวครีโอล ในเฮติ (เฮติชื่อเดิม เรียกว่า Saint-Domingue) ภายหลังเขาอพยพมาอาศัยอยู่ที่นิวออลีน สูตรนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1838 ที่บ้านของเขาเลขที่ 437 ถนนรอยัล เขาเสิร์ฟค็อกเทลตัวนี้ให้กับเพื่อนๆ ที่มาร่วมงานเลี้ยง เดิมทีผสมด้วยคอนยัคเป็นหลัก ผสมกับเหล้ายาของเขา Paychaud's Bitters

ในช่วงปี ค.ศ.1840  นาย Sewell Taylor เป็นคนนำเข้าคอนยัคที่ผลิตในเขต Limoges อยู่ทางตะวันออกของเมืองคอนยัค ในฝรั่งเศส ยี่ห้อ Sazerac de Forge & Fils เข้ามาขาย และเปิดร้าน Merchants Exchange Coffee House ร้านเขาตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านขายยาของ Antoine Amédée  Peychaud เขาก็ทำค็อกเทลสูตรนี้ด้วย โดยเรียกชื่อมันว่า "Sazerac" ตามชื่อยี่ห้อคอนยัคที่ใช้ผสม ต่อมาในปี ค.ศ.1850 เขาขายร้านนี้ ให้กับนาย Aaron Bird และในปี ค.ศ.1852 ก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น Sazerac Coffee House  แต่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของเมืองนิวออลีน ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.2019 

ตามตำนานเล่าว่า นาย Aaron Bird เสิร์ฟ "Sazerac Cocktail" ที่ผสมด้วยคอนยัคยี่ห้อ Sazerac ที่นาย Sewell Taylor นำเข้ามา ผสมกับ Peychaud's Bitters ต่อมาในปี ค.ศ.1860 เขาได้ขายร้านต่อให้ John B. Schiller ช่วงเวลาที่ผ่านมาร้าน Sazerac Coffee House มีการเปลี่ยนเจ้าของกันหลายคน จนกระทั่งในปี ค.ศ.1869 นาย Thomas H. Handy ที่เคยเป็นเสมียนในร้านนี้ ได้เป็นเจ้าของร้าน และในปี ค.ศ.1870 Antoine Amédée Peychaud เขาปิดร้านขายยา และให้สิทธิร่วมทุนกับ Thomas H. Handy ในการผลิต Peychaud's Bitters ด้วย จนในปี ค.ศ.1871 ทำให้ Thomas H. Handy ได้ทั้งสิทธินำเข้าคอนยัค และเป็นผู้ผลิต Peychaud's Bitters ด้วย ในช่วงเวลานี้เขาดัดแปลงส่วนผสมเปลี่ยนจากคอนยัคมาเป็นอเมริกันไรย์วิสกี้ เพราะคอนยัคในช่วงนี้ขาดแคนเนื่องจากการแพร่ระบาดของแมลง Phylloxera ในยุโรป ที่บุกทำลายสร้างความเสียหายให้กับไร่องุ่นที่ใช้ผลิตคอนยัค และบรั่นดี ในฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก

ต่อมาในปี ค. ศ.1873 นาย Leon Lamothe เป็นบาร์เทนเดอร์ที่ดัดแปลงเพิ่มเหล้า Absinthe เข้าไปเพิ่ม เรียกมันว่า "Green Fairy" ตามสี และเรียกว่า "Black Death" ตามรสชะเอมเทศของแอปซินท์

ในปี ค.ศ.1889 เขาได้บันทึกสูตร Sazerac ไว้ และเขาได้เริ่มผลิตจัดจำหน่ายค็อกเทล Sazerac ในรูปแบบขวดผสมพร้อมดื่ม ที่ยังคงใช้คอนยัคที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ถึงแม้จะไม่สามารถหาคอนยัค Sazerac de Forge & Fils ได้อีกต่อไป เพราะคอนยัคนี้ได้ปิดตัวเลิกกิจการไปในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ.1880 หลังจากที่ Thomas H. Handy เสียชีวิตไปในปี ค.ศ.1893 นาย William McQuoid ได้เข้ามาซื้อกิจการต่อ และเปลี่ยนจากการใช้คอนยัคมาใช้เป็นไรย์วิสกี้แทนอย่างสิ้นเชิง ผลิตเป็นค็อกเทลบรรจุขวดพร้อมดื่มจัดจำหน่าย พัฒนาต่อโดย CJ O'Reilly เขาเป็นอดีตเลขาธิการของ Thomas H. Handy ที่ได้ซื้อสิทธิ์ในธุรกิจต่อมา และเปิดตัวบริษัท Sazerac พร้อมกับเปิดตัววิสกี้อเมริกันในชื่อ Sazerac Rye Whiskey จัดจำหน่ายมาถึงปัจจุบัน

 

และในปี ค.ศ.1908 การตีพิมพ์สูตร Sazerac ครั้งแรกในหนังสือ The World's Drinks and How to Mix เขียนโดย William T. "Cocktail Bill" Boothby's แต่สูตรของเขาจะใช้ Bitter อื่นมาแทน Peychaud's Bitters

 

ในปี ค.ศ.1912 เหล้า Absinthe ถูกแบนไม่ส่งเสริมให้ดื่มกันในอเมริกา เนื่องจากดื่มแล้วเกิดภาวะภาพหลอน ต่อมาในปี ค.ศ.1934 มีการดัดแปลงมาใส่เหล้าหวาน Herbsaint แทนเพื่อเพิ่มกลิ่น และรสที่ขมขึ้น ภายหลังมีการดัดแปลงผสมด้วยเบอร์เบิร์นวิสกี้ก็มี 

Sazerac original

- 2 oz.         Cognac (คอนยัค)

- 1/2 oz.      Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 3 dash.      Peychaud’s Bitters (เพอริเย่ บิตเทอร์)

- 1 dash.      Absinthe (แอปซินท์)

แต่งด้วยผิวเลมอน

 

Sazerac ในปี ค.ศ.1870

- 1.5 oz.       Rye Whiskey (ไรย์ วิสกี้)

- 1 cube.      Sugar Cube (น้ำตาลทรายก้อน)

- 3 dash.      Peychaud’s Bitters (เพอริเย่ บิตเทอร์)

- 2 dash.      Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

- 1 dash.      Absinthe (แอปซินท์)

แต่งด้วยผิวเลมอน

Sazerac ปี ค.ศ.1934

- 1.5 oz.       Sazerac Rye Whiskey (ซาซีเลค ไรย์ วิสกี้) หรือ Buffalo Trace Bourbon Whiskey (บัฟฟาโล่ แทรค เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 1/4 oz.       Herbsaint Liqueur (เหล้าหวานสมุนไพร)

- 1 cube.      Sugar Cube (น้ำตาลทรายก้อน)

- 3 dash.      Peychaud’s Bitters (เพอริเย่ บิตเทอร์)

แต่งด้วยผิวเลมอน

วิธีทำ ใส่น้ำตาลทรายก้อน ลงในแก้ว Rock ใบแรก แล้วหยด Peychaud's Bitters ลงไปบนน้ำตาลทรายก้อน และบดน้ำตาลทรายก้อน เติมเหล้า Sazerac Rye Whiskey หรือ Buffalo Trace Bourbon Whiskey คนให้เข้ากัน แล้วนำน้ำแข็งใส่ในแก้ว Rock ใบที่สอง เทเหล้าหวาน Herbsaint คนหมุนให้เคลือบทั่วแก้ว แล้วเท Herbsaint ทิ้ง แล้วนำส่วนผสมในแก้วแรกมาเทใส่ ต่งด้วยผิวเลมอน

 

ในปี คศ.1851-1900 เกิดค็อกเทลสูตร Whiskey Sour

บันทึกแรกปรากฎในปี ค.ศ.1856 สำหรับสูตร Sour และมีการพัฒนามาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนเป็นพื้นฐานของสูตรค็อกเทลสมัยใหม่หลายตัว เช่น Whiskey Sour, Boston Sour, New York Sour, Amaretto Sour จนถึงปี ค.ศ.1862 Whiskey Sour มีบันทึกไว้ในหนังสือ The Bartender's Guide เขียนโดย Jerry Thomas ที่ว่าค็อกเทลตระกูลซาวร์ มีหลักการเดียวกับ Grog รัมที่ผสมมะนาว ผสมเพื่อดื่มช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1740 ถือเป็นสูตร Sour เวอร์ชั่นแรกๆ แต่ในอเมริกันนิยมดื่มวิสกี้พื้นเมืองกันมากกว่า เลยดัดแปลงมาใช้วิสกี้แทนรัม แต่เจอร์รี่ โทมัส เขาบอกว่าไม่น่าจะเหมือนกัน ทั้งสีและความเปรี้ยว

Whiskey Sour original

- 2 oz.         Bourbon Whiskey or Rye Whisky (เบอร์เบิร์น วิสกี้ หรือ ไรย์ วิสกี้)

- 1/2 ลูก.     Small Lemon (น้ำมะนาวคั้น)

- 1 tsp.        Powder Sugar (น้ำตาลทรายขาวละลายใน Little Seltzer หรือน้ำ Apollinaris)

เติมน้ำแข็งไสให้เต็มแก้วเขย่าแล้วกรองลงในแก้ว claret ประดับด้วยผลเบอร์รี่

สูตรเดิมใส่โซดา แต่ภายหลังก็ตัดออกไป เพราะการเขย่าทำให้สูญเสียความซ่าส์ฟู่ไปบ้าง ต่อมาใส่ไข่ขาวเพิ่ม ทำให้เนียนนุ่มนวลขึ้น เรื่องไข่ที่ใส่เข้าไปว่ากัน 2 ทาง ใน Joy of Mixology ของ Gary Regan's จะไม่ใส่ไข่ และใน The Essential Cocktail ของ Dale DeGroff's จะใส่ไข่ขาวด้วย แต่เรื่องของไข่ คนทั่วไปก็ยังกังวลเรื่องเชื้อแบคทีเรีย Salmonella จากไข่

 - 2 oz.        Whiskey (วิสกี้)

- 1 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 oz.      Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1/4 oz.      White Egg (ไข่ข่าว)

แต่งด้วยเชอรี่ และมะนาวฝานหรือส้มฝาน 

Whiskey Sour มีกล่าวถึงในหนังสือพิมพ์อเมริกัน The Waukesha Plain Dealer ในปี ค.ศ.1870  บอกถึงความนิยมของสูตรนี้ในอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ1860-1960 กว่าหนึ่งร้อยปี
ในปี ค.ศ.1908 The World's Drinks and How to Mix เขียนโดย William Boothby บอกว่าสูตร Sour ควรกรองใส่ในแก้ว Highball หรือแก้วพั้นช์ จากนั้นในปี ค.ศ.1912 ในคู่มือ The Hoffman House Bartender's Guide เขียนโดย Charles S. Mahoney กล่าวว่า Dizzy Sour และ Gin Sour ควรเสิร์ฟในแก้ว Sour แต่สูตร Whiskey Sour ควรเสิร์ฟในแก้ว Claret

Whiskey Sour by cocktailthai สูตรเหล้าเข้มนุ่มกลมกล่อม รสเปรี้ยวๆ หวานๆ หอมกลิ่นบิทเตอร์

- 2 oz.          Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 2 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/2 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 3-4 drop.    Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)  

- 1-2 dash.   White Egg (ไข่ข่าว) จะไม่ใส่ก็ได้

New York Sour ตามที่นักวิจัย David Wondrich กล่าวไว้ว่า New York Sour จะไม่ใส่ในแก้ว Claret จะมีการเพิ่มไวน์แดง จากแคว้น Bordeaux ของฝรั่งเศส ลงไปด้วย ปรากฎสูตรนี้ขึั้นในปี ค.ศ.1880 ในชิคาโก และได้รับความนิยมในปี ค.ศ.1900 ในนิวยอร์ค จึง Sour ตัวนี้ว่า New York Sour

- 2 oz.          Bourbon Whiskey or Rye Whisky (เบอร์เบิร์น วิสกี้ หรือ ไรย์ วิสกี้)

- 3/4 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/3 oz.       Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 3/4 oz.       Red Wine (ไวน์แดง)  

- 1 ฟอง.       White Egg (ไข่ข่าว) ไม่จำเป็นต้องใส่

เทรินไวน์แดงที่หลังสุด

Boston Sour by cocktailthai

- 2 oz.          Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 1.5 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 2 tsp.         Powder Syrup (น้ำตาลทรายขาว)

- 2 dash.      White Egg (ไข่ข่าว)

แต่งด้วยมะนาวฝานและเชอรี่

Amaretto Sour

- 3/4 oz.       Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 1.5 oz.       Amaretto Liqueur (อะมาเร็ตโต้ ลิเคียวร์)

- 1 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/4 oz.       Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1/2 oz.       White Egg (ไข่ข่าว)

แต่งด้วยมะนาวม้วนและเชอรี่

Apricot Sour by cocktailthai

- 1/2 oz.       Apricot Brandy (แอพริคอต บรั่นดี)

- 1/2 oz.       Amaretto Liqueur (อะมาเร็ตโต้ ลิเคียวร์)

- 1.5 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/2 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม) 

Americano เกิดในปี ค.ศ.1860 ที่ Gaspare Canpari's Bar ในนครมิลาน อิตาลี นิยมดื่มกันมากในหมู่นักท่องเที่ยวอเมริกัน เดิมเรียกชื่อว่า "Milano-Torino" ชื่อตั้งจากแหล่งผลิตของส่วนผสมหลัก 2 ตัวที่ใช้ในสูตรนี้  คำว่า Milano มาจากคำว่า Milan แหล่งผลิตเหล้า Campari Bitter และคำว่า Torino มาจากเมือง Turin แหล่งผลิตเหล้าสวีทเวอร์มูธ ยี่ห้อ Cinzano ต่อมาในปี ค.ศ.1928 สูตรนี้นิยมดื่มในฝรั่งเศส มีชาวอเมริกันหนีไปในยุโรปกัน เพราะช่วงปี ค.ศ.1920-1933 ที่อเมริกาประกาศห้ามผลิตห้ามขายห้ามดื่มสุราเด็ดขาด ทำให้คนอเมริกันที่หนีมาในยุโรป ดื่มกินสูตรนี้ และได้รับความนิยมจนเรียกกันติดปากกันใหม่ว่า "Americano" ตาม I.B.A สูตรนี้ จะผสมด้วย Campari Bitter, Sweet Vermouth ในสัดส่วนเท่าๆ กัน และโซดา แต่งด้วยมะนาวฝาน จัดเป็นสูตรสุดคลาสสิคอีกหนึ่งสูตร เหมาะดื่มในช่วงกลางวัน รสเบาๆ ลุ่มลึก หวานอมขมกลืน ถึงจะรสเบาๆ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะกลืนกินมัน ยังไงต้องลิ้มลองดูสักครั้ง 

- 1.5 oz.       Campari Bitter (คัมพารี่ บิตเทอร์)

- 1.5 oz.       Sweet Vermouth (สวีท เวอร์มูธ)

- On-Top.     Soda (โซดา)

แต่งด้วยส้ม

Black Velvet เกิดในปี ค.ศ.1861 ที่ Brook's Club ในลอนดอน อ้างอิงจากบันทึกของ Brian D. Murphy ซึ่งในช่วงเวลานั่น ผู้คนในอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้กับเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีผู้ล่วงลับของควีนวิกตอเรีย ด้วยการสวมปลอกแขนสีดำ บาร์เทนเดอร์ ในบาร์แห่งนี้ จึงคิดสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อร่วมไว้อาลัยด้วย เขาเลือกใช้แชมเปญ ผสมกับเบียร์ดำ Stout Beer เพื่อให้ดูเข้ากับบรรยากาศการไว้อาลัยด้วย  บางทีก็เรียกกันว่า Champagne Velvet

มีอีกแนวทางหนึ่ง ให้เครดิตกับโรงแรม Shelbourne เมืองดับลิน ในไอร์แลนด์ว่า Black Velvet มีแนวคิดมาจากในไอร์แลนด์ นิยมดื่มเบียร์ดำ Irish Stout (Guinness) เพื่อรำลึกถึงวันจากไปของนักบุญแพทริค Saint Patrick’s Day ตรงกับ 19 มีนาคมของทุกปี นักบุญคนแรกที่นำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแผ่ครั้งแรกในไอร์แลนด์ แนวคิดนี้จึงสอดคล้องกับในอังกฤษ  ว่าในวันที่ 14 ธันวาคม เนื่องจากเป็นวันที่เจ้าชายอัลเบิร์ต สิ้นพระชนม์ด้วยโรคไข้ไทฟอยด์ในปี ค.ศ.1861 ควีนวิกตอเรีย ทรงสวมชุดสีดำตลอดชีวิตที่เหลือของพระองค์ จึงเกิดเครื่องดื่มสีดำนี้ขึ้นมา Black Valvet ที่ใช้แชมเปญ ผสมกับเบียร์ดำ

ในปี ค.ศ.1948 นาย DavidA. Embury เขียนถึงเครื่องดื่มนี้ไว้ในหนังสือ Fine Art of Mixing Drinks ว่า "ฉันได้สัมผัสกับ BlackVelvet ครั้งแรกที่บ้านเพื่อนรักของฉันในเมือง Montreal ในแคนาดา และฉันประหลาดใจที่สุด เมื่อได้ลิ้มรส มันเป็นรวมกันของ แชมเปญ และเบียร์สเตาท์ ที่ดูลงตัวมาก อาจจะฟังดูน่ากลัวไปหน่อย เมื่อนึกถึงกากน้ำตาล และรสแอบเผ็ดร้อนของ Horseradish ในเบียร์สเตาท์ แต่ที่จริงแล้วมันยอดเยี่ยมมากๆได้แชมเปญมาช่วยตัดความเข้มข้น ความหวานของกากน้ำเชื่อมในเบียร์สเตาท์ แถมยังช่วยเสริมรสของแชมเปญได้ชัดเจนสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามต้องแน่ใจว่าคุณ เลือกใช้เบียร์สเตาท์ ที่มีคุณภาพดี และแชมเปญชนิดฝาดมาก Extra Dry  ควรเป็นแบบ Brut หรือ Nature ก็ยิ่งดี”

- Half Glass    Guinness Beer (เบียร์กินเนส)

- Half Glass.   Champagne (แชมเปญ)

Brandy Flip เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1695 ในอังกฤษ จากบทละครเรื่อง Love for Love ของ William Congreve ที่มีการกล่าวถึงเครื่องดื่มของกะลาสีเรือ สูตรนี้ไว้ด้วย เป็นเครื่องดื่มอุ่นร้อนในยุคอาณานิคมในอเมริกา ของอังกฤษ โดยนำเหยือก (Pocker) ไปอุ่นให้ร้อนแล้วใส่เบียร์ เหล้ารัม และน้ำตาลทราย หรือโมลาส แล้วเทใส่เหยือกอีกใบที่อุ่นร้อนมาเหมือนกัน เทพลิกสลับไปมา จนเป็นครีมเนียน เป็นที่มาของชื่อ "Flip" เกิดเป็นโฟมคล้ายฟองนม เรียกว่า Frothing หรือ Flipping ก็เป็นที่มาของชื่อด้วยเช่นกัน ต่อมาภายหลังใส่ไข่ และน้ำตาลทรายเพิ่ม และตัดเบียร์ออก นิยมดื่มในอังกฤษ และอเมริกา จนถึงศตวรรษที่ 19 เริ่มมีส่วนผสมของบรั่นดี มาแทนที่เหล้ารัม และใส่ผงลูกจันทน์เทศ (Nutmeg) เข้าไปด้วย ใส่ในถ้วยเหล็ก (Iron Fireplace Poker) เรียกว่า Flipdog หรือ hottle หรือใส่ในแก้ว Toddy สูตรนี้ต่างจาก Eggnog ตรงที่ไม่ใส่นม หรือครีม

สูตรนี้มีกล่าวไว้ในหนังสือ Our Mutual Friend ของ Charles Dickens ในปี ค.ศ.1822 ต่อมาในปี ค.ศ.1862 ยังมีบันทึกไว้ในหนังสือ The Bar-Tenders Guide : How to Mix Drinks ของ Jerry Thomas ด้วย เป็น Brandy Flip แบบร้อน และในปี ค.ศ.1887 ในหนังสือ The American Bar-Tenders หรือ The Art and Mystery of Mixing Drinks ของ E.A. Simmons และในหนังสือของ Jerry Thomas ฉบับปรับปรุงในปี 1887 บันทึกสูตร Brandy Flip แบบเย็น ไว้ด้วย

Brandy Flip Hot

- 2 oz.        Brandy (บรั่นดี)

- 1/2 oz.     Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1 ฟอง.     Egg (ไข่ทั้งไข่แดงและไข่ขาว)

ใส่ภาชนะอุ่นร้อน ใส่ส่วนผสมเทสลับไปมา

แต่งด้วยผงลูกจันทน์เทศ

Brandy Flip Cold

- 2 oz.       Brandy (บรั่นดี)

- 1/2 oz.    Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1 ฟอง.    Egg (ไข่ทั้งไข่แดงและไข่ขาว)

ใส่ส่วนผสมในเช็คเกอร์ เขย่าให้เกิดฟอง แล้วค่อยใส่น้ำแข็ง เขย่าเทกรอง 

แต่งด้วยผงลูกจันทน์เทศ

Manhattan คิดค้นพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 ที่ New Yorks Manhattan Club จนสำเร็จในปี ค.ศ.1884 ที่ร้าน New York  Manhattan Club ในอเมริกา และอีก 40 กว่าปีต่อมา จึงสมบูรณ์แบบ สูตรเหล้ารสแรงเข้มข้น นุ่มกลมกล่อม กลิ่นหอม รสออกหวานนิดๆ ใส่ในแก้วมาร์ตินี่ หรือแก้วร็อค แต่งด้วยลูกเชอรี่

- 2 oz.          Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 1 dash.      Sweet Vermouth (สวีท เวอร์มูธ)

- 2-3 drop.    Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

Martinez ไม่แน่ชัดในช่วงเวลาที่ถือกำเนิดสูตรตระกูลนี้ บ้างก็ว่ากำเนิดในปี ค.ศ.1860 ที่โรงแรม Occidental ในซานฟรานซิโก ที่เป็นจุดแวะพักก่อนนั่งเรือข้ามฟากตอนเย็นไปยังเมือง Martinez ในแคลิฟอร์เนีย กล่าวกันว่าเทนเดอร์คนหนึ่ง  เป็นคนคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา เนื่องจากลูกค้ามาสั่งแชมเปญ แต่โรงแรมไม่มีขาย เขาจึงเสนอเครื่องดื่มที่ผสมจากเหล้าที่มีอยู่ ได้แก่ ยิน เวอร์มูธ มาราสชิโน่ แองกอสทูร่า บิตเทอร์ มาผสมกัน ใส่มะนาวฝาน และเขาตั้งชื่อเครื่องดื่มนี้ตามชื่อเมืองว่า Martinez

อีกเรื่องเล่าว่า ประมาณปี ค.ศ.1870 ณ เมืองมา์ติเนซ เช่นกัน มีคนงานเหมืองทองไปเที่ยวที่บาร์ฆูลิโอ ริกเชลิเยอ แล้วเงินหมดไม่มีจ่ายค่าเครื่องดื่ม เขาจึงเอาเศษทองมาจ่ายแทน เจ้าของบาร์ ไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ผสมเครื่องดื่มแก้วเล็กๆ ที่แต่งด้วยมะกอก มาให้ และเรียกชื่อมันว่า Martini

ยังมีอีกตำนานหนึ่ง อ้างว่ามีบาร์เทนเดอร์ชาวอิตาลี Martini di Arma di Taggia คนหนึ่งที่อพยพมาที่นิวยอร์ค เป็นคนคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมาที่โรงแรม Knickerbocker

ต่อมามีบันทึกในหนังสือ The Modern Bartender เขียนโดย O.H. Byron ในปี ค.ศ.1884 จัดให้เป็นสูตรหลักของค็อกเทล Martinez น่าจะดัดแปลงมาจากสูตร Manhattan เพราะสูตรมีความคล้ายคลึงกัน เพียงเปลี่ยนจาก วิสกี้ มาเป็นยิน 

หรือจากบันทึกในหนังสือ The Bar-Tender's Guide เขียนโดย Jerry Thomas ในปี ค.ศ.1887 เล่ากันว่า เขาได้ไปเที่ยวบาร์ท้องถิ่น ในเมืองมาร์ติเนซ ซานฟรานซิโก คนอื่นๆ ที่อยู่ในบาร์เรียกร้องให้เขาช่วยผสมเครื่องดื่มให้ชิมหน่อย เขาจึงผสมเครื่องดื่มจาก Old Tom Gim, Rosso Vermouth, Maraschino และ Angostura Bitters ใส่มะนาวฝาน จึงเรียกเครื่องดื่มนี้ว่า Martinez

ต่อมาในปี ค.ศ.1888 Harry Johnson ได้เขียนปรับปรุงใหม่ไว้ในหนังสือของเขา The New and Improved IIIustrated Bartender's Manual ว่าชื่อมาร์ตินี่ น่าจะสะกดไว้ไม่ถูก ที่จริงควรจะสะกดว่า Martine ตัดอักษร z ออก สุดท้ายในปัจจุบัน สูตร สองแนวทางนี้ ก็ต่างปรับสูตรแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การทำสูตรมาร์ตินี่ ในปัจจุบัน จะเลือกใช้เหล้า Gin หรือ Vodka ก็ได้ สัดส่วนที่ลงตัว จะใช้ Gin หรือ Vodka 6 ส่วน ต่อ Dry Vermouth 1 ส่วน แต่งด้วยมะกอกดอง หรือ ผิวเลมอน หรือมะนาวฝาน

Martinez 

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 3/4 oz.       Sweet Vermouth (สวีท เวอร์มูธ)

- 1/4 oz.       Maraschino Liqueur (มาราสชิโน่ ลิเคียว)

- 2-3 drop.    Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

แต่งด้วยผิวเลมอน

Martini เรียกชื่อนี้ตาม H.L. Mencken ในอเมริกา น่าจะพัฒนามาจากสูตร Martinez ที่บันทึกไว้ในหนังสือ The Modern Bartender เขียนโดย O.H Byron's ในปี ค.ศ.1884 บางทีคำว่า Martini ก็ทำให้สับสนกับเหล้าเวอร์มูธ ยี่ห้อ Martini ที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในสูตรนี้ ซึ่งหากเลือกใช้เหล้าเวอร์มูธที่แตกต่างกัน ก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น 

Martini original

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/4 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

แต่งด้วยผิวเลมอน

Dry Martini เกิดครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1904 ในหนังสือ American-Bar โดย Frank Newman ระบุไว้ นิยมใส่มะกอกดอง เพื่อเพิ่มรสเค็มนิดๆ กันมากกว่าในปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นสูตรของ Cocktailthai จะเลือกใช้เหล้าเวอร์มูธ เป็น Extra Dry Vermouth 1/4 oz. แทน ใช้วิธีคนหรือเขย่าแค่นิดเดียวพอ แต่งด้วยมะกอกดอง

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/3 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

แต่งด้วยมะกอกดอง 

Extra Dry Martini ตามความเข้าใจ น่าจะหมายถึง รสฝาดมากๆ ไม่หวาน ปัจจุบัน มี Extra Dry Vermouth เราเลยเลือกใช้ Extra Dry Vermouth แทน Dry Vermouth แต่ถ้าตามความหมายดั้งเดิม ว่ากันว่า Extar Dry Martini คือ ไม่หวานเลย จึง ทำกันแบบ ไม่ใส่เวอร์มูธ เข้าไป เรียกว่า ใส่แต่ เหล้ายิน หรือวอดก้า ใช้วิธีคนหรือเขย่า แต่งด้วยมะกอกดอง หรือผิวเลมอน หรือจะทำแบบ On The Rock ก็ประมาณว่า เหล้าใส่กับน้ำแข็ง และแต่งด้วยมะกอกดอง หรือผิวเลมอน เท่านั้น

- 3 oz.       Gin (ยิน)

- 1/4 oz.    Extra Dry Vermouth (เอ๊กซ์ตร้า ดราย เวอร์มูธ)

แต่งด้วยมะกอกดอง

Dirty Martini มีรสออกเค็มจากน้ำมะกอก สีจะออกขุ่นๆ นิดๆ

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/4 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

- 1/2 oz.       Olive Juice (น้ำมะกอก)

แต่งด้วยมะกอกดอง 2-3 ลูก

Slight Dirty Martini

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/4 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

- 1/4 oz.       Olive Juice (น้ำมะกอก)

แต่งด้วยมะกอกดอง 2-3 ลูก

Extra Dirty Martini มีรสออกเค็มมากขึ้นจากน้ำมะกอก และเนื้อมะกอกที่ถูกนำไปบดขยี้ในเช็คเกอร์ด้วย บางทีจะเห็นมีเศษมะกอก และพริก (Pimento) ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลอยล่องอยู่ในแก้ว

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/4 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

- 1/2 oz.       Olive Juice (น้ำมะกอก)

แต่งด้วยมะกอกดอง 2-3 ลูก

In & Out Martini  ลูกเล่นในการผสม จะใส่น้ำแข็งแล้วใส่เหล้าเวอร์มูธ แล้วคน จากนั้นเททิ้งทั้งหมด เพื่อ เป็นการเคลือบกลิ่นเหล้าเวอร์มูธไว้ในเช็คเกอร์ แล้วใส่น้ำแข็งใหม่ เติมเหล้า ยิน หรือวอดก้า คนแล้วเทกรองใส่แก้ว แต่งด้วยมะกอก หรือผิวเลมอน

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/2 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

แต่งด้วยมะกอกดอง หรือผิวเลมอน

A Dash Martini  ใช้ดราย เวอร์มูธ น้อยลง แค่ 1-2 เหยาะ หรือใช้เทคนิคเอาเหล้าดรายเวอร์มูธใส่ในขวด Atomerizer แล้วฉีดสเปรย์เอาแค่ละอองของดรายเวอร์มูธใส่ในแก้วพอ

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1-2 dash.   Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

แต่งด้วยมะกอกดอง 

Wet Martini

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/4 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

- 2-3 Drop.   Orange Bitter (ออเร้นท์ บิตเทอร์)

แต่งด้วยมะกอกดอง

Perfect Martini

- 1 oz.        Gin (ยิน)

- 1 oz.        Extra Dry Vermouth (เอ๊กซ์ตร้า ดราย เวอร์มูธ)

- 1 oz.        Rosso Vermouth (รอสโซ่ เวอร์มูธ)

- 2-3 Drop. Orange Bitter (ออเร้นท์ บิตเทอร์)

แต่งด้วยมะกอกดอง

 

Vodka Martini หรือ Vodkatini หรือ Kangaroo จัดอยู่ในค็อกเทลตระกูลมาร์ตินี่ เช่น Dry Martini, Gibson เป็นต้น สูตรเหล้ารสเข้มข้นแรง กลิ่นหอม รสเข้มกลิ่นเหล้าแรง ใส่ในแก้วมาร์ตินี่ มีทั้งสูตรออริจินอล (Original) และสูตรคลาสสิค (Classic) ก็แล้วแต่จะเลือกทำตามที่ David Wondrich นักประวัติศาสตร์ด้านค็อกเทล บันทึกไว้เกี่ยวกับสูตรค็อกเทลที่ใช้วอดก้าผสมตัวแรก ในอเมริกา เกิดที่มลรัฐนิวแฮมป์เชีย ในปี ค.ศ.1905 โดยบาร์เทนเดอร์ได้ผสมค็อกเทล 2-3 ชนิด ให้กับคณะผู้แทนรัสเซียที่มาเยือนดื่มกัน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดเลือกใช้วอดก้ามาผสมทำค็อกเทล ต่อมาในปี ค.ศ.1946 ที่ Stork Club ในนิวยอร์ค จึงเกิดค็อกเทล "Vodka Martini" ขึ้น ช่วงประมาณปี ค.ศ.1951 เกิดประโยควลียอดฮิตในการสั่ง Vodka Martini ก็มาจากหนังเรื่อง  James Bond 007 ที่บอนด์ มักจะพูดว่า "Shaken, not stirred" (Not Stirred with Shaken) เมื่อต้องการจะสั่ง วอดก้ามาร์ตินี่ ดื่ม และในปี ค.ศ.1953 มีบันทึกในหนังสือ Casino Royale เขียนโดย Ian Flaming  ด้วย ในอเมริกาเองนิยมดื่มสูตรนี้กันมากช่วงปี ค.ศ.1980-1990 ปัจจุบันเองถ็ว่าเป็นสูตรคลาสสิคสูตรหนึ่ง

- 2 oz.            Vodka (วอดก้า)

- 1/4 oz.         Blanco Vermouth (บางโก้ เวอร์มูธ) 

แต่งด้วยมะกอกดอง

Vesper Martini เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1953 ชื่อค็อกเทลมาจากชื่อของนางเอก Vesper Lynd ในนวนิยายเรื่อง Casino Royal เขียนและคิดค้นสูตรนี้โดย Ian Flaming  ค็อกเทลสูตรนี้ กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ James Bond 

- 2 oz.           Gin (ยิน)

- 3/4 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 1/3 oz.        Lillet Blanc (ลิเลด บลัง)

แต่งด้วยผิวเลมอน

French Martini เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1980 โดยบาร์เทนเดอร์ Allen Katz ในนิวยอร์ค

- 1.5 oz.      Vodka (วอดก้า)

- 1/2 oz.      Chambord (แชมโบว์ เหล้าราสเบอรี่)

- 3/4 oz.       Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

แต่งด้วยราสเบอรี่

Expresso Martini เกิดในปี ค.ศ.1983 โดย Dick Bradsell บาร์เทนเดอร์ร้าน Fred's Club ในย่านโซโห นครลอนดอน แต่เดิมตั้งชื่อไว้ว่า "Vodka Espresso" เกิดจากแรงบันดาลใจที่มาจากนางแบบชื่อดัง Kate Moss ที่เข้ามาสั่งค็อกเทลกับเขา ด้วยประโยคที่บอกว่า "Wake me up and fuck me up" เขาจึงคิดดัดแปลงใช้กาแฟเอสเปรสโซ่ มาเป็นส่วนผสม เพื่อช่วยทำให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า มาภายหลังได้รับความนิยมจนกลายเป็นค็อกเทลคลาสสิค อีกหนึ่งสูตร

- 1.5 oz.        Gin (ยิน)

- 1.5 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 1 oz.           Espresso Coffee (กาแฟเอสเปรสโซ่)

- 1/2 oz.        Kahlua (คาลัวร์)

- 1/4 oz.        Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

แต่งด้วยเมล็ดกาแฟ

Breakfast Martini เกิดในปี ค.ศ.1990 โดย Salvatore Calabrese ที่ Library Bar ในลอนดอน และต่อมาในปี ค.ศ.1999 มีบันทึกไว้ในหนังสือ Classic Cocktail

- 1 tsp.        Orange Marmalade (แยมส้ม)

- 1.5 oz.      Gin (ยิน)

- 1/2 oz.      Grand Marnier (แกรนด์ มาร์เนียร์)

- 1/2 oz.      Sherry (แชร์รี่)

- 1/2 oz.      Lemon Juice (น้ำมะนาว)

แต่งด้วยผิวส้ม

Apple Martini by cocktailthai

- 1.5 oz.      Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.      Apple Sour Liqueur (แอปเปิ้ล ซาวร์ ลิเคียวร์)

- 1/2 oz.      Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 3/4 oz.      Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/3 oz.      Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

แต่งด้วยแอปเปิ้ล

Lychee Martini  by cockailthai ดั้งเดิมเกิดจากร้านอาหารเกาหลี ในนิวยอร์ค

- 1.5 oz.          Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.          Lychee Liqueur (เหล้าหวานลิ้นจี้)

- 3/4 oz.          Lychee Juice (น้ำลิ้นจี่)

- 1/2 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/3 oz.          Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

แต่งด้วยลิ้นจี่

Tip. การทำ Martini ที่ดีที่สุด เทคนิคจะอยู่ที่ระยะเวลาในการคน ควรใช้เวลาเพียง 45 วินาทีพอ แล้วเทกรองใส่ในแก้วมาร์ตินี่ที่แช่เย็นมา ต้องแต่งด้วยมะกอกดอง หรือผิวเลมอนบิด จุดสำคัญ อยู่ที่ 2 ปัจจัย คือ

  • อุณหภูมิ ก่อนผสมควร แช่เย็นแก้วผสม หรือเช็คเกอร์ และแก้วมาร์ตินี่ที่ใช้ใส่ ควรเลือกน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิต่ำสุดยิ่งดี คือไม่เอาน้ำแข็งที่ละลายแล้วมาใช้ 
  • การเจือจาง ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำแข็งที่เราเลือกใช้ อุณหภูมิของส่วนผสม และระยะเวลาในการคนผสม ถ้าใช้เวลาคนผสมน้อยจะได้รสชาติที่แรงเข้มรสเหล้า หรือถ้าใช้เวลาคนผสมนาน ก็จะได้รสชาติที่อ่อนเบาลง หรือถ้าเขย่าก็จะช่วยลดอ๊อกซิไดซ์ในตัวเหล้าลง ลดความเฝื่อนความฝาดลง

Whisky Daisy ในค็อกเทลตระกูล Daisy Cocktail เป็นเครื่องดื่มที่ออกรสเปรี้ยวๆ หวานๆ สามารถเลือกใช้เป็นเหล้ายิน, รัม, บรั่นดี ได้ด้วย มีบันทึกครั้งแรกไว้ในหนังสือ The Bartenders Guide หรือ How To Mix Drinks: The Bon-Vivants Companion ของ Jerry Thomas’s ในปี ค.ศ.1876 สูตรนี้มีการพัฒนามาต่อเนื่อง จากใส่น้ำส้ม สุดท้ายปรับมาใส่น้ำมะนาว ใส่เหล้ากลิ่นส้ม Orange Curacao หรืออาจจะใส่ Maraschino หรือใส่แต่งกลิ่นด้วย Yellow Chartreuse ตามแบบฉบับในหนังสือของ Nathaniel Gubbins ในปี ค.ศ.1899 ยังมีการปรับใส่ความหวาน จะเป็นน้ำเชื่อม หรือน้ำเชื่อมราสเบอรี่  หรือจะใส่แกรนาดีน หรือน้ำตาลทรายก็มี แถมยังมีการระบุถึงการใช้ เตกิวล่า เป็น "Tequila Daisies" ผสมด้วย Orange Cordial หรือ Liqueur กับเตกิวล่า ว่ากันว่าอาจจะเป็นสูตร Margarita ในยุคแรกๆ ปี ค.ศ.1930

Brandy Daisy

- 2 oz.        Brandy (บรั่นดี)

- 1/3 oz.     Rum (รัมสีขาว)

- 1/2 oz.     Orange Curacao (ออเร้นท์ คูราโช่)

- 1/2 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 2 dash.    Simple Syrup (น้ำเชื่อม)


Brandy Daisy ในปี ค.ศ.1941 ในหนังสือ Old Mr Boston's De Luxe Official Bartender's Book

- 2 oz.        Brandy (บรั่นดี)

- 1/2 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 tsp.    Powder Sugar (น้ำตาลทราย)

- 1 tsp.       Raspberry Syrup or Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมราสเบอรี่ หรือน้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

Brandy Daisy

- 1.5 oz.     Brandy (บรั่นดี)

- 3/4 oz.     Yellow Chartreuse (เยลโล่ ชาร์สตรูเช่)

- 1/2 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 10 oz.      Simple Sugar (น้ำเชื่อม)

- On-Top.   Soda (โซดา)

Whiskey Daisy by cocktailthai จะเลือกใช้วิสกี้ Rye หรือ Bourbon ก็ได้

- 1.5 oz.     Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 1/2 oz.     Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 3/4 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/4 oz.     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

Tom Collins มีบันทึกไว้ในหนังสือ The Batender's Guide ของ Jerry Thomas ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1876 ผสมจาก ยิน น้ำมะนาว น้ำตาลทราย และโซดา ใส่ในแก้วคอลลิน ซึ่งแต่เดิมน่าจะใช้ยินของฮอล์แลนด์ Genever มากกว่ายินของอังกฤษที่เป็น London Dry Gin และในปี ค.ศ.1920 ความนิยมในสูตรที่ใช้ Genever ผสมก็ลดลง ยังมีเรื่องต้นกำเนิดที่ไม่ชัดเจนและถกเถียงกัน ตามที่ David Wondrich นักประวัติศาสตร์ด้านเครื่องดื่ม เพราะสูตรนี้ มีความคล้ายคลึงกับสูตร Gin Punch ที่เสิร์ฟในลอนดอน ช่วงศตวรรษที่ 19 บ้างก็ว่า เป็นชื่อคนคิด แต่บ้างก็ว่า ที่เรียก Tom Collins เพราะเดิมใช้ Old Tom Gin จึงเรียกว่า Tom Collins หลังจากการศึกษาที่มาสูตรนี้ ยังมีอีกแนวทางว่า สูตรนี้เคยมีปรากฎอยู่ในหนังสือ New and Improved Bartender's Manual ของ Harry Johnson ในปี ค.ศ.1882 ด้วย สูตรที่ใช้ Gin ผสมนี้ยังคงเป็นสูตรคลาสสิคมาจนถึงปัจจุบัน  

ถ้าเราเปลี่ยนจากเหล้ายินไปใส่วิสกี้แทนจะเรียกว่า "John Collins" หรือเปลี่ยนเป็นเตกิวล่าแทนจะเรียกว่า "Juan Collins" หรือเปลี่ยนใช้เหล้ารัมจากจาไมก้าแทน จะเรียกว่า "Charlie Collins"

Tom Collins Original จาก The Bartender's Guide ของ Jerry Thomas ในปี ค.ศ.1876

- 5-6 dash.          Gum Syrup or Sugar Syrup (น้ำเชื่อมเข้มข้น หรือน้ำเชื่อม)

- 1 ลูก.                Lemon (มะนาวคั้นน้ำ 1 ลูกเล็ก)

- 3 oz.                 Gin (ยิน)

- Top-Up.            Soda (โซดา)

 

Tom Collins

- 2 oz.           GIn (ยิน)

- 1 oz.           Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/3 oz.        Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- Fill-Up.       Soda (โซดา)

แต่งด้วยมะนาวฝาน

Gin Fizz ความเป็นมาไม่ชัดเจน แต่เดิม “Fiz” มีบันทึกไว้ในหนังสือ The Bar-Tender's Guide เขียนโดย Jerry Thomas ในปี ค.ศ.1887 ว่ามีส่วนผสมของ ยิน น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และโซดา ได้รับความนิยมดื่มแพร่หลายในอเมริกา ช่วงปี ค.ศ.1900-1940 ในนิวออลีน มักจะให้บาร์เทนเดอร์หลายคนผลัดกันเขย่าจนเกิดฟองหนาเนียนนุ่ม ในปี ค.ศ.1950 มีการตีพิมพ์ตำราอาหารฝรั่งเศส L'Art Culinaire Francais ก็มีสูตร Gin Fizz บันทึกรวบรวมอยู่ในตำรานี้ด้วย มาภายหลัง Gin Fizz มีการดัดแปลงใส่ไข่ขาวเพิ่ม บางก็เรียกว่า "Silver Fizz" หรือถ้าใส่ทั้งไข่ขาวและแดง จะเรียกว่า "Golden Fizz"

- 1.5 oz.       Gim (ยิน)

- 3/4 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 oz.       Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1 ฟอง.       Egg White (ไข่ขาว)

- 2 oz.          Soda (โซดา)


Ramos Gin Fizz เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1888 โดยบาร์เทนเดอร์ร้าน Meyer's ชื่อ Henry Charles Ramos แห่ง The Imperial Cabinet Saloon เมืองนิวออลีน ในอเมริกา เดิมทีสูตร Ramos Gin Fizz จะเรียกว่า "New Orleans Fizz" ต่อมาในปี ค.ศ.1907 เขาได้ซื้อบาร์ The Stag ในบริเวณใกล้ร้านเดิม และยังมีตำนานเล่าขานกันว่า เวลาผสมโดยต้องใช้บาร์เทนเดอร์ถึง 20 คน เคยใช้ถึง 35 คน ก็มี คอยผลัดกันเขย่าจนกว่าส่วนผสมทั้งหมดจะกลายเป็นครีมโฟมนุ่มนวลหนาแน่น หลังจากเขาเสียชีวิต เขาได้แบ่งปันสูตรนี้ โดย Charles H. Baker Jr. เขียนไว้ใน The Gentleman's Companion บันทึกไว้เป็นสูตรประวัติศาสตร์

- 2 oz.            Gin (ยิน)

- 1/2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/4 oz.         Orange Juice (น้ำส้ม)

- 3/4 oz.         Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 3 drop.        Vanilla Flavour (กลิ่นวานิลา)

- 1 ใบ.            White Egg (ไข่ขาว)

- 3/4 oz.         Heavy Cream (ครีมนมเข้มข้น)

- 3-4 tsp.        Sparkling Water (น้ำแร่อัดแก๊ส หรือโซดา)

Rob Roy เกิดในปี ค.ศ.1894 โดยบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรม Waldorf-Astoria เมืองแมนฮัทตัน รัฐนิวยอร์ค ในอเมริกา เป็นเครื่องดื่มที่ตั้งชื่อตามการแสดงโอเปร่ารอบปฐมทัศน์ของเรื่อง Rob Roy ที่ประพันธ์โดยนักแต่งเพลงชื่อ Reginald De Koven และ Harry B. Smith โดยอ้างอิงจาก Rob Roy MacGregor ชาวสก๊อต เขาเป็นพวกนอกกฎหมาย ในช่วงศตวรรษที่ 17 ทำตัวเหมือนเป็นโรบินฮู้ด เป็นผู้นำการต่อสู้กับขุนนางในที่ราบสูง หลังจากการตายของเขา เขาก็กลายเป็นวีรบุรุษชาวสก็อต ในบทประพันธ์เรื่องร็อบรอย ก็เขียนเกี่ยวกับชีวิตของ Rob Roy วีรบุรุษชาวบ้าน ในสก๊อตแลนด์ นั้นเอง

Rob Roy ที่ออกรสหวาน จะผสม Sweet Vermouth หรือ Rob Roy ที่ออกรสฝาด จะผสม Dry Vermouth  หรือ Rob Roy ที่ออกรสหวานปนฝาด จะผสม Sweet Vermouth และ Dry Vermouth อย่างละเท่าๆ กัน เป็นสูตรที่มีความคล้ายคลึงกับสูตร Manhattan แต่ใช้สก็อตวิสกี้ผสม ส่วนแมนฮัทตันทำแบบดั้งเดิมด้วยเบอร์เบิร์นวิสกี้ หรือไรย์วิสกี้

- 2 oz.          Scotch Whisky (สก๊อต วิสกี้)
 
- 3/4 oz.       Sweet Vermouth (สวีท เวอร์มูธ)
 
- 5-6 drop.    Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)
 
แต่งด้วยเชอรี่
 

Old Fashioned คิดค้นโดย George J. Kappeler ตั้งแต่ปี ค.ศ.1895 จัดเป็น Modern American Drinks สูตรเหล้ารสเข้มข้น กลมกล่อม กลิ่นหอม รสออกหวานนิดๆ ใส่ในแก้วร็อค หรือแก้วโอล์ด แฟชั่น แต่งด้วยส้มชิ้น และลูกเชอรี่ 

ความไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นมาเมื่อไรแน่ สูตรที่คล้ายกันนี้ มันถูกบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์ The Balance and Columbian Repository ตั้งแต่ปี ค.ศ.1806 เขียนถึงการผสมกันระหว่าง เหล้าสปิริต น้ำตาลทราย น้ำ และบิตเทอร์ เดิมมีการเลือกใช้ ยิน รัม บรั่นดี แต่สูตรนี้ คนอเมริกานิยมเลือกใช้ วิสกี้มากกว่า และในปี ค.ศ.1887 ก็มีบันทึกไว้ในหนังสือ Bartenders Guide : How to Mix a Drink เขียนโดย Jerry Thomas's และในหนังสือ Bartender's Manual เขียนโดย Harry Johnson's ด้วย

ภายหลังสูตรนี้บาร์เทนเดอร์ มีการดัดแปลงสูตร สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนโดยเพิ่มเหล้าอื่นลงไป เช่น Grand Marnier, Absinthe, Maraschino, Orange Curacao แต่ถ้าแบบดั้งเดิมนักดื่มรุ่นก่าๆ มักจะติดใจรสชาติแบบเดิมๆ มากกว่า นิยมสั่งกันว่า Whiskey Cocktail. I want it old fashioned way ก็จะเป็นที่รู้กันว่า ต้องการสูตรนี้ ในสไตล์แบบดั้งเดิม

- 2 oz.         Bourbon Whiskey (เบอร์เบิร์น วิสกี้)

- 1 tsp.        Superfine Sugar (น้ำตาลทราย)

- 5-6 drop.   Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

- นิดหน่อย.   Water or Soda (น้ำเปล่า หรือโซดา สูตรดั้งเดิมไม่ใส่)

Daiquiri อ่านออกเสียงว่า Dye-Ker-Ree คิดค้นขึ้นโดยวิศวกรเหมืองแร่ ชื่อ นาย Jenning Stockton Cox ชาวอเมริกัน ที่ทำงานในเหมืองโลหะ แถวหมู่บ้าน Daiquiri ใกล้กรุง Santiago De Cuba ในคิวบา อยู่มาวันหนึ่ง ในปี ค.ศ.1896 เพื่อนเขาได้มาเยี่ยมเยือนที่บ้านพักของเขา เขาได้ผสมเครื่องดื่มเพื่อเลี้ยงต้อนรับเพื่อน โดยเขาใช้ เหล้ารัม ผสมน้ำตาล น้ำมะนาว และน้ำเปล่า ใส่ลงไปในแก้วทรงสูง แล้วเติมน้ำแข็งคนผสมจนเข้ากัน เมื่อเพื่อนของเขา ได้ชิม ก็ประทับใจในเครื่องดื่มค็อกเทลที่เขาผสมให้เป็นอย่างมาก จึงขอให้เขาเขียนสูตรนี้ และรบเร้าขอให้เขาตั้งชื่อเครื่องดื่มนี้ให้ด้วย เขาจึงตั้งชื่อตาม ชื่อหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เหมือง ว่า "Daiquiri" เมื่อสูตรนี้ ถูกเผยแพร่ตามผับบาร์ต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีการดัดแปลงส่วนผสม และวิธีการผสมใหม่ จนเป็นสูตรตามแบบปัจจุบัน 
Note : ในสมัยนั้น Limon (Lemon มะนาวนอกผิวสีเหลือง) เป็นผลไม้ที่ค่อนข้างหายากมากในคิวบา นาย Jenning Stockton Cox จึงดัดแปลงมาใช้ Lime (แบบมะนาวไทย ผิวสีเขียว) แทน
 
- 2 oz.      Rum (รัมสีขาว)
 
- 1/2 oz.   Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)
 
- 2 oz.      Lemon Juice (น้ำมะนาว)
 
- 1 oz.      Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)
 

Gibson จัดอยู่ในตระกูลค็อกเทลมาร์ตินี่ ดัดแปลงมาจากสูตร Dry Martini ที่แต่งรสเพิ่มด้วยหัวหอมดอง คิดค้นโดยนักธุรกิจ Walter DK Gibson ชาวซานฟรานซิโก ในปี ค.ศ.1898 เพราะเขาเชื่อว่าการดื่มพร้อมกับหัวหอมดอง จะช่วยป้องกันหวัดได้ มันจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของค็อกเทลสูตรนี้ จนกลายเป็นข้อกำหนดของ I.B.A. (International Bartender Association) ว่า Gibson จะต้องแต่งด้วยหอมดองเท่านั้น สูตรนี้เกิดขึ้นที่ Bohemian Club Gibson มีบันทึกใน The World's Drinks and Hoe To Mix Them เมื่อปี ค.ศ.1908 เขียนโดย William Boothby ในยุคนั้นมักจะเพิ่มความขมให้กับค็อกเทลในตระกูลนี้ แต่สำหรับกิบสัน การใส่หอมดองเพิ่มกลับไม่ได้เพิ่มความขม จึงเป็นการฉีกกฎในแนวใหม่ในยุคนั้น และยังสามารถทำเป็น Vodka Gibson หรือจะเรียก Vibson ก็แค่เปลี่ยนจากเหล้ายิน ไปเป็นวอดก้าแทน เสน่ห์ของ กิบสัน คือการดอง หัวหอมขึ้นเอง เป็นความคลาสสิคอย่างหนึ่งที่สำคัญ

- 2 oz.      GIn (ยิน)
 
- 1/4 oz.   Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)
 
แต่งด้วยหัวหอมดอง
 

Bronx อาจจะเป็นค็อกเทลที่ไม่ได้โด่งดัง เท่า Manhattan และ Martini แต่ก็เป็นสูตรที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ต้นกำเนิดยังคงเป็นข้อถกเถียงกัน ว่ากันว่า คิดค้นขึ้นมาโดยบาร์เทนเดอร์ Johnny Solon ที่โรงแรม Astoria-Waldorf Hotel ในนิวยอร์ค ช่วงต้นปี ค.ศ.1900 จากบันทึกตำนานค็อกเทลของ Gary Regan เขาเขียนไว้ว่า Solon (โซลัน) ตั้งชื่อสูตรของเขาว่า Bronx หลังจากที่เขาเคยไปเที่ยวสวนสัตว์ Bronx เมื่อปลายปี ค.ศ.1899  ส่วน Solon เขาว่า "การไปเที่ยวสวนสตว์ของเขา ทำให้เขาได้เห็นสัตว์ที่แปลกๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อ 3-4 วันก่อนที่เขาจะคิดสูตรแปลกใหม่นี้ขี้นมา เมื่อนึกถึงความแปลกของสัตว์ในสวนสัตว์ Bronx เขาจึงเรียกมันว่า Bronx"

หรืออาจจะคิดค้นโดย Joseph S. Sormani ที่ภัตตาคาร Bronx เมือง Quaker ในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเขาว่า เดิมที่มี คือสูตรที่บิดเบือน แต่สูตรของเขาคือสูตรต้นฉบับของจริง ที่ใช้ ยิน 4 ส่วน ผสมน้ำส้ม 1 ส่วน และ Italian Vermouth 1 ส่วน เขย่าแล้วเทกรองเสิร์ฟ แนวทางของเขา ได้รับเครดิตรับรองจาก New York Times

David Wondrich เป็นนักประวัติศาสตร์ค็อกเทล เขาเขียนไว้ในหนังสือ Imbibe ว่าเรื่องต้นกำเนิดยังมีข้อขัดแย้งกัน ว่ามี บาร์เทนเดอร์ 2 คน ที่คิดสูตร Bronx และเขาวิจารณ์ว่า สูตรนี้ อ่อนเกินไป เมื่อเทียบกับสูตร Perfect Martini ที่เคยเป็นค็อกเทล Top-Ten อันดับสาม ในปี ค.ศ.1934 เพราะ ในสูตร Bronx มีส่วนผสมของน้ำส้มสดเพิ่มด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ดื่มบางคน ก็ชื่นชอบสูตรนี้ เพราะการเติมน้ำส้มสดเพิ่ม ทำให้ดื่มง่ายขึ้น และสดชื่นขึ้นเมื่อจิบมันในช่วงฤดูร้อน ยิ่งใช้เหล้ายิน ยี่ห้อ Tanqueray No. 10 หรือ Hendrick's ยิ่งจะเพิ่มเสน่ห์ความอร่อยล้ำให้สูตรนี้มากยิ่งขึ้น

- 2 oz.          Gin (ยิน)

- 1/2 oz.       Dry Vermouth (ดราย เวอร์มูธ)

- 1/2 oz.       Sweet Vermouth (สวีท เวอร์มูธ)

- 1.5 oz.       Fresh Orange Juice (น้ำส้มคั้นสด)

- 1 dash.      Orange Bitter (ออเร้นท์ บิตเทอร์)

แต่งด้วยผิวส้ม

Gin Tonic ค็อกเทลที่แนะนำโดยกองทัพอังกฤษ ในอินเดีย มีส่วนผสมของน้ำโทนิคเป็นหลัก โทนิคทำมาจากควินิน (Quinine) แต่เดิมในช่วงปี ค.ศ.1700 แพทย์ชาวสก็อต George Cleghorn ได้ศึกษาใช้ควินินช่วยป้องกันและรักษาไข้มาเลเลียในยุคนั้น ควินินเองก็มีรสขมมากๆ ทำให้กินยาก ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ทหารอังกฤษจึงหาวิธีให้กินได้ง่ายขึ้น โดยนำควินินมาผสมน้ำ เติมน้ำตาล (มันคือน้ำโทนิค Tonic นั้นเอง เกิดปี ค.ศ.1825 ขายเชิงการค้าครั้งแรกในปี ค.ศ.1858) พอใส่เหล้ายิน ผสมลงไปด้วยในน้ำโทนิค และบีบมะนาวเพิ่มอีกนิด จึงเป็นจุดกำเนิดของสูตร Gin Tonic แต่ในปัจจุบัน น้ำโทนิค ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาไข้มาเลเลียแล้ว จึงลดปริมาณควินินในน้ำโทนิคลง ทำให้มีรสขมน้อยมาก สูตรยินโทนิคในอดีตมีบทบาทเป็นยารักษาโรคระบาด ก่อนจะพัฒนามากลายเป็นเครื่องดื่มค็อกเทล ที่โด่งดังและนิยมดื่มกันทั่วโลก ในปี ค.ศ.2010 กำหนดให้วัน 19 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองยินโทนิค International Gin & Tonic Day 

- 2 oz.       Gin (ยิน)

- Fill-Up.   Tonic Water (น้ำโทนิค)

แต่งด้วยมะนาวชิ้น หรือมะนาวฝาน

Cuba Libre คิดค้นโดยใครไม่มีระบุไว้ชัดเจน ในช่วงปี ค.ศ.1900 นาย Fausto Rodriguez ตอนที่เขาเดินเข้าไปที่บาร์ Haven ในฮาวาน่า เขาขอให้บาร์เทนเดอร์ช่วยผสม บาร์คาดีรัม กับโค้ก และบีบมะนาวเพิ่มลงไปนิดหน่อย ดื่มเพื่อสดุดีแด่ชัยชนะของกองกำลัง 2 ประเทศ อเมริกาและคิวบา ที่ช่วยกันรบกับสเปนจนได้ชัยชนะ ส่วนผสม 2 ตัวที่เลือกใช้นี้ ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของ 2 ประเทศ คือ Rum จากคิวบา และ Coca Cola จากอเมริกา หลังจากที่บาร์เทนเดอร์ผสมเครื่องดื่มนี้ให้เขา เหล่าทหารที่มานั่งดื่มเฉลิมฉลองในร้าน ต่างก็สั่งเครื่องดื่มแบบเดียวกันนี้ จนบาร์เทนเดอร์ได้กล่าวนำการเฉลิมฉลองนี้ขึ้นว่า "Por Cuba Libre!" จนกลายเป็นชื่อเรียกเครื่องดื่มชนิดนี้

Cuba Libre คือ "อิสรภาพของคิวบา" เป็นค็อกเทลที่เป็นตัวแทนของชัยชนะในสงครามปลดปล่อยอิสรภาพคิวบาจากการปกครองของสเปนในช่วงปี ค.ศ.1895-1898 และในปี ค.ศ.1935 เขียนสูตรไว้โดย Albert S Crockett ในหนังสือ The Old Waldorf-Astoria Bar Book ในอเมริกา

- 2 oz.         Rum (รัมสีขาว)
 
- Fill-up.      Coke (โค้ก)
 
- 1-2 pcs.    Lime (มะนาว)
 

ในปี คศ. 1901-1910 เกิดค็อกเทลสูตร Planter's Punch

จัดเป็นสูตรรัมคลาสสิค ที่มีบันทึกในหนังสือพิมพ์ New York Times ในปี ค.ศ.1908 เป็นอีกหนึ่งสูตรที่มีข้อโต้แย้งกัน บ้างก็ว่าในช่วงศตวรรษที่ 19 เกิดสูตรนี้ขึ้นที่โรงแรมในเมือง St. Louis  และเมือง Charleston ใน South Carolina แต่บ้างก็เชื่อว่าเกิดโดยภรรยาคนงานชาวไร่ในจาไมก้า ที่เธอต้องการทำเครื่องดื่มช่วยดับกระหายให้คนงาน โดยมีตีพิมพ์สูตร ไว้ในชื่อย่อยว่า “A West Indian Recipe”.ในนิตยสารของลอนดอน ในปี ค.ศ.1878 ถึงแหล่งกำเนิดจะไม่แน่ชัด สูตรนี้ก็ยังเป็นที่นิยม ถึงขนาดผลิตเหล้ารัมที่ใช้สำหรับสูตรนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า Myers Planters Punch Rum ก็มี

จากสูตรดั้งเดิมที่ใช้ รัม มะนาว บิตเทอร์ และน้ำเชื่อม มีหลักการคือ 1.เปรี้ยว 2.หวาน 3.แรง 4 อ่อนนุ่ม แต่ปัจจุบัน สูตรก็ถูกพัฒนาปรับไปจากเดิมมาก โดยอาจจะปรับเพิ่มหรือลดเหล้ารัมได้ตามใจ และจะใส่น้ำมะนาวมากหรือน้อยตามชอบได้ หรืออยากเพิ่มหรือเปลี่ยนจากน้ำมะนาวไปเป็นน้ำสับปะรด น้ำส้ม น้ำเสาวรส หรือจะเพิ่มความซับซ้อนด้วยกลิ่นของ Angostura Bitters เติมความซ่าส์ด้วยโซดานิดๆ หรือจะใส่แกรนาดีนเพิ่มนิดหน่อยก็ยังทำได้ ถือว่าไม่ผิดอะไรในสูตร Planter's Punch นี้

- 3 oz.           Dark Rum (รัมสีดำ)

- 3/4 oz.        Lime Juice (น้ำมะนาวสด)

- 1 oz.           Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 2 dash.       Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

- 3-5 drop.     Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

- On-Top.      Soda (โซดา)

แต่งด้วยใบสะระแหน่

Planter's Punch by cocktailthai

- 2 oz.           Dark Rum (รัมสีดำ) ใช้ Captan Morgan

- 1 oz.           Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 2 oz.           Orange Juice (น้ำส้ม)

- 1/2 oz.        Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1/3 oz.        Yellow Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีเหลือง)

-                    Lemon&Lime&Orange Peel (ผิวเลมอน ผิวมะนาว ผิวส้ม) บิดกลิ่นใส่ แล้วหั่นเป็นเส้นเล็กใส่ก่อน

แต่งด้วยใบสะระแหน่

ในปี คศ.1911-1920 เกิดค็อกเทลสูตร Singapore Sling

คิดค้นโดย Ngiam Tong Boon บาร์เทนเดอร์ของบาร์ Long Bar ที่โรงแรม Raffles ในสิงคโปร์ ประมาณปี ค.ศ.1913-1915 สูตรเหล้ายินรสกลมกล่อม กลิ่นหอมหวานซ่า สีแดงน่าดื่ม ใส่ในแก้วลองดริ้ง หรือแก้วคอลลิน แต่งด้วยสับปะรด และลูกเชอรี่ เพื่อเอาใจสาวๆ ในยุคนั้นที่มานั่งดื่มที่บาร์ให้ดูคล้ายว่า กำลังดื่มน้ำผลไม้

- 2 oz.       Gin (ยิน)

- 3/4 oz.    Cherry Heering (เชอรี่ เฮียริ่ง)

- 1/3 oz.     Benedictine D.O.M. (เบนเนดิกทีน ดี.โอ.เอ็ม.)

- 1/4 oz.     Cointreau (ครองโตร์)

- 3 oz.        Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 1 oz.        Lemon juice (น้ำมะนาว)

- 2 drop.     Angostura Bitters (แองกอสทูร่า บิตเทอร์)

- 1/2 oz.     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

- Top-up.    Soda (โซดา สูตรเดิมไม่ใส่)

Pink Lady ต้นกำเนิดที่แท้จริงของ Pink Lady ไม่ทราบแน่ชัด แต่ในปี ค.ศ.1913 มีการอ้างอิงไว้ครั้งแรกในหนังสือ Manual of Mixed Drinks เขียนโดย Jacques Straub เขียนสูตรไว้ดังนี้

Pink Lady by Jacques Straub version 1913 (ข้อมูลจาก Diffordsguide)

- 1/2 oz.       Gin (ยิน)

- 1/2 oz.       Apple Jack (แอปเปิ้ล แจ็ค)

- 1/2 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 5 dash.     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

 

ต่อมาสูตรเช่นเดียวกันมาปรากฎในหนังสือ The Savoy Cocktail Book เขียนโดย Harry Craddock's ในปี ค.ศ.1930 มีการใส่ไข่ขาวเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อรสชาติที่ละมุนขึ้น บ้างก็ว่าชื่อสูตรนี้ ถูกตั้งชื่อขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้นักแสดงสาวชาวอเมริกัน ชื่อ Hazel Dawn (มีชีวิตอยู่ในปี ค.ศ.1890-1988) ที่รับบทแสดงนำในละครเพลงบรอดเวย์เรื่อง The Pink Lady โดย Ivan Craryll ในปี ค.ศ.1911 เธอมีชื่อเสียงจากเรื่องนี้ และได้แสดงในหนังสารคดีอีก 15 เรื่อง จนได้รับฉายาว่า The Pink Lady มาตลอด เนื่องจากสูตรนี้ไม่ได้มีบันทึกแน่นอนชัดเจน  ว่ากันว่า มันอาจจะเป็นผลงานคิดค้นของมัณฑนากรชาวอเมริกัน ชื่อ Elsie de Wolfe (มีชีวิตอยู่ในปี ค.ศ.1859-1950) อ้างว่าเธอเป็นคนคิดสูตรนี้คนแรกในอเมริกา

ในปี ค.ศ.1920 ที่เมืองนิวออลีน สูตร Pink Lady มีการปรับสูตรใส่ ครีมนมเพิ่ม กลายเป็นรูปแบบพื้นฐานในเวอร์ชั่นใส่นม "Pink Shimmy" แต่บางสูตรก็ไม่ใส่ครีมนม แต่ใส่ไข่ข่าว และเพิ่มน้ำมะนาว เป็นรูปแบบพื้นฐานของโฟม "Form"

ใช่วงปี ค.ศ.1930-1960 สูตร Pink Lady ได้รับความนิยมมากในผู้หญิงชนชั้นสูง กลายเป็นค็อกเทลคลาสสิค ที่แสดงภาพลักษณ์ของ "ผู้หญิง" โดยแท้

Pink Lady version Harry Craddock's เดิมไม่ใส่ไข่ขาว มาใส่ในภายหลัง

- 1.5 oz.      Gin (ยิน)

- 1/2 oz.       Apple Jack (แอปเปิ้ล แจ็ค)

- 1/2 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1 ฟอง.       White Egg (ไข่ขาว)

- 1/5 oz..     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

 

Pink Lady by cocktailthai version Modern ปี ค.ศ.2005

- 1 oz.         Gin (ยิน)

- 1/2 oz.       Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 1.5 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1 oz.          Milk (นมสด)

- 1/2 oz.       Cream (ครีมนมคาร์เนชั่น)

- 1/3 oz.       Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

- 2 dash.      White Egg (ไข่ขาว)

White Lady คิดค้นโดยบาร์เทนเดอร์ในตำนาน Harry McElhone แห่ง Ciro's Club ในลอนดอน ในปี ค.ศ.1919 ในสูตรเวอร์ชั่นแรก เขาใช้ Creme de Mennthe และในปีเดียวกันนี้ เขาได้เขียนหนังสือ The ABC of Mixing Drinks ออกมา พอในปี ค.ศ.1923 สูตรนี้ก็โด่งดัง และในปี ค.ศ.1927 เขาเขียนหนังสือ Barflies and Cocktails ตามออกมา ต่อมาในปี ค.ศ.1929 เกิดสูตรเวอร์ชั่นสอง ที่บาร์ Harry's New York Bar เขาเปลี่ยนจากเหล้ากริม เดอะ เม้นท์เต้ มาเป็นเหล้ายินแทน และในปี ค.ศ.1930 ในหนังสือ The Savoy Cocktail Book บันทึกสูตร White Lady ไว้ว่ามีส่วนผสมของ เหล้ายิน ครองต์โตร์ และน้ำมะนาวสด

White Lady Version I 

- 1.5 oz.       White Creme de Menthe (ไวท์ กริม เดอ เม้นท์เต้)

- 3/4 oz.       Cointreau (ครองต์โตร์)

- 3/4 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/4 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

White Lady Version II

- 1.5 oz.       Gin (ยิน)

- 3/4 oz.       Cointreau (ครองต์โตร์)

- 3/4 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/4 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

French 75 สูตรที่เคยได้รับความนิยมชื่นชมยกย่องอย่างสูงในสังคมชนชั้นสูง ในการเฉลิมฉลองงานรื่นเริง และก็หมดความนิยมลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ครั้งหนึ่งสูตรนี้เคยได้รับการขนานนามว่า "The Most Powerful Drink in The World" เป็นเครื่องดื่มที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันถูกคิดค้นในปี ค.ศ.1915 ไม่มีใครรู้ว่าสูตรนี้ใครเป็นคนคิดค้นขึ้นมาคนแรกกันแน่!! เริ่มแรก

Soixante-Quinze (Seventy-Five) หรือ ปืนใหญ่ 75 Modele 1897 เป็นปืนที่ใช้ยิงต่อสู้กับเยอรมัน สูตรแรกนี้บันทึกไว้ใน The Washington Herald ในปี ค.ศ.1915 มีส่วนผสม ยิน 1/3 ส่วน, แกรนาดีน 1/3 ส่วน, Apple Jack 1/3 ส่วน และน้ำมะนาว 1 ขีด ใส่น้ำแข็งเขย่าเทกรองใส่แก้วก้าน จากนั้นในปี ค.ศ.1916 มีข้ออ้างอิงอีกข้อ ในหนังสือพิมพ์ The Sphere ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.1916 ในลอนดอน บอกว่าค็อกเทลที่คิดค้นโดย Harry MacElhone ที่ Harry's American Bar ร้านเดิมในปารีส เรียกว่า "Soixante-Quinze" ด้วยส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่าง Calvados และส่วนผสมอื่น ในช่วง1-2 ปี ถัดมา เขาย้ายไป Ciro's Club ในลอนดอน จนในปี ค.ศ.1920 ที่ Ciro's Club สูตรนี้ถูกบันทึกไว้ครั้งแรกในหนังสือของเขา Harry's ABC of Mixing Cocktailsใช้ส่วนผสม Calvados ยิน แกรนาดีน และ แอปซินท์

ในปี ค.ศ.1922 จากบันทึก How to Mix Them ของ Robert Vermeire's บอกว่า "75 Cocktail" ส่วนผสม ยิน 2/6 ส่วน, Calvados 1/6 ส่วน, แกรนาดีน 2 ขีด และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ใส่น้ำแข็งเขย่าเทกรองใส่แก้วค็อกเทล และบอกไว้ว่าสูตรนี้ ได้รับความนิยมมากในปารีส ในสมัยสงคราม 

ในปี ค.ศ.1926 ในหนังสือ  Harry's ABC of Mixing Cocktails ฉบับที่ 4 ของ  Harry MacElhone ระบุชื่อ "75 Cocktail" ส่วนผสม แกรนาดีน 1 ช้อนชา, แอปซินท์ หรือ Anis-del-Oso 2 dash, Calvados 2/3 และยิน 1/3 ใส่น้ำแข็งเขย่าเทกรองใส่แก้วค็อกเทล อีกแนวทางว่า เขาได้แนวคิดการตั้งชื่อว่า "French 75" เกิดในปี ค.ศ.1926 จากแรงบันดาลใจที่ได้เห็น ปืนใหญ่ Howitzer ขนาด 75 มม.ที่ยิงได้แม่นยำ รวดเร็ว ยิง 15 รอบ/นาที ที่ชาวฝรั่งเศสและอเมริกันใช้ในการทำสงครามโลกครั้งที่ 1 อารมณ์ประมาณว่า เมื่อจิบสูตรนี้ก็เหมือนถูกปืนใหญ่ยิงเข้าใส่ร่างเต็มๆ แต่ Harry MacElhone เขาก็ไม่เคยอ้างว่าสูตรนี้เป็นของตัวเอง แต่เขาจะบอกอ้างอิงถึง Macgarry จาก Buck's Club ในลอนดอน ที่เป็นต้นกำเนิดความคิด

ในปี ค.ศ.1927  เกิดชื่อ "The French 75" ขึ้นครั้งแรก โดย Judge Jr. ส่วนผสม ยิน น้ำมะนาว น้ำตาลทราย และแชมเปญ ใส่น้ำแข็งเขย่าเททั้งน้ำแข็งใส่แก้วทรง Collin's ซึ่งสูตรนี้ ได้ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ The Savoy Cocktail Book เขียนโดย Harry Craddock อีกครั้งในปี ค.ศ.1930

ในปี ค.ศ.1934 ในหนังสือ Cocktail Bill Boothby's World Drinks and How to Mix เขียนโดย William Boothby ส่วนผสม ยิน, น้ำมะนาว และแชมเปญ จะใส่ในแก้ว Goblet ที่ทำให้เย็นก่อนใส่ "French 75 mm." 

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1942 สูตรนี้มีปรากฎทั้งในภาพยนตร์ และซีรีส์ จนทำให้ค็อกเทลสูตรนี้ เริ่มเป็นที่นิยมดื่มกันในช่วงเวลาต่อๆ มา

ในปี ค.ศ.1948 ในหนังสือ  The Fine Art of Mixing Drinks เขียนโดย David Embury's สูตร "French 75" ส่วนผสม เปลี่ยนจากเหล้ายิน มาใช้เป็น คอนยัคแทน  น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และแชมเปญ

ในปี ค.ศ.1977 ในหนังสือ Jones' Complete Barguide เขียนโดย Stanley M. Jones สูตร "French 75" ส่วนผสม ใช้เหล้ายิน, "French 95" ส่วนผสม ใช้เบอร์เบิร์น วิสกี้, "French 125" ส่วนผสม ใช้บรั่นดี ตั้งชื่อตามรถถังติดปืนใหญ่ Soviet 2A46 125 mm

ช่วงปี ค.ศ.1980-1990 สูตร "French 75" ใช้เหล้ายิน, "French 76" ใช้วอดก้า ใส่ในแก้ว Champagne Flute จากสูตรเดิมจะมีเพิ่ม แกรนาดีน เข้าไปด้วย

- 1.5 oz.        Gin or Cognac (ยิน หรือคอนยัค)

- 1/2 oz.        Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/4 oz.        Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- Fill-Up.       Champagne (แชมเปญ)

Grasshopper เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1918 คิดค้นโดย Philbert Guichet เจ้าของร้านอาหาร Tujagues ในย่าน French Quarter เมืองนิวออลีน รัฐหลุยเซียน่า  เขาตั้งใจคิดสูตรนี้ เพื่อไปส่งเข้าประกวดสูตรค็อกเทลในนิวยอร์ค ที่จะจัดขึ้นในปี ค.ศ.1928 ก่อนที่กฎหมายห้ามผลิต ห้ามจัดจำหน่าย และห้ามดื่มสุราในอเมริกาจะยกเลิก (ช่วงปี ค.ศ.1920-1933 เป็นช่วงที่อเมริกาห้ามผลิตจำหน่ายและดื่มในอเมริกา) เรียกว่า "Grasshopper" ด้วยสีเขียวนวลสว่าง เขาได้รับรางวัลที่สองในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย แต่ในช่วงแรกๆ ยังไม่ได้รับความนิยมในทันที  จนกระทั้งถึงปี ค.ศ.1950 เริ่มนิยมดื่มในกลุ่มผู้หญิง และนิยมดื่มหลังอาหารค่ำด้วย และในปี ค.ศ.1960 ก็นิยมดื่มไปทั่วในอเมริกาใต้ ถือเป็นอีกหนึ่งสูตรคลาสสิค

ใช้ Creme de Menthe เป็น Corsican-mint flavored หรือในฝรั่งเศสเรียก Mint Cream เกิดช่วงต้นศตวรรษที่ 19, White Creme de Cacao เป็นเหล้าหวานรสโกโก้ช็อคโกแลต ใช้สัดส่วนอย่างละ 1 เท่ากัน และครีมนม 1/2 สูตรนี้ แอลกอฮอล์ค่อนข้างต่ำดื่มง่ายหอมกลิ่นมิ้นท์ผสมช็อคโกแลตและครีมนม ทุกวันนี้ที่ร้าน Tujagues ยังคงขาย Grasshopper และในปี ค.ศ.1980 ทางร้าน ปรับเพิ่มบรั่นดีใส่ในสูตรด้วย และยังมีเวอร์ชั่นที่ทำเป็นไอศกรีมช็อคโกแลตมิ้นท์ด้วย

Grasshopper (Original)

- 1 oz.          Green Creme de Menthe (กรีม กริม เดอะ เม้นเต้)

- 1 oz.          White Creme de Cacao (ไวท์ กริม เดอะ คาคาว)

- 1/2 oz.       Heavy Cream (ครีมนมเข้มข้น)

แต่งด้วยผงลูกจันทน์เทศ (Nutmeg)

Grasshopper by cocktailthai

- 1 oz.          Green Creme de Menthe (กรีม กริม เดอะ เม้นเต้)

- 3/4 oz.       Amaretto (อะมาเร็ตโต้)

- 1/2 oz.       Blue Curacao (บูล คูราโช่)

- 1.5 oz.       Cream (ครีมนมคาร์เนชั่น)

- 1/3 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

แต่งด้วยผงลูกจันทน์เทศ (Nutmeg) หรือก้านอบเชยชุบผงช็อคโกแลตและใบสะระแหน่

Caipirinha สูตรอ่านออกเสียงว่า (Kui-Pur-Ren-Yah : ไค-แปร์-เรน-ยะห์) หากแปลตรงตัว คือ แม่สาวน้อยบ้านนอก "Country Little Girl" เรียกได้ว่า เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของบราซิลก็ว่าได้ และยังนิยมดื่มมากที่สุดในอเมริกาใต้ เหมือนเป็นค็อกเทลที่ต่างคนต่างมีวิธีทำในแบบฉบับของตัวเอง และไม่ม่ว่าในบาร์ไหน ก็มักจะมีสูตรนี้อยู่ด้วย ใช้ cachaça มะนาว และน้ำตาล ผสมกัน หรือจะผสมในชามใบใหญ่แบบน้ำพั้นช์ แล้วตักแบ่งเสิร์ฟก็ได้

น่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1918 คิดค้นโดยชาวไร่ชนบทในภูมิภาค Piracicaba รัฐเซาเปาโล ในบราซิล สูตรเดิมที่นิยม ผสมด้วย เลมอน กระเทียม และน้ำผึ้ง ใส่ Poncha เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดั้งเดิมจากเกาะมาเดร่า เป็น Aguardente de Cana ทำจากน้ำอ้อย แต่เมื่อชาวโปรตุเกสนำอ้อยไปปลูกที่บราซิล และผลิตออกมาเป็นเหล้า Cachaça ดื่มเพื่อรักษาไข้หวัด แต่ปัจจุบันในสูตร ตัดกระเทียม และน้ำผึ้งออก แล้วเติมน้ำตาล 2-3 ช้อนโต๊ะ เพื่อลดความเป็นกรดของมะนาว

หากเราเปลี่ยนจากเหล้า Cachaça ไปเป็น Tequila จะเรียกว่า Caipirila หรือเปลี่ยนเป็น Rum จะเรียกว่า Caipirissima หรือเปลี่ยนเป็น Vodka จะเรียกว่า Caipiroska หรือเปลี่ยนเป็น Sake จะเรียกว่า Caipisake

Tip การผสม Caipirinha แบบบราซิล ควรเลือกใช้น้ำตาลทรายขาว เพราะมันจะช่วยดึงน้ำมันออกจากผิวมะนาว และควรใช้มะนาวแบบไทย หรือสายพันธุ์มะนาวบราซิล Limao Tahiti (Citrus Aurantifolia) คนบราซิลจะเรียกว่า  Lima da Persia (Citrus Limettioides) "Persian Lime" ควรหั่นแบบฝานพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว (Half-Moon Shaped Slices) เราจะไม่หั่นแบบซีก (Wedge) สุดท้ายน้ำแข็งเราจะเลือกใช้เป็นน้ำแข็งก้อน

- 1/2 ลูก.       Lime cut into Half-Moon Shaped Slices (หั่นแบบฝานพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว)

- 2 tsp.          Powder Sugar (น้ำตาลทรายขาว)

- 2 oz.           Cachaça (คาชาช่า)

ใส่น้ำแข็งก้อน แต่งด้วยมะนาวฝาน

Negroni เกิดขึ้นโดย Albert แห่ง Chatam ในฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1929 ตั้งชื่อว่า "Negroni" เพื่อเป็นเกียรติแก่ Count Camillo Negroni ผู้คิดค้นค็อกเทลสูตรนี้ มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1919 ณ Caffe Casoni Bar ในเมืองฟลอเรนซ์ Florence ของอิตาลี โดย Count Camillo Negroni ได้ขอ ให้บาร์เทนเดอร์ชื่อ Forsco Scarselli ผสมค็อกเทลสูตร Americano ที่ใช้ Campari Bitter, Rosso Vermouth และโซดา  โดยขอ ให้เปลี่ยนโซดา เป็นเหล้ายิน แทน  และ บาร์เทนเดอร์คนนี้ยังได้แต่งเพิ่มด้วยส้มลงไปเพิ่ม เพื่อให้ได้รสชาติที่หวาน ขม นุ่ม กลมกล่อม ในสัดส่วนผสมที่เท่ากันของ Gin : Campari Bitter : Rosso Vermouth เป็นสูตรยอดฮิตกันมาจนถึงทุกวันนี้ กว่า 100 ปี

ครอบครัวของ Count Camillo Negroni ยังก่อตั้งโรงกลั่นเหล้า Negroni ในปี ค.ศ.1919 ในเมือง Treviso ของอิตาลี เพื่อผลิตรเหล้าในสูตรสำเร็จพร้อมดื่ม ในชื่อ Antico Negroni ซึ่งโรงกลั่นนี้ยังคงเปิดให้บริการจนถึงทุกวันนี้ ภายใต้เจ้าของครอบครัวอื่นที่ไม่ใช่คนในตระกูลนีโกรนี

- 1 oz.        Gin (ยิน)

- 1 oz.        Campari Bitter (คัมพารี่ บิตเทอร์)

- 1 oz.        Rosso Vermouth (รอสโซ่ เวอร์มูธ)

Bloody Mary คิดค้นโดยบาร์เทนเดอร์ชาวอเมริกาชื่อ Fernand Petiot แห่ง Harry's New York Bar ตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 ในชื่อ "Mary Rose" ที่ผสมเพียงวอดก้าและน้ำมะเขือเทศเท่านั้นหลังจากนั้น เขาย้ายไปทำงานที่ King Cole Bar ในโรงแรม St. Regis New York เขาทำสูตรนี้ เสิร์ฟให้ลูกค้า และได้คำแนะนำจากลูกค้าว่าควรปรุงรสเพิ่มด้วยซอสเครื่องเทศ Worcestershire มะนาว พริกไทย เกลือ ปรับปรุงจนสูตรสมบูรณ์แบบเมื่อปี ค.ศ.1934 ต่อมาในปี ค.ศ.1960 บาร์เทนเดอร์ของโรงแรม Ambassador ในรัฐชิคาโก้ ดัดแปลงการตกแต่งโดยใช้ก้านเซลาลี่ย์ มาใส่แทนไม้คน สุดท้ายในปี ค.ศ.1976 มีการปรับปรุงสูตรด้วยการเพิ่มซอสเผ็ดเปรี้ยว Tabasco เข้าไปเพิ่ม จนได้รส "Bloody Mary" เป็นสูตรเหล้ารสเข้ม กลิ่นฉุนด้วยซอสเปรี้ยว ซอสเครื่องเทศ เกลือ และพริกไทย กลิ่นหอมฉุน เผ็ดกลมกล่อม ใส่ในแก้วไฮบอล แต่งด้วยใบขึ้นฉ่าย ตามแบบฉบับในปัจจุบัน สูตรนี้ยังคงนิยมดื่มกันมาก ในอเมริกา และยุโรป

- 2 oz.          Vodka (วอดก้า)

- 3 oz.          Tomato Juice (น้ำมะเขือเทศ)

- 1/2 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 2 dash.      Worcestershire Sauce (วูสเตอร์ชายน์ ซอส)

- 5-6 dash.   Tabasco Sauce (ทาบาโก้ ซอส)

- นิดหน่อย.    Thai Pepper (พริกไทย)

- นิดหน่อย.    Salt (เกลือ)

Between The Sheets เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1920 โดยบาร์เทนเดอร์ Harry MacElhone ที่ Harry's New York Bar ในปารีส ที่นี่ถือเป็นสถานที่ให้กำเนิดค็อกเทลยอดเยี่ยมหลายสูตร เช่น French75, Monkey Gland, White Lady และอื่น ๆ อีกมากมาย สูตรนี้ผสมผสานเหล้ารัม คอนยัค หรือบรั่นดี ทริเปิ้ลเชค และน้ำมะนาว ได้อย่างลงตัว แต่งด้วยผิวมะนาว อาจจะเผาเปลือกเลมอนให้ทั่วผิวหน้าค็อกเทลสูตรนี้ จะได้กลิ่นหอมซีตัสชวนดื่ม

Between The Sheet ตามหลักของ I.B.A.

- 1 oz.       Rum (รัมสีขาว)

- 1 oz.       Cognac (คอนยัค)

- 1 oz.       Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 1/4 oz.    Lemon Juice (น้ำมะนาว)

Between The Sheets by cocktailthai

- 1 oz.          Rum (รัมสีขาว)

- 1 oz.          Brandy (บรั่นดี)

- 1/2 oz.       Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 3/4 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/3 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

แต่งด้วยผิวเลมอนบิดกลิ่นเผาไฟ

ในปี คศ.1921-1930 เกิดค็อกเทลสูตร Monkey Gland 

เกิดขึ้น เกิดในปี ค.ศ.1920 คิดค้นโดย Harry MacElhone เจ้าของบาร์ Harry's Hew York Bar ในปารีส ฝรั่งเศส เป็นสูตรที่ผสม ยิน น้ำส้ม แกรนาดีน และแอปซินท์ ชื่อนี้ได้แนวคิดมาจากการทดลองของ ดร.Serge Voronoff ชาวรัสเซีย ที่ทดลองปลูกถ่ายเนื้อเยื้อต่อมอัณฑะลิงให้กับชายฝรั่งเศสสูงวัย เพื่อฟื้นฟูฮอร์โมนเพศชาย ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพอันสูงวัย ในปี ค.ศ.1922 มีบันทึกไว้ในหนังสือ Harry's ABC of Mixing Cocktails และในฉบับปี ค.ศ.1923 ระบุสูตรไว้ว่า Absinthe 1 ขีด, แกรนาดีน 1 ช้อนชา, น้ำส้ม 1/2 ส่วน และยิน 1/2 ส่วน เขย่าใส่น้ำแข็งแล้วเทกรองใส่แก้วค็อกเทล

และยังมีอีกหนึ่งคนที่อ้างสิทธิในสูตรนี้ ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1923 คิดค้นโดย Frank Meier ที่โรงแรม Ritz ในปารีส เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง ที่บอกว่าเมื่อได้ดื่มสูตรนี้ จะรู้สึกโลดโผน เหมือนเป็นยาโดซ์ กับเจ้าสูตรต่อมลิง นี้ มีบันทึกข้อมูลอยู่ในหนังสือพิมพ์ Washington Post เมื่อปี ค.ศ.1923

- 2 oz.        Gin (ยิน)

- 1 oz.        Fresh Orange Juice (น้ำส้มคั้นสด)

- 1/4 oz.     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกนยสดีน สีแดง)

- 3 dash.     Absinthe (แอปซินท์)

แต่งด้วยผิวส้ม

Sidecar คิดค้นโดยนายทหารอเมริกัน ในปารีส ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1922 ชื่อได้มาจากลักษณะของรถมอเตอร์ไซด์ในสมัยสงครามโลกที่ 1 ที่มีที่นั่งพ่วงด้านข้าง และสูตรนี้มาโด่งดังจากการแนะนำของบาร์เทนเดอร์ ชื่อนาย MacGarry แห่งบาร์ Buck's Club ในนครลอนดอน สูตรเหล้าผสมจากเหล้าบรั่นดี และน้ำมะนาว ได้ความอร่อยเลิศรส จากการทำขอบน้ำตาลทรายไว้ข้างปากแก้ว ในฝรั่งเศสนิยมดื่มกันมาก

- 2 oz.       Brandy (บรั่นดี)

- 3/4 oz.    Cointreau (ครองต์โตร์)

- 1/2 oz.    Lemon Juice (น้ำมะนาว)

ขอบปากแก้วด้านข้าง ทำขอบน้ำตาลทราย

Sidecar by cocktailthai version Modern ในปี ค.ศ.2015

- 1.5 oz.      Brandy (บรั่นดี)

- 3/4 oz.      Cointreau (ครองต์โตร์) หรือจะใช้ Triple Sec แทนก็ได้

- 2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

ขอบปากแก้วด้านข้าง ทำขอบน้ำตาลทรายสี

Gimlet ในช่วงศตวรรษ 19 ยังคงมีโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากขาดวิตามินซี มีผลทำให้เกิดโรคโลหิตจาง อ่อนเพลียและเลือดออก ติดเชื้อ และชีวิตได้  แพทย์ในยุคก่อนหน้าและในยุคนั้น จึงพยายามหาสิ่งที่จะมาช่วยรักษาป้องกันโรคนี้ นั้นก็คือ มะนาว เลมอน เป็นผลไม้พวก Citrus ที่มีวิตามินซีสูง gimlet เกิดจากการคิดค้นของ Sir Thomas Gimlette ศัลยแพทย์ประจำกองทัพเรืออังกฤษ เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1857-1943

เพื่อเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด แต่เดิมพวกนักเดินเรือ กะลาสีเรือ จะใช้เหล้ารัมมาผสมกับมะนาว ที่เรีกว่า Grog ดื่มเพื่อช่วยบรรเทาอาการโรคนี้ได้ การใช้เหล้ารัม 15% ผสมน้ำมะนาว เรียกมันว่า "Limeys" ต่อมาในปี ค.ศ.1928 เกิด Gimlet โดย เซอร์ โทมัส กิมเล็ตต์ เขาเปลี่ยนจากเหล้ารัม มาเป็น เหล้ายิน ผสมกับน้ำมะนาว และน้ำมะนาวเข้มข้น เรียกชื่อมันว่า "Gimlet" ที่เรียกชื่อแบบนี้ก็เรียกตามเครื่องมือที่ใช้เจาะถังเหล้าบนเรือของกองทัพเรือ และในปี ค.ศ.1930 ยังมีระบุไว้ในหนังสิอ The Savoy Cocktail Book ว่าสูตรนี้ผสมจาก Plymouth Gin และ Rose's Lime Juice Cordial อย่างละครึ่ง ซึ่ง Rose's Lime Juice Cordial ผลิตขึ้นครั้งในปี ค.ศ.1867 จดสิทธิบัตรโดย Lauchlan Rose ชาวสก็อตแลนด์ เป็นน้ำผลไม้เข้มข้นชนิดแรกของโลก ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยปราศจากแอลกอฮอล์ ภายหลังการเดินเรือของอังกฤษ ออกกฏหมายบังคับว่า ต้องมีน้ำมะนาวในการเดินเรือทุกครั้ง และควรดื่มมันทุกวันระหว่างการเดินเรือ

- 2 oz.        Gin (ยิน)

- 1 oz.        Rose's Lime Juice Cordial (น้ำมะนาวเข้มข้น)

- 1/4 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาว)

แต่งด้วยมะนาว หรือเลมอน

ในปี คศ.1931-1940 เกิดค็อกเทลสูตร Bloody & Sand

เป็นค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเงียบเรื่อง Blood & Sand ในปี ค.ศ.1922 ที่แสดงนำโดย Rudolph Valentino แสดงเป็นช่างทำรองเท้าที่ผันตัวสู่นักสู้กระทิง หนังสร้างจากนวนิยายของ Vincente Blasco Ibanez ผสมจากสก๊อตวิสกี้ น้ำสีแดงส้ม เขียนสูตรไว้ในปี ค.ศ.1930 ในหนังสือ The Savoy Cocktail Book เขียนโดย Harry Craddock กล่าวว่า บรั่นดีเชอรี่สีแดงอำพันดุจสีเลือด น้ำส้มสีดังทราย แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักว่ามีสูตรนี้ถูกคิดค้นขึ้นมา จนกระทั้ง Dale DeGroff ปรมาจารย์ค็อกเทลบาร์เทนเดอร์ชื่อดัง เขาได้ทำมันออกมาในปี ค.ศ.1997 ที่บาร์ New York's Rainbow Room สูตรนี้ควรใช้น้ำส้มคั้นสดจะอร่อยกว่า น้ำส้มกล่อง

- 1 oz.        Scotch Whisky (สก๊อต วิสกี้)

- 1 oz.        Cherry Brandy (เชอรี่ บรั่นดี)

- 1 oz.        Sweet Vermouth (สวีท เวอร์มูธ)

- 1 oz.        Fresh Orange Juice (น้ำส้มคั้นสด)

แต่งด่วยผิวส้ม

Irish Coffee คิดค้นโดย Joe Sheridan ที่นิวยอร์ค ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ.1934 ที่สนามบิน Foynes ในไอร์แลนด์  เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ลูกค้าในสนามบิน ต่อมาในปี ค.ศ.1942 ดัดแปลงสูตรใส่เหล้าวิสกี้ลงไปเพิ่ม จนกระทั่งในปี ค.ศ.1952 นาย Jack Koeppler เจ้าของร้าน Buena Vista ได้ซื้อสูตรไปพัฒนาต่อจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว รสกาแฟเข้มข้น กลิ่นหอมหวล ชวนดื่ม รสนุ่มกลมกล่อม อร่อยมาก มีลีลาการผสมที่สวยงาม

- 1.5 oz.         Irish Whiskey (ไอริส วิสกี้)

- Half Glass   Coffee (กาแฟ)

- 2-3 tsp.        Powder Sugar (น้ำตาลทราย)

- On-Top.       Whipping Cream (วิปปิ้งครีม)

- 1 tbsp.         Kahlua (คาลัวร์)

Zombie ค็อกเทลเขตเมืองร้อนสไตล์ Tiki ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1934 โดยเจ้าของร้าน Don the Beachcomber รัฐแคลิฟอร์เนีย ในอเมริกาฉายาของเขาคือ Don Beach หรือนาย Ernest Raymond Beaumont Gantt 

ซอมบี้นิยมดื่มหลังจากการจัดงาน New York World's Fair ในปี ค.ศ.1939 ตามตำนานเล่าว่า Don Beach เดิมทีเขาผสมค็อกเทลนี้ให้ลูกค้าที่พลาดไม่ได้เข้าร่วมการประชุมทางธุรกิจ หลังจากงานประชุมจบลง หลายวันต่อมา มีลูกค้ากลับมาขอร้อง อยากดื่ม "ซอมบี้" อีก ด้วยรสชาติของผลไม้นำ รสซับซ้อนปกปิดรสเหล้าที่มีแอลกอฮอล์ที่สูงมาก มันจึงกลายเป็นค็อกเทลยอกฮิตในเวลาต่อมาในร้าน Don the Beachcomber ของเขา และด้วยความคลั่งไคล้ ทำให้เขาปกปิดสูตรผสมค็อกเทล ซอมบี้ นี้ไว้เป็นความลับ และบางครั้งก็มีการเปลี่ยนแปลง ดัดแปลงสูตร จนกลายเป็นสูตรซอมบี้ในปัจจุบัน ทำให้บางอย่างรสชาติก็ไม่เหมือนค็อกเทลซอมบี้แบบดั้งเดิม 

มีการบันทึกสูตร ซอมบี้ แบบดั้งเดิมไว้ใน Sippin Safari โดย Jeff "Beachbum' Berry เขาบันทึกจากการสัมภาษณ์บาร์เทนเดอร์ จากร้าน Don the Beachcomber's ค้นพบว่า มีสูตรดั้งเดิม ที่แตกต่างกันถึง 3 แบบ ตั้งแต่ ค.ศ.1934-1956

1 oz.           White Rum (รัมสีขาว)

- 1 oz.           Dark Rum (รัมสีดำ)

- 1/2 oz.        Creme de Almond or Amaretto (เหล้าอัลมอนด์)

- 1/2 oz.        Velvet Falernum (เหล้าหวาน e

- 1/4 oz.         Absinthe (แอปซินท์)

- 1 oz.            Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 2 oz.            Grapefruit Juice (น้ำส้มแกฟฟรุ๊ต)

- On-Top.       Bacardi 151 Rum (รัมบาร์คาดี้ 151)

แต่งด้วยเชอรี่

 I.B.A. Hot Zombie เสิร์ฟแบบร้อน ตามที่ระบุไว้ในวารสาร Catering Industry Employee (CIE)

- 1 oz.              White Rum (รัมสีขาว)

- 1.5 oz.           Gold Rum (รัมสีทอง)

- 1 oz.              Dark Rum (รัมสีดำ)

-1/2 oz.            Bacardi 151 Rum (รัมบาร์คาดี้ 151)

- 1 oz.              Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 oz.           Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 1/2 oz.           Papaya Juice (น้ำมะละกอ)

- 1 tsp.             Superfine Syrup (น้ำเชื่อม)

Zombie by cocktailthai

- 1 oz.              White Rum (รัมสีขาว)

- 3/4 oz.           Gold Rum (รัมสีทอง)

- 1/2 oz.           Orange Curacao (ออเร้นท์ คูราโช่)

- 1 oz.              Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 2 oz.              Orange Juice (น้ำส้ม)

Cosmopolitan (ข้อมูลอิง Diffordsgude) ปรากฎตัวครั้งแรกในหนังสือ Pioneers of Mixing at Elite Bars ในปี ค.ศ.1934 ในหนังสือนี้เขียนสูตร Cosmopolitan ที่แตกต่างกันถึง 5 แบบ  บางสูตร มีความคล้ายคลึงสูตร Daisy แต่ก็มีบางสูตรคล้ายกับ Cosmopolitan ในปัจจุบัน เพียงแต่ใช้เลมอนแทนมะนาว ใช้ยินแทนวอดก้า และใช้น้ำเชื่อมราสเบอรี่แทนน้ำแครนเบอรี่ ออกมามีโครงสร้างสีแดงชมพูเช่นกัน

Cosmopolitan (ในปี ค.ศ.1934)

- 1.5 oz.      Gordon's Gin (ยิน Gordon's)

- 2 dash.     Cointreau (ครองต์โตร์)

- 1 oz.         Lemon Juice (น้ำเลมอน)

- 1 tsp.        Raspberry Syrup (น้ำเชื่อมราสเบอรี่)

แต่งด้วยผิวเลมอน

ยังมีอีกที่คล้ายคลึงกันกับ cosmopolitan คือสูตร Harpoon ของ Ocean Spray ในปี ค.ศ.1960

Harpoon Cocktail (โครงสร้างต้นแบบที่มีความคล้ายคลึง Cosmopolitan)

- 1.5 oz.      Vodka (วอดก้า)

- 2 oz.         Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

- 1/2 oz.      Fresh Lime Juice (น้ำมะนาวคั้นสด)

แต่งด้วยมะนาวชิ้น

จากการค้นคว้าหาจุดกำเนิดของสูตรนี้ โดย Cheryl Charming (AKA Miss Chaming) ในปี ค.ศ.2018 เธอค้นพบว่าสูตรนี้เกิดจากบาร์เทนเดอร์ 2 คน ที่คิดสูตรออกมามีความคล้ายคลึงแทบจะเหมือนกันทั้งหมด เพียงแต่เกิดต่างสถานที่ต่างเวลากัน  และใช้ชื่อเดียวกันว่า Cosmopolitan บาร์เทนเดอร์ 2 คนนี้ คือ Neal Murray เป็นบาร์เทนเดอร์ช่วงที่ทำงานที่ Cork'n Cleaver Steakhouse ใน Golden Valley เขาดัดแปลงสูตรจากเดิมที่ใช้เพียงแค่ เหล้ายินผสมค็อกเทล มาเป็นวอดก้าแทน และในปีค.ศ.1975 เขาลองรวมสูตร Cape Cod และ  Kami Kaze' โดยใส่ Triple Sec เพิ่มไปในสูตรคามิกาเซ่ และในสูตร Cape Codder's เปลี่ยนจากยินเป็นวอดก้าแทน เพิ่มน้ำแครนเบอรี่ และ Lime (Rose's) เขย่าสองสูตรด้วยกัน ออกมาใส่ในแก้วค็อกเทล เรียกชื่อมันว่า Cosmopolitan ประมาณว่า มันต้องออกสีชมพูนิดๆ เพราะเขาเป็นคนสีผิว เลยเหมือนจะถูกเหยียดสีผิว จึงคิดเรียกชื่อสูตรนี้ว่า คอสโมโพลิแทน แบบประมาณว่ามันต้องออกสีนิดๆ และอีกคน คือ  Cheryl Cook ในปี ค.ศ.1985 เขาเป็นหัวหน้าบาร์ที่ The Strand on Washington Avenue หาดทางตอนใต้ในไมอามี่ เขาใช้ Absolut Citron, Triple Sec, Rose's Lime และน้ำแครนเบอร์เพื่อทำให้ออกสีชมพู แต่งด้วยเลมอนบิดงอ 

ยังไม่จบ ยังมีคนอ้างในสิทธิ์อีกคน คือ Melissa Huffsmith ช่วงปี ค.ศ.1989 ใช้ส่วนผสม วอดก้า Absolut Citron, Cointreau, Fresh Lime Juice และน้ำแครนเบอรี่นิดหน่อย ในช่วงปลายยุค 70 และต้นยุค 80 มีอีกหนึ่งคน คือ Toby Cecchini ทำงานที่ The Famous Odeon ในแมนฮัทตันใกล้ Tribeca ปี ค.ศ.1988 เขาเป็นคนแนะนำ Melissa Huffsmith ให้ลองเปลี่ยนจากวอดก้าธรรมดามาใช้ Absolut Citron และเปลี่ยนจาก Rose's Lime มาใช้เป็นน้ำมะนาวสดแทนดู

สุดท้าย!! ยังมีปรมาจารย์ค็อกเทลชื่อดังอีกคนด้วย คือ Dale "King Cocktail" DeGroff ที่มีส่วนในการปรับปรุงสูตรนี้ใหม่ โดยเขาเคยได้ไปชิมสูตรของ Neal Murray ที่ร้าน Fog City Dinner ในซานฟรานซิสโก ในช่วงปี ค.ศ.1990 เขากลับมาที่แมนฮัทตัน และเริ่มคิดดัดแปลงสูตรนี้ในสไตล์ของตนเองที่ Rainbow Room 

Cosmopolitan of Dale DeGroff

- 1.5 oz.        Vodka Ketel One Citroen (วอดก้า ยี่ห้อ Ketel One กลิ่นซีตัส)

- 1/2 oz.        Triple Sec De Kuyper (ทริเปิ้ล เชค ยี่ห้อ De Kuyper)

- 1 oz.           Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

-1/4 oz.         Fresh Lime Juice (น้ำมะนาวสด)

แต่งด้วยผิวส้มบิด

ในช่วงปลายยุค 90 หลังจากการเปิดตัวซีรีย์เรื่องดัง “Sex and the City” ของ HBO ในปี ค.ศ.1998 ยิ่งทำให้สูตร Cosmopolitan มีผู้คนสนใจอยากลิ้มลอง และนิยมดื่มกันจนติด Top-Five ในในอเมริกา เป็นค็อกเทลที่มีชื่อเสียงโด่งดังหนึ่งสูตร 

Cosmopolitan by cocktailthai ปี ค.ศ.2005

- 1.5 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.        Cointreau (ครองต์โตร์)

- 1.5 oz.        Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

- 1/2 oz.        Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/4 oz.       Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

 แต่งด้วยผิวส้มบิด
 

Margarita หรือ Daisy ในภาษาสเปน เป็นค็อกเทลดั่งเดิมที่ใช้บรั่นดีผสม เพียงแต่มาร์การิต้าใช้เตกิวล่าผสมแทนได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่18

มีเรื่องราวมากมาย จนยากที่จะบอกได้ชัดเจนว่าใครเป็นคนคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมากันแน่ ?? มาร์การิต้า เป็นสูตรค็อกเทลอันโด่งดังที่ทั่วโลกต่างรู้จักมีหลายเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติของมาร์การิต้าหนึ่งในเรื่องที่แพร่หลายกันกล่าวว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1938  Carlos “Danny” Herrera เจ้าของร้าน Rancho La Gloriaเป็นร้านอาหารเม็กซิกันในแถวย่าน Tijuana และ Rosarito ในเมือง Baja รัฐแคริฟอร์เนีย เขาได้พัฒนาเครื่องดื่มที่ร้านของเขาให้กับอดีตนักเต้น Ziegfeld เธอมีชื่อว่า Marjorie King ตัวเธอแพ้แอลกอฮอล์หลายชนิดยกเว้นเตกิวล่า เขาจึงคิดเครื่องดื่มที่ใช้เตกิวล่า มาผสมกับน้ำมะนาว และเกลือ เพื่อดื่มง่าย และสดชื่นให้กับนักแสดงสาวผู้นี้ และเครื่องดื่มของเขาเมื่อดื่มแล้ว จะรู้สึกสดชื่นจริงๆ จนในปี ค.ศ.1947 บาร์เทนเดอร์ Albert Hernandez ได้นำสูตรนี้ไปเผยแพร์ในซานดิเอโก้ ที่ร้านอาหาร La Plaza ในลาจอลลา

อีกเรื่องว่ามาร์การิต้าถูกผสมครั้งแรกในปี ค.ศ.1942 ใน Juarez, Chihuahua ที่ Tommy's Place Bar ในซานฟรานซิสโก โดยบาร์เทนเดอร์ "Pancho" Morales ตามสำนักข่าวทางการของเม็กซิโก Notimex และผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า เขาน่าจะเป็นคนคิดค้นสูตรมาร์การิต้ามากกว่าใคร หลังจากนั้น 25 ปีต่อมา เขาย้ายไปอยู่ในอเมริกา และได้สัญชาติอเมริกาทำอาชีพส่งนม

และอีกเรื่องเล่าในปี ค.ศ.1945 ในหนังสือ The Complete Book of Spirits ว่า Anthony Dias Blue ผู้นำเข้าเหล้า Jose Cuervo มาขายในอเมริกาเป็นคนแรก ใช้คำสโลแกนโฆษณาว่า มาร์การิต้ามันเป็นมากกว่าชื่อหญิงสาว “Margarita: It's more than a girl name” และเขาว่าสูตรนี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1938 โดยบาร์เทนเดอร์คนหนึ่ง เพื่อเป็นเกียรติแก่นักแสดงสาวชาวเม็กซิกัน Rita de la Rosa Rita Hayworth (ชื่อจริงคือ Margarita Casino)

สามปีก่อนที่ในปี ค.ศ.1948 นาง Margaret “Margarita” Sames ไฮโซร่ำรวยในสังคมชั้นสูงชาวดัลลัส เธอกล่าวอ้างว่า เธอเป็นคนคิดค้นเครื่องดื่มนี้ เพื่อเลี้ยงเพื่อนๆ ของเธอระหว่างชื่นชมไร่องุ่นริมผาที่บ้านพักตากอากาศ Acapulco โดยเดิมทีเธอใช้เหล้ารัมเป็นแรงบันดาลใจจากความประทับใจเมื่อครั้งที่เธอไปเที่ยวคิวบา มาผสมเหล้าครองต์โตร์ กับผลน้ำผลไม้รสเปรี้ยว แต่รสชาติยังไม่ดีพอ เธอค่อยๆ ปรับสูตรจนมาลงตัวที่เตกิวล่า ผสมครองต์โตร์ และน้ำมะนาว เพิ่มเกลือที่ขอบแก้ว เพื่อตัดรสเหล้าที่บาดคอลง และเพื่อนของเธอหนึ่งในนั้นก็คือนาย Tommy Hilton ผู้ร่ำรวย เขาได้นำเครื่องดื่มนี้ไปเพิ่มเมนูในบาร์ที่โรงแรมในเครือฮิลตันของเขา จนเครื่องดื่มนี้โด่งดังขึ้นมา

สูตรนี้ก็พัฒนาต่อโดยใช้เหล้าเตกิวล่าเปลี่ยนครองต์โตร์มาใช้ทริเปิ้ลเชค และน้ำมะนาวในอัตราส่วนที่ลงตัวสุดยอด 3:2:1 ถ้าตามมาตรฐาน Margarita Association ของ IBA (International Bartenders Association) คือ 7: 4: 3 (เตกิวล่า 50% : ครองต์โตร์ (Cointreau) 29% : น้ำมะนาวสด 21%) เป็นสูตรค็อกเทลที่นิยมดิ่มกันทั่วโลกจัดอยู่ใน Top Ten รสแรงนุ่มกลมกล่อม มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการแต่งปากแก้วด้วยขอบเกลือ เพื่อตัดรสเหล้าที่ร้อนแรงบาดคอลง ทำให้ได้ค็อกเทลที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ออกเค็ม มาร์การิต้า ทำได้ด้วยวิธีการเขย่าหรือปั่นก็ได้แถมยังเพิ่มเติมรสผลไม้อื่นๆ เข้าไปอีก มีความหลากหลายมากกว่าร้อยรสชาติ หรือจะใส่เบียร์โคโรน่าปักเพิ่มเข้าก็จะกลายเป็นสูตร Coronarita

Margarita by cocktailthai

- 2 oz.         Tequila (เตกิวล่า)

- 3/4 oz.      Cointreau (ครองต์โตร์)

- 2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/2 oz.      Sugar Syrup (น้ำเชื่อม) 

แต่งขอบปากแก้วด้วยเกลือ

Blue Margarita by cocktailthai

- 2 oz.         Tequila (เตกิวล่า)

- 3/4 oz.      Blue Curacao (บูล คูราโช่)

- 2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/3 oz.      Sugar Syrup (น้ำเชื่อม) 

แต่งขอบปากแก้วด้วยเกลือ

Sakerita

- 2 oz.         Sake (สาเก)

- 1/2 oz.      Grand Marnier (แกรนด์ มาร์เนีย)

- 1.5 oz.      Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/3 oz.      Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

Hurricane คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1940 หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทำให้เหล้าเบอร์เบิร์น วิสกี้ และสก๊อต วิสกี้ ที่เป็นส่วนผสมหลักในสูตรค็อกเทล ขาดตลาด หายาก และที่บาร์ไอริส Pat O' Brien's ย่าน French Quarter เมืองนิวออลีน รัฐหลุยเซียน่า เองก็มีเหล้ารัมเหลือค้างในสต๊อกมากมาย ทำให้เจ้าของร้านพยายามคิดหาวิธีเคลียรล้างสต๊อกเหล้ารัมให้หมดไป เขาจึงคิดทำสูตรค็อกเทลที่ใช้เหล้ารัมขึ้นมา นั้นก็คือ Hurricane จนกลายเป็นสูตรที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเวลาต่อมา แต่ก็ยังมีอีกเรื่องที่ว่า หัวหน้าบาร์เทนเดอร์ Louis Culligan ผู้คิดค้นค็อกเทลสูตรนี้ขึ้นมาในปี ค.ศ.1956 เฮอร์ริเคนเป็นสูตรด็อกเทลที่นิยมดื่มกันในช่วงเทศกาล Mardi Gras "Fat Tuesday" 

- 2 oz.         Rum (รัมสีขาว)

- 2 oz.         Dark Rum (รัมสีดำ)

- 1/2 oz.      Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 2 oz.         Passion Fruit Juice (น้ำเสาวรส)

- 1/3 oz.      Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

- 1/3 oz.      Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

แต่งด้วยส้มสไลด์ และเชอรี่

 

 

 

 

 

 

 

ในปี คศ.1941-1950 เกิดค็อกเทลสูตร Moscow Mule

ปัจจุบันรู้จักกันดีในชื่อ Mule Mug ใน The Bartending World ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1941 จากการร่วมมือกันระหว่าง John G. Martin เจ้าของบริษัท G.F. Heublein & Brothers และยังเป็นเจ้าของสิทธิ์วอดก้ายี่ห้อ Smirnoff Vodka ที่ขายในอเมริกา และนาย Jack Morgan เจ้าของ Cock’n Bull ร้านอาหาร และบาร์ชื่อดังในย่าน Sunset Boulevard ที่ฮอลีวูด ในลอสแองเจลิส อีกทั้งยังเป็นเจ้าของ Ginger Beer เขาทั้งสองได้นำเอาสินค้าของตนที่ขายไม่ออกมาร่วมกันคิดวางแผนการตลาด ในขณะที่ Sophie Berezinski และพ่อของเธอที่อพยพกันมาจากรัสเซีย โดยนำเอาแก้วหูทองแดง Copper Cup นี้มาด้วย 2000 ใบ เพราะไม่สามารถขายแก้วหูทองแดงใบใหญ่แบบนี้ได้ในรัสเซีย คนรัสเซียในยุคนั้นยังคงนิยมดื่มวอดก้าใส่ในแก้วช็อทใบเล็กๆ ในขณะที่โซฟีกำลังมองหาผู้ซื้อในลอสแองเจลิสเธอเดินไปที่ประตูบาร์ Cock 'n' Bull ในวันเดียวกันที่จอห์นมาร์ตินและแจ็คมอร์แกนกำลังคุยกันเรื่องการนำผลิตภัณฑ์ของตนมาผสมกันพอดี ทั้งสามจึงได้ร่วมมือกัน โดยเลือกใส่สูตรที่ช่วยกันคิดขึ้นมาใหม่นี้ใส่ในแก้วหูทองแดง ทำให้ค็อกเทลดูโดดเด่น จึงเกิดเป็น มอสโค มัวร์ ค็อกเทลสูตรนี้ขึ้นมา เพิ่มรสด้วยการบีบมะนาว แต่งด้วยใบสะระแหน่ ใส่ในแก้ว Copper Cup เป็นแก้วหูที่ทำมาจากทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของสูตรนี้ นิยมดื่มกันมากในช่วงปี ค.ศ.1947-1950

แต่เดิมเรียกสูตรนี้ว่า “Little Moscow” ในช่วงปีแรก แก้ว 500 ใบแรก จะถูกประทับตรา ทุกวันนี้หายากมาก จนกลายเป็นคอลเลกชั่นสะสมตามบาร์ที่หายาก แต่บางคนก็เรียกว่า "Smirnoff Mule"

ยังมี Mule ในรูปแบบต่างๆ อีก โดยการเปลี่ยนจาก วอดก้าไปใช้เหล้าอื่นๆ แทน เช่น

  • London Mule           ใช้เหล้า  Gin
  • Kentucky Mule        ใช้เหล้า Bourbon Whiskey
  • Mezcal Mule            ใช้เหล้าเตกิวล่า Mezcal
  • Dark and Stormy     ใช้เหล้า Dark Rum แล้วเท On-Top ลงในตอนท้ายเพื่อให้ลอยอยู่ด้านบน
  • Horse's Neck           ใช้เหล้า Bourbon Whiskey และเพิ่ม Angostura Bitters สัก  3-4 หยด
  • El diablo                  ใช้เหล้า Tequila และเติมเหล้า Creme de Cassis นิดหน่อย

ข้อดีของการเลือกใส่สูตรนี้ในแก้วหูทองแดง คือ

  • อุณหภูมิ แก้วทองแดง จะช่วยรักษาอุณหภูมิให้ความเย็นได้ดี  รู้สึกสัมผัสถึงความเย็นสดชื่น 
  • รสชาติ แก้วทองแดง จะช่วยเพิ่มรสสัมผัสของสูตรนี้ได้ชัดเจน เพราะเมื่อวอดก้าสัมผัสกับผนังของแก้วทองแดง จะเกิดการอ๊อกซิไดช์ เกิดกลิ่นที่หอม เพิ่มรสชาติของวอดก้าให้โดดเด่นมากขึ้น ด้วยอุณหภูมิของแก้วทองแดงที่เย็นกว่า มีผลทำให้ Ginger Beer มีความซ่าส์เพิ่มมากขึ้น และยังช่วยปรับเปลี่ยนรสเปรี้ยวของมะนาวให้กลมกล่อมพอดี แต่ก็อยู่ที่สัดส่วนและสูตรผสมด้วย
  • ประสบการณ์การดื่ม เป็นการสร้างภาพลักษณ์ ทำให้ชวนนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ บุคคลทั้งสาม รวมตัวกัน เพื่อหาทางรอดในธุรกิจของตน เสน่ห์อีกอย่าง ลองถ่ายรูปคู่กับค็อกเทลสูตรนี้ ที่ใส่ในแก้วหูทองแดง ดูสักครั้ง มันคลาสสสิคสุดๆ

- 2 oz.          Vodka (วอดก้า)

- 4 oz.          Ginger Beer (จินเจอร์เบียร์)

- 1 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 4-5 ใบ.       Mint Sprig (ใบสะระแหน่)

- 3-4 ชิ้น.      Lemon Wedge (มะนาวชิ้น)   

Mai-Tai เกิดเมื่อ 30 สิงหาคม ค.ศ.1944 และต่อมาในปี ค.ศ.2009 สภาเมืองโอ๊คแลนด์, ซานฟรานซิโก, แคลิฟอร์เนีย ได้ประกาศรองรับ กำหนดให้วันนี้ เป็นวันเฉลิมฉลอง Mai Tai Day กันทั่วโลก กว่า 76 ปี ที่ ไมไต ถูกคิดค้นโดยนาย Victor Jules "Trader Vic" Bergeron เป็นบาร์เทนเดอร์ และเจ้าของบาร์ฮิงกี้ ดริ้งส์ รัฐโอ๊คแลนด์ ในอเมริกา ไม-ไท หรือ ไม-ไต ใช้เหล้ารัมเป็นหลักในการผสม เป็นสูตรค็อกเทลที่นิยมดื่มกันทั่วโลก จัดอยู่ใน Top Ten สุดคลาสสิคบนโลกค็อกเทล ที่มีรสนุ่มกลมกล่อม แต่อย่าเข้าใจผิดนะว่าถือกำเนิดในประเทศไทย เพราะมันไม่ใช่อย่างนั้นโดยสิ้นเชิง 

คำว่า ไม-ไต (Mai-Tai) ตามภาษาของชาวตาฮีติ (ตาฮิเตี้ยน) ในแถบหมู่เกาะทะเลแคริบเบี้ยน ประเทศเฮติ หมายถึง "ยอดเยี่ยม” อร่อยสุดยอด แบบหลุดโลกไปเลยประมาณนั้น รากศัพท์มาจากคำว่า Mai Tai Roa Ae (ไมไต โรอา เอ้) เกิดจากคำอุทานของคนที่ได้ชิมค็อกเทลสูตรนี้ "Out of this world, The best" แปลว่ายอดเยี่ยมอร่อยที่สุดในโลก ที่คิดโดยนาย  Victor Jules "Trader Vic" Bergeron และเป็นคำอุทานของเพื่อนชาวเฮติของเขาเองคือ Easham และ Carrie Guild เมื่อได้ลองชิมสูตรนี้ในครั้งแรกที่เขาคิดให้สองคนนี้ชิม

จากนั้น มีการปรับปรุงมาเป็น... "Trader Vic's Mai Tai" ที่มีการคิดค้นปรับวัตถุดิบตั้งต้น แบบเข้มข้น “Mai Tai Concentrate” ผสมด้วยน้ำตาล เหล้า และ Citrus มีการเพิ่มเครื่องเทศ ให้มีกลิ่นไอ Polynesian ในสไตล์ชายฝั่งแปซิฟิค ทำให้ง่ายต่อการผสม รสชาติคงที่มากขึ้น
(1st Franchise ในปี ค.ศ.1948 ที่ Seattle และ ในปี ค.ศ.1963 ที่ London เป็น 1st International Franchise )

 เกิดรสชาติใหม่ที่แตกต่างเพิ่มขึ้น อย่างเช่น

  • Simple Maui Mai Tai (ไมไต รสสับปะรด)
  • Mango Mai Tai (ไมไต รสมะม่วง)
  • Guava Mai Tai (ไมไต รสฝรั่ง) 
  • Maxcican Mai Tai (ไมไต รสฝรั่ง ส้ม มะม่วง สับปะรด ) เป็นต้น
ยุค Atomic เป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ก็หมดยุคข้อห้ามต่างๆ (Prohibition Period) ก็มีการเล่นสีสันให้กับสูตรไมไต โดยใส่น้ำเชื่อมแกรนาดีน เพิ่มสีสันสดใส เข้มข้น ในสไตล์ชายทะเลแบบ "Island Mai Tai" ที่คนไทยชื่นชอบกัน ไมไต จะใส่ในแก้วร็อค หรือแก้วไฮบอล 
 
Mai-Tai by cocktailthai

- 1.5 oz.     Light Rum (รัมสีขาว) 

- 3/4 oz.     Dark Rum (รัมสีดำ) 

- 1/2 oz.     Orange Curacao (ออเร้นท์ คูราโช่) 

- 1.5 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1 oz.        Orange Juice (น้ำส้ม)

- 1 oz.        Pineaplle Juice (น้ำสับปะรด)

- 3/4 oz.     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง) 

 

1944 Mai Tai Roa Ae

- 1 oz.       Light Rum (รัมสีขาว)

- 1.5 oz.    Dark Rum (รัมสีดำ)

- 1/2 oz.    Orange Curacao (ออเร้นท์ คูราโช่)

- 1/2 oz.    Orgeat Syrup (น้ำเชื่อมอัลมอนด์)

- 1/2 oz.    Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

 

Trader Vic's Mai Tai (1944)

- 1 oz.       Gold Rum (รัมสีทอง)

- 1 oz.       Dark Rum (รัมสีดำ)

- 1/2 oz.    Orange Curacao (ออเร้นท์ คูราโช่)

- 1 oz.       Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/4 oz.    Orgeat Syrup (น้ำเชื่อมอัลมอนด์) 

- 1/4 oz.    Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

Screwdriver มีบันทึกไว้ในบทความของ Newsweek ในปี ค.ศ.1944 ว่ามีส่วนผสมของ วอดก้า และน้ำส้ม ที่คิดค้นโดยนักบินชาวอเมริกัน และในปี ค.ศ.1949 มีบทความของ Time ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกนาวิกโยธินอเมริกัน ให้เห็นไว้ว่า Screwdriver ที่ผสมด้วยวอดและน้ำส้ม น่าจะถูกคิดขึ้นครั้งแรกโดยหน่วยข่าวกรองตุรกีผู้ลี้ภัยชาวบอลข่าน และวิศวกรชาวอเมริกัน ณ Park Hotel อีกตำนานราวศตวรรษที่ 20 พวกคนงานอเมริกัน ทำเครื่องดื่มจากวอดก้านิดหน่อยผสมกับน้ำส้ม แล้วใช้ไขควงคนกวนผสม พวกเขาจึงตั้งชื่อเครื่องดื่มนี้ว่า Screwdriver

- 2 oz.        Vodka (วอดก้า)

- Fill-Up.    Orange Juice (น้ำส้ม)

แต่งด้วยส้มชิ้น

Black Russian ช่วงปลายปี ค.ศ.1949 Gustav Tops บาร์เทนเดอร์ของโรงแรม Metropole ในบรัสเซลส์ ได้คิดสูตร "Black Russian" ขึ้นครั้งแรกให้ Perle Mesta เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำลักเซมเบิร์ก เป็นช่วงสงครามเย็นพอดี (ปี ค.ศ.1945-1991) เขาจึงสร้างค็อกเทลสูตรขึ้นผสมผสานวอดก้ารัสเซียเข้ากับคาลัวร์ เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งความลึกลับในเวลานั้น

- 2 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 1 oz.        Kahlua (คาลัวร์)

Salty Dog มีบันทึกไว้ในหนังสือ Savoy Cocktail Book ครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 เขียนโดย Harry Craddock's บันทึกสูตร Greyhound ที่เป็นต้นแบบของสูตร Salty Dog ว่ามีส่วนผสมของ ยินหรือวอดก้าผสมน้ำเกรฟฟรุ๊ต และต่อมาในปี ค.ศ.1950 George Jessel ได้เพิ่มขอบเกลือที่แก้ว ในส่วนผสมของเหล้ายินหรือวอดก้า ที่ผสมกับน้ำเกรฟฟรุ๊ต การเลือกใช้วอดก้า ควรเลือกใช้วอดก้าที่มีคุณภาพดีๆ จะช่วยลดความขมของเกรฟฟรุ๊ตลงได้นิดหน่อย แต่หากใช้วอดก้า คุณภาพแย่ สูตรนี้จะออกมาขมเกินจะดื่มกินไหว การมีขอบเกลือจึงช่วยตัดความขมออกได้บ้าง จนเป็นเอกลักษณ์ของสูตรนี้

Salty Dog original

- 2 oz.          Vodka (วอดก้า)

- 3 oz.          Grapefruit Juice (น้ำเกรฟฟรุ๊ต)

ทำขอบเกลือที่ปากแก้ว

Salty Dog by cocktailthai

- 2 oz.          Vodka (วอดก้า)

- 1/3 oz.       Maraschino (มาราชิโน่)

- 3 oz.          Grapefruit Juice (น้ำเกรฟฟรุ๊ต)

ทำขอบเกลือที่ปากแก้ว

 

Greyhound ปี ค.ศ.1930

- 2 oz.          Vodka (วอดก้า)

- Fill-Up.      Grapefruit Juice (น้ำเกรฟฟรุ๊ต)

 

ในปี คศ. 1951-1960 เกิดค็อกเทลสูตร Harvey Wallbanger

เชื่อว่าเกิดจากการคิดค้นขึ้นโดยนักผสมแชมป์โลก 3 สมัย  Donato "Duke" Antone เจ้าของ Doke's Backwatch Bar ที่ Sunset Boulevard ฮอลลีวู้ด ในลอสแอนเจลิส ในปี ค.ศ.1952 เขาเคยทำสูตรนี้ให้ Tom Harvey นักกระดานโต้คลื่น ที่ชอบดื่ม Screwdriver ใส่ Galliano เข้าไปด้วย ที่มาของชื่อ มีตำนานเล่าว่า ช่วงประมาณปี ค.ศ.1969-1970 ที่ Pancho's Bar บนชายหาดแมนฮัทตัน รัฐแคลิฟลอเนีย ในอเมริกา ขณะที่ วันหนึ่งในช่วงปลายอายุหกสิบเศษของ Tom Harvey ขณะที่เขาดื่มฉลองการชนะการแข่งขันโต้คลื่น เขาเมาเดินโซเซจากบาร์หนึ่งไปอีกบาร์หนึ่งแล้วไปกระแทกกระดานโต้คลื่นบนผนังจึงกลายเป็นที่มาของค็อกเทลที่มีชื่อว่า "Harvey Wallbanger" 

แต่ Robert Simonson นักเขียนประวัติศาสตร์การดื่ม คิดว่า สูตรที่เสิร์ฟครั้งแรกของ Antone ที่ Backwatch Bar ใช้ส่วนผสมวอดก้า น้ำส้ม และกัลลิอาโน่ น่าจะเรียกว่า "Duke's Screwdriver" มากกว่า และเขากลับไม่ให้ความเชื่อถือ ถึงขนาดกล่าวไว้ว่า "ไม่เคยมีใครเชื่อเรื่องนี้มาก่อน เพราะไม่มีการบันทึกว่ามีอยู่จริง" และตัวนาย Antone เองก็อาศัยอยู่ที่ Hartford รัฐ Connecticut ไม่ใช่ในลอสแอนเจลิส แต่ในมุมมองของเขา และนักเขียนประวัติศาสตร์สูตรอีกคนชื่อ David Wondrich เชื่อว่า ชื่อสูตรที่เรียกว่า "Harvey Wallbanger" น่าจะมาจาก George Bednar ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ McKesson Imports Company มอบหมายให้ศิลปินนักออกแบบหนึ่ง คิดพัฒนาสูตร "Harvey Wallbanger" ขึ้นมาในช่วงปลายปี ค.ศ.1960 มากกว่า 

 ในปี ค.ศ.1977 Robert Simonson คนเดิม ยังคงสืบหาต้นกำเนิด Harvey Wallbanger ที่แท้จริง และพูดว่า "Atone คุณมีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วละ"  เขาพบว่าเครื่องดื่มนี้ได้รับความนิยมดื่มมากที่สุดในช่วงปี ค.ศ.1970 และยังเขาค้นพบเอกสารที่ตีพิมพ์ส่วนหนึ่งไว้ใน The Hartford Courant ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1977 ในหัวข้อ Retired Mixologist To Teach Tunxis Drink-Making Class ที่ Tunxis Community College กล่าวไว้ว่า "Antone... เขาไม่ใช่แค่คนผสมที่ทำเครื่องดื่มแค่ให้คนอื่นดื่มเท่านั้น แต่นักผสมอย่าง Donato "Duke" Antone เขาเป็นคนสอนผสมที่ไม่ใช่ไม่มีเครดิต แต่เขาเป็นผู้สร้างสูตร Harvey Wallbanger ขึ้นมาโดยแท้จริง และมันยังเป็นค็อกเทลสูตรที่มีคนดื่มกันกว่า 50 ประเทศ" อีกข้อสงสัยของ Robert Simonson เขาแสดงความคิดเห็นไว้อีกว่า ยังมีอีกข้อสงสัยหนึ่งว่า Antone น่าจะเป็นศินปินนักออกแบบ ที่เคยทำงาน ปี คศ.1960 ออกแบบเครื่องดื่มและเป็นที่ปรึกษา ให้ George Bednar ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ McKesson Imports Company เพราะว่าในปี ค.ศ.1977 ในเอกสารของ The Hartford Courant ระบุไว้ว่า "Antone ...ไม่ได้ จำกัด ตัวเองอยู่แค่การผสมเครื่องดื่มเท่านั้น แต่เขายังมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมสุราในทุกด้าน รวมขึ้นถึงเป็นที่ปรึกษาช่วยออกแบบร้านอีกด้วย"

Robert Simonson คาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ.1966 George Bednar เข้าหา Antone  เพื่อให้ช่วยคิดค้นสูตรค็อกเทลที่ช่วยทำตลาดส่งเสริมยอดขายกัลลิอาโน่ และ Antone บอกว่า Galliano-heavy Cocktail เรียกว่า Italian Fascination และเขาก็คิดสูตรใหม่ "Freddy Fudpucker" แนวคิดเดิมแค่เปลี่ยนวอดก้าเป็นเตกิวล่า ส่วน George Bednar ทำการตลาดดีเยี่ยม โดยให้ Bill Young ช่วยให้ออกแบบโปสเตอร์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายให้ใช้ Galliano L'Autentico เป็นส่วนผสม ในสูตร Harvey Wallbanger มีสโลแกนยอดนิยมสำหรับสูตรนี้ว่า "Harvey Wallbanger is the name, and I can be made!" 
 
ในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ.1973 มีการโมษณา Harvey Wallbanger แบบกระป้องผสมพร้อมดื่ม "The Club Wallbanger" ผสมจาก Smirnoff Vodka ซึ่งแบบกระป๋องนี้ ก็ยังไม่สามารถฆ่าสูตร Harvey Wallbanger ที่ผสมด้วยน้ำส้มคั้นสดไม่ได้ แต่ปัจจุบันก็หันมาใช้น้ำส้มกล่องกันเพื่อความสะดวก เสน่ห์ดั้งเดิมในยุค 70 จึงขาดหายไป

Harver Wallbanger

- 1.5 oz.      Vodka (วอดก้า)

-1/2 oz.       Galliano L'Autentico (กัลลิอาโน่ เลอ อัลเทนทิโค)

- 4 oz.         Orange Juice (น้ำส้ม)

แต่งด้วยส้มฝานและเชอรี่

Freddy Fudpucker

- 2 oz.         Tequila (เตกิวล่า)

-1/2 oz.       Galliano L'Autentico (กัลลิอาโน่ เลอ อัลเทนทิโค)

- 3.5 oz.      Orange Juice (น้ำส้ม)

แต่งด้วยส้มฝาน

 

Pina Colada ป็นอีกหนึ่งสูตร ที่มีการกล่าวอ้างจุดกำเนิดที่ไม่แน่นอน มีบาร์เทนเดอร์หลายคน ต่างกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา ในช่วงปี ค.ศ.1960 มีระบุไว้ในหนังสือค็อกเทล กล่าวถึงส่วนผสมว่ามีแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ รัม น้ำสับปะรด และน้ำมะพร้าว ในปี ค.ศ.1954 Ramon "Monchito" Marrero  อ้างว่าตนเป็นผู้คิดค้นพิน่า โคลาด้า ตอนที่เขาทำงานที่โรงแรม Caribe Hilton เมือง San Juan ในเปอร์โตริโก โดยผสม รัม น้ำกะทิ น้ำสับปะรด หรืออีกคน คือ Don Ramon Portas Mingot ก็อ้างว่าเขาเป็นคนคิดค้น พิน่า โคลาด้า ขึ้นในปี ค.ศ.1963 ที่ร้านอาหาร Barrachina แต่ในปี ค.ศ.1978 สูตรนี้ถูกประกาศให้เป็นค็อกเทลของเปอร์โตริโกอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น 50 ปีต่อมา (ปี ค.ศ.2004) Sila María Calderón ผู้ว่าการรัฐเปอร์โตริโก ประกาศลงนามรับรองพิน่า โคลาด้า ของโรงแรม Caribe Hilton

- 2 oz.           Rum (รัมสีขาว)

- 3/4 oz.        Malibu (มาลิบู)

- 2 oz.           Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 1/4 oz.        Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1 oz.           Coconut Cream (น้ำกะทิ)

- 1/2 oz.        Gum Syrup (น้ำเชื่อมเข้มข้น)

ใช้วิธีปั่น

Blue Hawaii เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1957 ที่ Kaiser Hawaiian Village ในโฮโนลูลู (ปัจจุบันคือ Hilton Hawaiian Village Waikiki Resort)  ตัวแทนจัดจำหน่ายเหล้าหวาน  Bols ของฮอลแลนด์ ขอให้ Harry Yee บาร์เทนเดอร์ในตำนาน ช่วยออกแบบค็อกเทลสีฟ้าน้ำทะเล ที่ใช้ Blue Curacao เหล้าหวานจากเปลือกส้มและเปลือกมะนาว Laraha แห้ง เขาทดลองหลายรูปแบบจนลงตัวที่ การใช้รัม น้ำสับปะรด น้ำมะนาว และบูล คูราโช่ ผสมกันออกมาเป็น ฺBlue Hawaii แต่งด้วยสับปะรดชิ้นและร่มค็อกเทล อีกสูตรดัดแปลง โดยเพิ่ม Creme de Coconut เรียกว่า Blue Hawaiian

- 1.5 oz.           Rum (รัมสีขาว)

- 3/4 oz.           Blue Curacao (บูล คูราโช่)

- 2 oz.              Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 1/2 oz.           Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 oz.           Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

Sea Breeze แต่เดิมมีหลายเวอร์ชั่นมาก ด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยมา สูตรนี้ก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นมีสูตรคล้ายๆ กันเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ค.ศ.1920 เดิมใช้เหล้ายินผสมแกรนาดีน พอปี ค.ศ.1930 สูตรนี้ใช้เหล้ายินผสมแอพริคอตบรั่นดี น้ำมะนาว และแกรนาดีน ต่อมาพัฒนาสูตรโดยใช้วอดก้าผสม ดรายเวอร์มูธ กัลลิอาโน และบูลคูราโช่ สุดท้ายปรับสูตรใหม่ เป็น Sea Breeze แบบในปัจจุบัน เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ค.ศ.1960 ใช้วอดก้าผสมน้ำแครนเบอรี่ และน้ำเกรฟฟรุ๊ต จนเป็นที่นิยม

- 2 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 3 oz.        Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

- 1.5 oz.     Grapefruit Juice (น้ำเกรฟฟรุ๊ต)

B52 เชื่อกันว่ามันถูกผสมเทรินขึ้นครั้งแรกที่ ร้านอาหารของ Alice ในมาลิบู ในปี ค.ศ.1960 ใช้ชื่อ บี-52 เพื่ออ้างถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด รุ่น B-52 ใช้เหล้า Grand Marnier เป็นชั้นบนสุด เมื่อจุดไฟ จะเหมือนเปลวไฟของเครื่องบินที่ทิ้งระเบิด

อีกทฤษฏีหนึ่งเชื่อว่า ในปี ค.ศ.1977 มันถูกคิดค้นโดย Peter Fich หัวหน้าบาร์เทนเดอร์ ของโรงแรม Banff Springs เมือง Alberta ในแคนนาดา เขาเป็นแฟนคลับของวงดนตรี The B-52s ที่ศิลปินมักจะทำทรงผมรวบไว้ด้านบน เหมือนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress รุ่นเก่าปี 1950 เขาจึงตั้งชื่อเครื่องดื่มนี้ว่า "B52" เพื่อแสดงความชื่นชอบต่อวงนักดนตรีที่เขาคลั่งไคล้

และสุดท้ายว่ากันว่ามันเกิดขึ้นครั้งแรก ในร้านสเต็กชื่อ KEG ในอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1977 เรียกชื่อ B-52 ตามชื่อเครื่องบินทิ้งระเบิด ของอเมริกา ในสมัยสงครามเวียตนาม ที่มีอานุภาพทำลายล้างชนิด ทิ้งบอมม์ระเบิดกระจุยกระจาย ความหมายแบบนี้ก็คล้ายกับการดูดดื่ม B52 ที่ร้อนแรงดุจระเบิดลงในช่องท้อง

 B52 original

- 1/3 shot.       Grand Marnier (แกรนด์ มาร์เนีย)

- 1/3 shot.       Baileys (เบย์ลี่ย์)

- 1/3 shot.       Kahlua (คาลัวร์)

จุดไฟใช้หลอดดูด (เทเลเยอร์จากล่างขึ้นบน)

B52

- 1/3 shot.       Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 1/3 shot.       Baileys (เบย์ลี่ย์)

- 1/3 shot.       Kahlua (คาลัวร์)

จุดไฟใช้หลอดดูด (เทเลเยอร์จากล่างขึ้นบน)

ในปัจจุบัน มีการดัดแปลง B52 เป็น

- B51 บางตำราว่า ใช้ Triple Sec ควรจะเรียกว่า B51 มากกว่า B52

- B53 ใช้เหล้า Vodka แทน Triple Sec

  บางตำราใช้ Sambuca เพิ่มหรือแทนที่เหล้า Baileys

  หรืออีกตำราใช้ Frangelico แทน Baileys และเพิ่ม Sambuca เข้าไปด้วย

- B54 ใช้เหล้า Tequila แทน Triple Sec บางตำราใช้ Amaretto แทนที่เหล้า Tequila

- B56 ใช้เหล้า Rum แทน Triple Sec

- B57 ใช้เหล้า Gin แทน Triple Sec

ในปี คศ. 1961-1970 เกิดค็อกเทลสูตร White Russian 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1965 ใน Oakland Tribune และเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง The Big Lebowski ที่ในปี ค.ศ.1998 แสดงโดย Jeffrey รับบทเป็น Dude ชอบดื่มเครื่องดื่มนี้ในหนัง

- 2 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 1 oz.        Kahlua (คาลัวร์)

- 1 oz.        Cream (ครีมนมคาร์เนชั่น)

Tequila Sunrise คิดค้นโดยบาร์เทนเดอร์ Bobby Lozoff and Billy Rice ที่บาร์ Trident ใน Sausalito รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี ค.ศ.1970 ค็อกเทลสูตรนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นมาหลังจากที่ Mic Taylor นักร้องของวง The Rolling Stones ได้จิบค็อกเทลสูตรนี้ เมื่อวงของเขาไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ใด สูตรนี้ ก็ถูกไปเผยแพร่ ณ ที่นั้น ตั้งแต่ในปี ค.ศ.1972 แถมในปี ค.ศ.1973 Jose Cuervo ใช้สูตรนี้ ในการโฆษณาขายเหล้าเตกิวล่าที่ใช้ผสม ในปีเดียวกันกับจังหวะเดียวกันที่วง The Eagles ได้เปิดตัวเพลงใหม่ชื่อ “Tequila Sunrise” ในอัลบั้ม Desperado ของพวกเขา ทำให้เกิดกระแสในความสนใจสูตร Tequila Sunrise มากยิ่งขึ้น ช่วงที่ได้รับความนิยมสูงในยุค 1970-1980

- 2 oz.         Tequila (เตกิวล่า)
- 4 oz.         Orange Juice (น้ำส้ม)
- 1/2 oz.      Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)
แต่งด้วยส้มชิ้นและเชอรี่
 

Kami Kaze' ในภาษญี่ปุ่นคำว่า Kami หมายถึง พระเจ้า (God) และ Kaze หมายถึง ลม (Wind)  รวมกันมีความหมายว่า สายลมแห่งสวรรค์ "Divine Wind" ชื่อนี้ หมายถึง ดับเครื่องชน ในช่วงที่ญี่ปุ่นรบกับอเมริกาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นนำเครื่องบินรบบุกฐานทัพอเมริกาในอ่าวเพิลฮาเบิล แล้วบินแบบดับเครื่องชนกับเรือรบของอเมริกา ประมาณว่าเมื่อดื่มสูตรนี้จะได้สัมผัสกับอาการ ดับเครื่องชน สูตรนี้เกิดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่่บาร์ในฐานทัพทหารอเมริกัน ในโตเกียว ของญี่ปุ่น ช่วงปี ค.ศ.1970 เป็นสูตรสามารถทำได้ทั้งแบบ เขย่า หรือปั่น จัดเป็นค็อกเทลคลาสสิค แบบ Disco Cocktail คือ เริ่มต้นในยุค ปีค.ศ.1970 ยุคกางเกงขาบาน รองเท้าส้นตึก (ช่วงปี ค.ศ.1970-1980)

Kami Kaze' จะเป็นสีขาวใส

- 2 oz.         Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.      Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 3/4 oz.      Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

Blue Kami Kaze' จะเป็นสีฟ้า

- 2 oz.         Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.      Blue Curacao (บูล คูราโช่)

- 2 oz.         Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 3/4 oz.      Simple Syrup (น้ำเชื่อม)

ในปี คศ. 1971-1980 เกิดค็อกเทลสูตร Long Island Iced Tea

ยังเป็นข้อถกเถี่ยงว่า มันเกิดขึ้นที่ นิวยอร์ค หรือเทนเนสซี่ กันแน่ ในปี ค.ศ.1972 คิดค้นโดย Robert "Rosebud" Butt ที่บาร์ Oak Beach Inn ใน อ่าว Hampton บนเกาะ Long ในนิวยอร์ค ใช้เหล้าหลัก 4 อย่าง เพิ่ม Triple Sec และโคคาโคล่า เข้าไปด้วย

แต่อีกแนวทางหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1920 โดย Charles "Old Man" Bishop ที่รัฐเทนเนสซี่ มีเกาะ Long ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ Holston ใน Kingsport เป็นจุดกำเนิดของสูตร Long Island Ice Tea ที่ผสมด้วย ยิน รัม เตกิวล่า อย่างละ ครึ่งออนซ์ และวอดก้า วิสกี้ อย่างละ 1 ออนซ์ ผสมน้ำเชื่อมเมเปิ้ล ต่อมาในปี ค.ศ.1940 ลูกชายของ Charles "Old Man" Bishop ได้ปรับเปลี่ยนสูตรใหม่ โดยใส่มะนาว เลมอน และโคคาโคล่าเพิ่ม 

จากแหล่งกำเนิดทั้งสองที่อ้างว่าตนคิดค้น ยังคงมีข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการสรุปว่าของใครกันแน่ คือ ต้นฉบับ แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนคิด ทั้งสองสูตร ก็ยังไม่เหมือนสูตรในปัจุจบัน ที่ทำกันหลากหลาย มีใส่น้ำชาแทนโค้ก

- 3/4 oz.            Tequila (เตกิวล่า)

- 3/4 oz.            Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.            Gin (ยิน)

- 3/4 oz.            Rum (รัมสีขาว)

- 3/4 oz.            Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 3/4 oz.            Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/2 oz.            Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

- Full-Up.          Coke (โค้ก)

แต่งด้วยมะนาวฝาน

ในปี คศ. 1981-1990 เกิดค็อกเทลสูตร Sex On The Beach

เกิดช่วงระหว่างปี ค.ศ.1980-1987 ที่ Balboa Cafe' ซานฟรานซิสโก ในอเมริกา เช่นเคยใครเป็นผู้คิดค้น Sex on the Beach กันแน่? ว่ากันว่า ในปี ค.ศ.1987 มีบาร์เทนเดอร์คนหนึ่งทำงานที่ Confetti's Bar ในฟลอริดา เข้าประกวดแข่งขันทำค็อกเทล โจทย์คือต้องใช้ลูกพีชที่มีอยู่มากในพื้นที่เป็นหลัก เขาจึงคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา โดยเลือกใช้วอดก้า พีชเชอแนปส์ น้ำส้ม และน้ำเบอรี่ มาผสมกัน และตั้งชื่อตามสิ่งที่เขาคิดว่าคนมาเที่ยวชายหาดมาทำอะไร จึงใช้ชื่อว่า Sex on The Beach แต่เรื่องหากย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1982 ในหนังสือ American Bartenders School Guide to Drinks ยังมีอีกแนวคิดว่าสูตรนี้เกิดจากการรวมกันระหว่างสูตร Fuzzy Navel กับสูตร Cape Codder เข้าด้วยกัน ออกมาเป็นสูตรนี้ แต่สูตรบางตำรา ก็มีการใส่ Crème de Cassis เข้าไปด้วย ความนิยมในสูตรนี้ เกิดช่วงปี ค.ศ.1980-1990 เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวหรือบาร์ตามริมชายหาด

Sex on The Beach by cocktailthai

- 2 oz.          Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.       Peach Schnapps (พีช เชอแนปส์).

- 1/2 oz.       Creme de Casis (กริม เดอ คาสิค)

- 1 oz.          Orange Juice (น้ำส้ม)

- 1.5 oz.       Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

- 1 oz.          Lemon Juice (น้ำมะนาวผสม)

- 1/2 oz.       Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

Fuzzy Navel คิดค้นโดย Ray Foley ในปี ค.ศ.1980 

- 3 oz.          Peach Schnapps (พีช เชอแนปส์).

- 3 oz.          Orange Juice (น้ำส้ม)

Cape Codder ตั้งชื่อตามรีสอร์ทบนชายฝั่งรัฐแมสซาซูเซต ใช้แครนเบอรี่ที่มีมากในอเมริกาผสมวอดก้า แต่ถ้าเป็น Sea Breeze จะใช้วอดก้าผสมน้ำแครนเบอรี่และน้ำเกรฟฟรุ๊ต หรือสูตร Bay Breeze ใช้วอดก้าผสมแครนเบอรี่และน้ำสับปะรด 

- 1.5 oz.          Vodka (วอดก้า)

- Fill-Up.         Cranberry Juice (น้ำแครนเบอรี่)

แต่งด้วยมะนาวชิ้น

Blow Job ชื่อค็อกเทลที่น่าสนใจ เย้ายวน ยั่วใจ ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1980 เกิดสูตร Sex on The Beach ต่อมาในปี ค.ศ.1990 ในอเมริกา เกิดสูตร Blow Job ไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดค้น ชื่อที่ทะลึ่งทะเล้น “ตามความหมายว่า ผู้สาวกำลังก้มอมอะไรบางอย่างของผู้บ่าว” นึกแค่นี้ ฝรั่งก็ขำกันกลิ้ง ขนลุกจนอยากจะลิ้มลอง วิธีกินห้ามใช้มือ!!! ต้องใช้ปากอมคาบปากแก้วช็อทแล้วยกขึ้นเงยหน้าขึ้นกระดกโบว์จ็อบให้ไหลลงคอไป แต่ต้องระวังแก้วด้วยนะครับ ไม่งั้นจากความสนุกจะกลายเป็นความสยองแก้วติดคอเดี้ยงสะ จากนั้นก็กลืน Blow Job แล้วนำแก้วกลับมาวางเช่นเดิมโดยไม่ใช้มือ ย้ำไม่ใช้มือนะ

Blow Job original

- 1/3 shot.       Whipping Cream (วิปปิ้ง ครีม)

- 1/3 Shot.       Baileys Cream (เบย์ลีย์ ครีม) 

- 1/3 Shot.       Amaretto (อะมาเร็ตต็)

Blow Job 

- 1/3 shot.       Whipping Cream (วิปปิ้ง ครีม)

- 1/3 Shot.       Baileys Cream (เบย์ลีย์ ครีม) 

- 1/3 Shot.       Kahlua (คาลัวร์)

Blow Job by cocktailthai ในปี ค.ศ.2004

- 1/4 shot.       Whipping Cream (วิปปิ้ง ครีม)

- 1/4 shot.       Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 1/4 Shot.       Baileys Cream (เบย์ลีย์ ครีม) 

- 1/4 Shot.       Kahlua (คาลัวร์)

Blow Job version Modern 2014 by cocktailthai

- 1/4 shot.       Whipping Cream (วิปปิ้ง ครีม)

- 1/4 shot.       Grand Marnier (แกรนด์ มาร์เนีย)

- 1/4 Shot.       Baileys Cream (เบย์ลีย์ ครีม) 

- 1/4 Shot.       Kahlua (คาลัวร์)

Blow Job version Covid-19 by cocktailthai ในปี ค.ศ.2019

- 1/4 shot.       Whipping Cream (วิปปิ้ง ครีม)

- 1/4 shot.       Fireball (ฟรายบอล)

- 1/4 Shot.       Baileys Cream (เบย์ลีย์ ครีม) 

- 1/4 Shot.       Kahlua (คาลัวร์)

ในปี คศ. 1991-2000 เกิดค็อกเทลสูตร Midori Sour

หลังจากที่เกิดเหล้าหวานเมลอน Midori ในปี ค.ศ.1970 ที่เป็นส่วนผสมหลักของสูตรนี้ บริษัท ซันโตรี่ เปิดตัวในอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1978 ที่ Studio 54 ไนท์คลับชื่อดังในนิวยอร์ค ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.1980-1990 ยุคแห่งการฟื้นฟู ศาสตร์และศิลป์แห่งการผสมค็อกเทล เกิดสูตรต่างๆมากมาย หลังจากนั้นเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เกิดสูตร Midori ที่มีสีเขียวสดใส  

Midori Sour

- 1 oz.        Midori (มิโดริ)

- 1 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 1/2 oz.     Lemon Juice (น้ำมะนาวเลมอน)

- 1/2 oz.     Lime Juice (น้ำมะนาวไทย)

- Top-Up.   Soda (โซดา)

Midori Sour by cocktailthai

- 1 oz.        Midori (มิโดริ)

- 1/2 oz.     Vodka (วอดก้า)

- 1.5 oz.     Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 1 oz.        Lemon Juice (น้ำมะนาว)

- 1/2 oz.     Sugar Syrup (น้ำเชื่อม)

ในช่วงศตวรรษที่ 21 เกิดค็อกเทลสูตร Brain Hemorrhage 
เหมาะสำหรับช่วงค่ำคืนฮาโลวีน ในคืนปล่อยผี สูตรนี้อร่อยดื่มง่ายสุดๆ แต่อาจจะดูน่ากลัวนิดๆ รสหวานหอมน่าลิ้มลอง เป็นเทคนิคการกระชากเหล้า ทำให้แกรนาดีนถูกเคลือบเป็นเม็ดๆ เหมือนหยดเลือด เหล้าเบย์ลี่ย์จำลองว่าเป็นเนื้อสมอง เมื่อยกดื่มให้ความรู้สึก เหมือนลิ้มเลือดกำลังแตกในลำคอ รสคล้ายเจลลี่ อร่อยดื่มง่าย

- 10 drop.     Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

- 1/2 oz.        Baileys (เบย์ลี่ย์)

- 1 oz.           Peach Schnapps (พีช เชอแนปส์)

วิธี Layer เทรินจากล่างขึ้นบน แล้วหยดแกรนาดีนใส่

Monkey Brain สูตรนี้มีอยู่ไปทั่วไป ทั่วโลกทำกันปกติ แต่ค็อกเทลไทยดอมคอม สร้างวิธีการทำที่สมจริง รสแอบแรงนิดๆ แต่มันๆ เปรี้ยวๆ เมื่อยกดื่มขดสมองจะแตกไหลในลำคอ เหมาะกับสายดาร์ค ในยามค่ำคืน ต้องลองแล้วจะติดใจ

- 1/3 oz.        Lime Juice Cordial (น้ำมะนาวคลอเดี้ยน)

- 1/2 oz.        Baileys (เบย์ลี่ย์)

- 1/2 dash.    Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

- 3/4 oz.        Vodka (วอดก้า)

- 1/4 oz.        Lime Juice Cordial (น้ำมะนาวคลอเดี้ยน)

วิธีผสม Pour เทรินจากล่างขึ้นบน

Jelly Fish Layer สูตรนี้คิดค้นโดย Mr.Aphinan Siripun ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี ค.ศ.2012 เมื่อใช้ไฟส่องจะเห็นกลุ่มแมงกะพรุนน้อยเผยตัวออกมาในสายน้ำแอลกอฮอล์รสหวานเรียงชั้น จะจุดไฟก็ได้ใช้หลอดดูด

- ฉีด.              Silver Glitter (ผงเกล็ดเงิน)

- 6 drop.        Baileys (เบย์ลี่ย์)

- 1/5 shot.      Gold Rum (รัมสีทอง)

- 1/5 shot.      Triple Sec (ทริเปิ้ล เชค)

- 1/5 shot.      Blue Curacao (บูล คูราโช่)

- 1/5 shot.      Strawberry Liqueur (เหล้าหวานสตรอเบอรี่)

- 1/5 shot.      Yellow Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีเหลือง)

วิธีผสม Pour เทรินจากล่างขึ้นบน

Rainbow Shot

- 1 oz.           Grenadine Syrup (น้ำเชื่อมแกรนาดีน สีแดง)

-                    ใส่น้ำแข็งเกือบเต็ม บอสตันเช็คเกอร์

- 4 oz.           Pineapple Juice (น้ำสับปะรด)

- 2 oz.           Vodka (วอดก้า)

- 3/4 oz.        Blue Curacao (บูล คูราโช่)

วิธีผสม Pour เทแกรนาดีนใส่ก่อนแล้วตามด้วยน้ำแข็ง และเลเยอร์ส่วนผสมที่เหลือ ตัวสุดท้าย บูลคูราโช่ใส่แล้วรีบเทรินใส่แก้วที่เรียงไว้ 7 ใบ เทรินแบบต่อเนื่องไม่ต้องยกขึ่นลง

Visitors: 4,446,004